แต่ว่าก่อนที่ดาบแสงนับหมื่นจะทะลวงร่างของคนภายในตระกูลโอวหยาง
"บังอาจ!! คิดจะทำร้ายคนของราชวงศ์โชติช่วงอย่างนั้นหรือ"เสียงทรงอำนาจของชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ดังขึ้น พร้อมๆ กับเพลิงฟีนิกซ์สีส้มที่ทะลวงค่ายกลโลหิตที่ปิดกั้นตระกูลโอวหยางเอาไว้ พลังอำนาจแห่งจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางระเบิดออกมาอย่างรุนแรง
เพลิงฟีนิกซ์กระบวนท่าที่สี่ หมื่นวิหคเพลิงร่ำร้อง นกเพลิงสีส้มหลายหมื่นตัวได้พุ่งตัวปะทะไปยังดาบหมื่นเล่มที่กำลังจะโจมตีโดนทุกคน เผาผลาญหลอมละลายดาบแห่งแสงทั้งหมื่นจนหมดทุกเล่ม
พลังของนกเพลิงอันยิ่งใหญ่ถูกส่งมาจากแม่ทัพใหญ่แห่งราชวงศ์โชติช่วง เฟิ่งหวงหมิง ผู้เป็นถึงชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง หนึ่งในเก้าปีก ขุมกำลังหนักแห่งราชวงศ์โชติช่วง เขาที่ได้รับคำสั่งจากท่านหญิงเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ให้ตรวจตรารอบๆจัตุรัส เขาและเหล่าทหารได้ตรวจค้นจนพบสิ่งแปลกปลอมที่คิดว่าเป็นระเบิดถูกฝังรอบๆ จัตุรัสกลางเมือง จากนั้นขยายการค้นหาไปทั่วทั้งเมือง กว่าจะตรวจสอบจนหมดก็ใช้เวลานานอย่างมาก แต่เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีวัตถุแปลกปลอมใดๆ ในเมืองอีกถึงตรงมายังตระกูลโอวหยางที่โดนค่ายกลโลหิตปกคลุมไปทั่วตระกูล โจมตีทะลวงค่ายกลเข้ามาพร้อมๆ กับที่เห็นโอวหยางเฟยหลงใช้ดาบแสงโจมตีไปยังคนของราชวงศ์จนลงมือหยุดเอาไว้ได้ทัน ช่วยชีวิตของทุกคนเอาไว้ได้อย่างเฉียดฉิว การลงมือครั้งนี้แม่ทัพใหญ่เฟิ่งหวงหมิงส่งพลังมาก่อนที่ตัวเขาจะมาถึงด้วยซ้ำ ยังคงต้องอาศัยเวลาอีกหลายวินาทีกว่าที่เขาจะเดินทางมาในเขตตระกูลโอวหยางได้ แม้ว่าจะเร่งความเร็วสูงสุดแล้วก็ตาม
..
