บทที่ 30 จะสั่งสอนเช่นไรดี?
หลังจากเซียวอวี้เฉินออกจากเรือนซื่ออาน เขาก็ให้ฉางิไปสืบข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ของตระกูลฉี เขาไม่เคยเข้าใจเกี่ยวกับขุนนางผู้ทรงอิทธิพลในเมืองหลวงพวกนี้มาก่อน ต่อแต่นี้ไปอาจจะต้องคบค้าสมาคมกับพวกเขาบ่อย ๆ จึงควรทำความเข้าใจไว้บ้างจะดีกว่า
ฉางิได้รับงานก็รีบออกจากจวน ส่วนจางเฝิงเดินตามเซียวอวี้เฉินไปยังห้องหนังสือที่อยู่ด้านหน้า “คุณชายใหญ่ ข้ารู้สึกว่า่นี้ไม่ว่าท่านจะกระทำการใดก็มีแบบแผนมากขึ้น”
เซียวอวี้เฉินถอนหายใจ “ก่อนหน้านี้ข้าไม่เข้าใจเื่ราว หากข้ายืนหยัดได้ด้วยตนเอง แก้ไขเื่ของตนเองได้ ท่านแม่คงไม่ลำบากถึงเพียงนี้ น้องฉินก็ไม่ต้องไปทนทุกข์ที่บ้านไร่ ข้าต้องพยายามให้มากขึ้น หลังจากครึ่งปีข้าก็จะรับน้องฉินเข้ามาอยู่ในจวน ท่านแม่จะได้วางใจ”
จางเฝิงนิ่งเงียบ
เมื่อครู่เขาคงกล่าวมากเกินไป
ถังซูอี๋กำลังหารือกับเซียวอวี้จูเื่การย้ายเรือนอยู่ ่นี้เซียวอวี้จูจะนอนกับนางทุกคืน และดูเหมือนจะนอนด้วยกันแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ใช่ว่านางจะไม่ชอบให้เซียวอวี้จูนอนด้วยกัน ทว่านางอยู่คนเดียวมานานจนกลายเป็ความเคยชินไปแล้ว
ดังนั้นถังซูอี๋จึงคิดจะจัดห้องในเรือนของนางให้เซียวอวี้จูอยู่สักสองสามห้อง นี่ก็เพื่อการอบรมสั่งสอนธิดาของนางด้วย นางเชื่อมาตลอดว่า การซึมซับจากสิ่งที่ได้เห็นและได้ฟังเป็วิธีการสอนที่ดีที่สุด
ยามใดที่นางจัดการเื่ต่าง ๆ เซียวอวี้จูก็จะนั่งฟังอยู่ข้าง ๆ หากมีสิ่งใดไม่เข้าใจนางก็จะอธิบายให้ฟัง หากกระทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่นานนางก็จะเข้าใจเื่ราวต่าง ๆ ได้หมด
เซียวอวี้จูได้ยินว่าจะได้ย้ายมาอยู่ที่เรือนซื่ออานก็ดีใจจนแทบจะะโ ทว่ากลับทำได้เพียงกอดแขนถังซูอี๋แล้วออดอ้อน “ท่านแม่~ ท่านดีที่สุดเลย”
ถังซูอี๋ลูบหลังนางพลางหยอกเย้า “ข้าก็คิดว่าข้าดีที่สุดเช่นกัน”
เซียวอวี้จูได้ฟังก็ชะงัก จากนั้นก็หัวเราะออกมา
“ย้ายไปอยู่ห้องด้านข้างทิศตะวันออกว่าอย่างไร” ถังซูอี๋หารือกับเซียวอวี้จู “ห้องด้านข้างทิศตะวันออกมีห้าห้อง ใช้สามห้องเป็ห้องนั่งเล่นของเ้า อีกสองห้องให้สาวใช้และแม่นมของเ้าอยู่”
เซียวอวี้จูพยักหน้าตาเป็ประกาย “ท่านแม่ช่วยข้าจัดห้องด้วย”
“ย่อมได้ รอให้ย้ายของด้านในออกไปก่อน แล้วค่อยไปเปิดห้องเก็บของ เ้าชอบสิ่งใดก็ไปเอาจากห้องเก็บของมาได้เลย” สำหรับเด็กสาวต้องเลี้ยงดูให้มีพร้อมทุกอย่าง ถังซูอี๋จึงไม่คิดตระหนี่กับเซียวอวี้จูเลยแม้แต่น้อย
เซียวอวี้จูยิ่งดีใจ เตรียมตัวจัดห้องของตัวเองอย่างกระตือรือร้น
เมื่อทั้งสองตกลงกันแล้ว ถังซูอี๋สั่งให้คนไปจัดเตรียมห้องด้านข้างทิศตะวันออก จากนั้นก็เริ่มคิดว่าจะทำให้เซียวอวี้ิกลับมาเป็คนดีได้เช่นไร
เซียวอวี้ิในสถานศึกษานั้น เป็นักเลงตัวพ่อและเรียนไม่เอาไหน ยามว่างยังชอบเที่ยวเตร่ตามย่านเริงรมย์ในเมืองหลวง แน่นอนว่าไม่รวมหอนางโลมและบ่อนพนัน เพราะหากเขากล้าก้าวเท้าเข้าไปในหอนางโลมหรือบ่อนพนันแม้เพียงครึ่งก้าว ถังซูอี๋คงจัดการเขาด้วยไม้เรียวไปนานแล้ว
จะให้สั่งสอนเด็กหนุ่มที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่นและดื้อรั้นเช่นนี้อย่างไรดี?