“ชิ! การต่อสู้ครั้งนี้จบลงแล้วสินะ” เสวี้ยเจ๋อที่เห็นว่าพลังชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ของอีกฝ่ายได้ปรากฏตัวขึ้น สบถออกมาอย่างหัวเสีย อีกเพียงนิดเดียวตระกูลโอวหยางก็จะล่มสลายแล้วแท้ๆ แต่ชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ของอีกฝ่ายดันมาทันเวลา
“ได้ของที่ต้องการมาหรือไม่” เสวี้ยเจ๋อถามไปยังอสุรกายโลหิตในร่างโอวหยางเฟยหลง
“ได้มาแล้วขอรับ” อสุรกายโลหิตในร่างโอวหยางเฟยหลง กลายเป็นแสงพุ่งจากฟากฟ้าลงมายืนข้างๆ เสวี้ยเจ๋อ นำป้ายเหล็กออกมามอบให้กับเสวี้ยเจ๋อ
“ไปช่วยกงซุนลี่ เราจะกลับกันแล้ว” เสวี้ยเจ๋อออกคำสั่ง เพียงพริบตาร่างของโอวหยางเฟยหลงกลายเป็นเส้นแสงยังจุดที่เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ เพิ่งหวงหยางชุนและลุค กำลังสู้แผดเผาร่างของกงซุนลี่ โอวหยางเฟยหลงสะบัดมือเพียงครั้งเดียวเพลิงที่ล่องหนอยู่ก็สลายหายไป
เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ เฟิ่งหวงหยางชุน และลุค ทั้งสามคนที่เห็นการช่วยเหลือของฝ่ายตรงข้าม แม้ไม่ยินยอมแต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ อีกฝ่ายคือชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์พลังของพวกเขาย่อมไม่อาจทำอะไรอีกฝ่ายได้ อสุรกายโลหิตในร่างโอวหยางเฟยหลงคว้าร่างของกงซุนลี่ที่หมดสติจากการโดนแผดเผาอย่างรุนแรง จากนั้นกลายเป็นเส้นแสงกลับไปที่เสวี้ยเจ๋อ
ตอนนี้ทั้งจักรพรรดิชุดดำของราชวงศ์จันทราทมิฬและจักรพรรดิชุดแดงของราชวงศ์ราชันโลหิต รวมทั้งชนชั้นราชันร่างใหญ่ ต่างกลับมารวมกลุ่มที่เสวี้ยเจ๋อ หลังจากที่สามารถนำของที่ต้องการออกมาจากคลังสมบัติของตระกูลโอวหยางได้
“เหมือนจะสำเร็จไปได้ด้วยดี ถึงกับสามารถกลืนกินโอวหยางเฟยหลงได้” ชนชั้นจักรพรรดิชุดดำได้กล่าวขึ้นเมื่อแผนที่ได้วางไว้สำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดี
“รีบไปกันเถอะมีเวลาไม่กี่วินาทีก่อนที่เฟิ่งหวงหมิงจะมาถึง” ชนชั้นจักรพรรดิชุดแดงรีบกล่าวเพราะหากเฟิ่งหวงหมิงมาถึงต่อให้เป็นโอวหยางเฟยหลงก็ยังไม่อาจสู้อีกฝ่ายได้ แม้ว่าพลังของทั้งสองจะเท่ากัน แต่พลังสายเลือดและพลังฝีมือโอวหยางเฟยหลงไม่อาจสูได้อย่างแน่นอน
“กงซุนเมิ่ง” เสวี้ยเจ๋อหันไปเรียกกงซุนเมิ่ง
“รู้แล้ว เวทอัญเชิญย้อนกลับ ”กงซุนเมิ่งได้ใช้เวทอัญเชิญของตน แต่ว่าเป็นการอัญเชิญย้อนกลับที่จะนำตัวเองและพวกพ้องกลับไปยังจุดหมายที่ได้กำหนดไว้ตั้งแต่แรก จริงๆ แล้วผู้ที่ต้องพาทุกคนหนีคือกงซุนลี่ที่สามารถใช้เวทแห่งเงาเปิดประตูแห่งเงาได้ แต่ว่าตอนนี้อีกฝ่ายกลับหมดสติพร้อมกับบาดเจ็บสาหัสไปเสียแล้ว จึงกลายเป็นหน้าที่ของนางที่ต้องลงมือแทน
ฝ่ายคนของราชวงศ์ราชันโลหิตและราชวงศ์จันทราทมิฬ หกคนและอสุรกายในร่างของโอวหยางเฟยหลงต่างถูกวงแหวนเวทอัญเชิญย้อนกลับ ค่อยๆ หายไปจากจุดที่อยู่
แต่ก่อนที่คนทั้งหมดจะหายไปอย่างสมบูรณ์เสวี้ยเจ๋อได้หันมามองอูหลินเฟิงแล้วกล่าวว่า “แม้ครั้งนี้เจ้าจะสามารถคาดเดาได้ว่าข้าต้องเล็งไปที่โอวหยางเฟยหลง แต่เจ้าประมาทเกินไป สุดท้ายแผนการของข้าเหนือกว่าเจ้า ลาก่อนอูหลินเฟิง พบกันคราวหน้าข้าจะต้องสังหารเจ้าให้ได้” เสวี้ยเจ๋อกล่าว พร้อมๆ กับที่ร่างของฝั่งสองราชวงศ์ได้หายไปจากตระกูลโอวหยาง
“ครั้งหน้าไม่จบแบบนี้แน่” อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมมองไปที่อีกฝ่ายอย่างท้าทาย ครั้งหน้าที่แดนเทพรกร้างเขาจะไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายรอดไปได้แบบนี้แน่นอน
“ไม่นะ ท่านพ่ออออออ” เสียงของโอวหยางชิงหลงได้ตะโกนออกมา เขาพยายามกลับมายังสนามรบให้เร็วที่สุดแต่ว่าภาพที่เห็นคือร่างของพ่อเขาโอวหยางเฟยหลงตอนนี้อยู่ในวงเวทของอีกฝ่าย โดนแสงจากวงเวทกลืนหายไปจากสายตาของตน โอวหยางชิงหลงถึงกับทรุดลงกับพื้น เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้ความเชื่อมั่นของเขาแทบจะพังทลาย ความหยิ่งทะนงต่างๆ ของตัวเขาทำให้ตระกูลโอวหยางโดนโจมตีอย่างหนัก อีกฝ่ายนำกำลังคนมาเพียงแค่แปดคน กับอสุรกายเพียงไม่กี่สิบตัว กลับสามารถสร้างความเสียหายมหาศาลให้แก่ตระกูลโอวหยางที่ยืนยงมาอย่างยาวนาน
หากไม่ได้อูหลินเฟิง จงหมิ่น เสวี่ยหานเอ๋อร์และกู่ซือเอิน เกรงว่าตอนนี้คงมีคนของตระกูลโอวหยางหลายคนที่ต้องสังเวยชีวิตไปในครั้งนี้ อูหลินเฟิงมองภาพตรงหน้าโดยไม่พูดอะไร เขาอยากจะให้บทเรียนแก่โอวหยางชิงหลงที่หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของตน
..
เสวี้ยเจ๋อ ที่ได้กลับมายังฐานของสองราชวงศ์ ได้ตรงไปยังโถงขนาดใหญ่ที่มีบัลลังก์กระดูกสีดำขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง โดยมีร่างของคนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนนั้น ร่างๆนั้นเปล่งประกายรัศมีของชนชั้นเทวะแท้จริงออกมา
“คารวะเสด็จพ่อ” เสวี้ยเจ๋อกล่าวกับคนบนบัลลังก์พร้อมกับคุกเข่าก้มหัวให้
“คารวะฝ่าบาท” คนที่เหลือเองก็คุกเข่าก้มหัวให้ชายบนบัลลังก์เช่นกัน
“สำเร็จหรือไม่” เสียงอันทรงอำนาจได้ถามไปยังเสวี้ยเจ๋อ
“สำเร็จด้วยดีพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ” เสวี้ยเจ๋อกล่าว พร้อมกับได้นำป้ายเหล็กที่ขโมยมาจากตระกูลโอวหยาง แสดงออกมาให้กับชายบนบัลลังก์กระดูกสีดำได้เห็น
“เจ้าทำได้ดีมาก ลูกชายข้า” ชายบนบัลลังก์กล่าวด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ พร้อมๆ กับที่ป้ายเหล็กบนมือของเสวี้ยเจ๋อได้ลอยเข้ามาหาชายบนบัลลังก์
“ป้ายที่บอกสถานที่ผนึกร่างของ เทพศพโลหิต ชนชั้นเทวะของราชวงศ์ราชันโลหิตในอดีต” นั่นคือสิ่งที่ราชวงศ์ราชันโลหิตต้องการ ป้ายเหล็กอันมีสถานที่ต่างๆ ในแดนเทพรกร้างกำกับเอาไว้พร้อมกับได้มีตำแหน่งของผนึกที่ได้ผนึกร่างของชนชั้นเทวะของราชวงศ์ราชันโลหิตเอาไว้
“ครั้งนี้..ถือว่าเท่าเจ้าทำได้ไม่เลว ไม่ใช่เพียงแค่สามารถนำป้ายนี้มาได้ แต่ยังได้ร่างของโอวหยางเฟยหลงมาได้อีกด้วย ได้กำลังรบชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางมาอยู่ในกำมือ” ชายบนบัลลังก์กล่าวพร้อมกับจ้องมองไปยังร่างของโอวหยางเฟยหลง ชายบนบัลลังก์ที่มีระดับพลังชนชั้นเทวะสามารถสัมผัสได้ถึงความแปลกประหลาดบนร่างกายของโอวหยางเฟยหลงทันที
“พวกเจ้า ถอยออกมาเดี๋ยวนี้!!!” เสียงทรงอำนาจของชายบนบัลลังก์ตะโกนบอกอย่างร้อนรน พร้อมๆ กับที่เร่งพลังของตนเองตรงเข้าสู่ร่างของโอวหยางเฟยหลง
..
..
“ท่านหญิงเป็นอะไรหรือไม่” เสียงของแม่ทัพใหญ่เฟิ่งหวงหมิง ที่เดินทางมาถึงได้ถามไปยังเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ท่านหญิงที่ตนเองสนับสนุน
“ข้าไม่เป็นอะไร...แม่ทัพใหญ่ โชคดีที่ท่านมาทันเวลาไม่อย่างนั้นข้าคงจะตายไปแล้ว” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กล่าว นางจ้องมองไปยังเฟิ่งหวงหยางชุนน้องชายของตนที่กำลังเดินออกไป
“นั่นเจ้าจะไปไหน”
“ก็ต้องกลับไปฝึกเพิ่มน่ะสิ ไม่เห็นหรือไงว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งแค่ไหน หากจะยังมีเหตุการณ์ที่เป็นไปตามนิยาย...ก็เหลือเพียงการปลดปล่อยชนชั้นเทวะที่ถูกผนึกอยู่ที่แดนเทพรกร้าง เราสองคนยังไม่อาจทะลวงชนชั้นราชันได้ ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถเข้าไปยังแดนเทพรกร้างได้ ข้าต้องหาทางทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นโดยไม่อาศัยการเลื่อนขั้น” เฟิ่งหวงหยางชุนกล่าวพร้อมกับรีบเดินจากไป ตอนนี้เขารับรู้แล้วว่าอีกฝ่ายมีตัวตนจริงๆ แถมยังมีความแข็งแกร่งที่พิสดารอย่างมาก สามารถจะรับมือกับเพลิงฟีนิกซ์ผลาญฟ้าของเขาได้อย่างง่ายดาย ขนาดที่ต่อให้เขากับท่านพี่ร่วมมือกันยังไม่อาจจะชนะได้ จำเป็นต้องให้ลุคเข้ามาช่วยจนเป็นการต่อสู้แบบสามรุมหนึ่งถึงจะสามารถชนะได้ ความทะนงตนในสายเลือดแห่งฟีนิกซ์ได้รับรู้แล้วว่ายังมีศัตรูที่แข็งแกร่งอยู่ แถมคราวนี้ศัตรู ยังเล็งมาที่ราชวงศ์โชติช่วงโดยตรง ไม่เหมือนกับการปะทะกับแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นที่มักจะเป็นการปะทะเล็กน้อยไม่รุนแรงมากนัก แต่หลังจากนี้จะเป็นสงครามอย่างแท้จริง
“โตขึ้นแล้วสินะ” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ที่เห็นน้องชายของตนคิดได้ได้กล่าวออกมา แต่นางเองก็คิดแบบเดียวกัน ศัตรูหาทางรับมือกับเพลิงที่แข็งแกร่งที่สุดบนทวีปปราณฟ้าแห่งนี้ได้อย่างง่ายดาย อาศัยความแข็งแกร่ง ณ ปัจจุบันของนางและน้องชายย่อมไม่อาจต่อกรกับอีกฝ่ายได้
“สถานการณ์ของตระกูลโอวหยาง ตอนนี้ปล่อยให้โอวหยางชิงหลงจัดการ รีบกลับไปยังพระราชวัง ต้องแจ้งเรื่องนี้กับเสด็จพ่อโดยไว สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปแล้ว” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กล่าวกับองครักษ์ของตัวเอง จากนิยายที่นางได้อ่านเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นเพียงการปล้นคลังเล็กๆ อีกฝ่ายไม่ได้นำกองกำลังที่แข็งแกร่งถึงขนาดนี้มาด้วย อีกทั้งชายที่ชื่อเสวี้ยเจ๋อ เป็นชายที่สมควรจะปรากฏตัวครั้งแรกที่แดนเทพรกร้าง แต่ตอนนี้อีกฝ่ายกลับเผยตัวมาแล้ว ไม่แน่ว่าครั้งหน้าที่แดนเทพรกร้างอาจเกิดการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ในนิยายก็ได้
แต่เมื่อนางหันไปเห็นโอวหยางชิงหลงกลับพบว่าอีกฝ่ายคุกเข่าอยู่ที่พื้น ดวงตาล่องลอยราวกับคนที่ยังไม่ยอมรับความจริง
..
“เหมือนทุกอย่างจะเป็นไปอย่างที่เจ้าคิด” จงหมิ่นได้หันมากล่าวกับอูหลินเฟิง ตอนนี้กลุ่มทั้งสี่คนได้เดินกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
“ใช่ เหมือนว่าอีกฝ่ายจะยังไม่คิดว่าร่างของประมุขโอวหยางจะมีปัญหา” อูหลินเฟิงกล่าว เป็นเขาเองที่ยอมให้อีกฝ่ายกลืนกินร่างของโอวหยางเฟยหลงได้อย่างง่ายๆ
“หมายความว่ายังไงร่างของท่านพ่อข้ามีปัญหาอย่างไร” โอวหยางชิงหลงที่ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองได้พยายามลุกขึ้นแล้วกล่าวถาม
“อ้าว ข้าไม่ได้บอกท่านเรื่องนี้หรือ” อูหลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงยียวน ตัวเขาอยากมอบบทเรียนบางอย่างให้กับโอวหยางชิงหลง
“บอกเรื่อง….” โอวหยางชิงหลงที่กำลังจะถามต่อได้มีเสียงของชายผู้หนึ่งดังขึ้นมา
“ชิงหลง” เสียงที่คุ้นเคยทำให้โอวหยางชิงหลง หันหน้าไปหาเจ้าของเสียงอย่างรวดเร็วพบกับร่างของโอวหยางเฟยหลงที่กำลังนั่งอยู่บนรถเข็น แม้จะยังชราภาพเหมือนเดิมแต่ว่ากลับดูแข็งแรงมากกว่าเดิมเล็กน้อย
“ท่านพ่อ..ได้อย่างไรกัน..ไม่ใช่ว่าท่านถูกพวกมัน..” โอวหยางชิงหลง กล่าวอย่างสับสนก็เขาเห็นว่าร่างของพ่อเขาได้หายไปพร้อมกับเวทอัญเชิญของอีกฝ่ายแล้วแท้ๆ
“เป็นเพราะคุณชายใหญ่อู ที่ช่วยชีวิตข้าไว้” โอวหยางเฟยหลงกล่าว พร้อมกับมองไปยังอูหลินเฟิง
..
..
จบตอน