ถังซูอี๋ตัดสินใจที่จะพูดคุยกับเขาอย่างจริงจัง จึงสั่งให้ชุ่ยอวิ๋นไปยังเรือนด้านหน้าเพื่อบอกคนเฝ้าประตูว่า เมื่อเซียวอวี้ิกลับจวนมาแล้ว ให้เขามาที่ยังเรือนเรือนซื่ออานทันที
พลบค่ำ เซียวอวี้ิก็กลับมา แม้จะเป็่ปลายฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศเย็น ทว่าเขายังมีเหงื่อท่วมตัว โชคดีที่เสื้อผ้ายังสะอาดอยู่
เมื่อเข้ามาในห้องโถงใหญ่ เซียวอวี้ิก็คว้าขนมที่อยู่ข้างมือเซียวอวี้จูยัดใส่ปากทันที “ท่านแม่ ข้าหิวแล้ว บอกให้พวกเขาเตรียมอาหารเร็ว ๆ เถิด”
เซียวอวี้จูกลอกตา “พี่รอง พี่เป็ผีที่ตายด้วยความหิวแล้วกลับชาติมาเกิดใช่หรือไม่?”
เซียวอวี้ิไม่สนใจคำพูดของนาง เขากลืนขนมแห้ง ๆ ลงคอ แล้วรินชาให้ตนเองอีกถ้วย ก่อนจะยกมาดื่มรวดเดียวจนหมด “เ้านั่งอยู่กับเรือนทั้งวัน อ่านหนังสือ ปักผ้า แน่นอนว่าย่อมกินน้อย ส่วนข้าทำแต่เื่ที่ใช้กำลังทั้งวัน ย่อมหิวเร็วเป็ธรรมดา”
เซียวอวี้ิกล่าวพลางงอแขนขวา กำมือแน่น แล้วใช้มือซ้ายตบเข้าที่กล้ามเนื้อของแขนขวาสองที “มา มาลองบีบดูสิ”
เซียวอวี้จูรู้สึกสงสัยว่าแขนจะมีอะไรให้น่าบีบนัก ทว่าก็ยังเดินเข้าไปบีบเบา ๆ แต่แล้วก็ต้องอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ มันแข็งมาก แข็งเหมือนหินเลย
เซียวอวี้ิพอใจกับท่าทีของน้องสาว พร้อมกับความมั่นใจที่พุ่งทะยาน เขาหัวเราะสองสามครั้ง ก่อนจะกล่าวขึ้น “แค่นี้ยังถือว่าน้อยนัก ตัวเ้าเพียงแค่นี้ ข้ายกขึ้นได้ด้วยมือเดียวสบาย ๆ”
กล่าวจบก็ยื่นมือไปเตรียมจะยกคอเสื้อของเซียวอวี้จู ทว่านางกลับใจนกรีดร้องแล้ววิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังถังซูอี๋
“หยุดได้แล้ว” ถังซูอี๋รู้สึกเหนื่อยใจ เด็กหนุ่มที่มีพลังเหลือล้นและดื้อรั้น ทำให้นางปวดหัวไม่ใช่เล่น
“น้องสาวของเ้าเป็ผู้หญิง ต่อไปห้ามไปจับไปต้องนางอีก”
“รู้แล้ว” เซียวอวี้ิหยิบขนมยัดใส่ปากอีกชิ้น ถังซูอี๋ก็ไม่รู้ว่าเขาได้ยินที่นางพูดหรือเปล่า
ในตอนนั้น เซียวอวี้เฉินก็เดินเข้ามา ถังซูอี๋สั่งให้เตรียมอาหาร ทั้งสี่คนนั่งทานอาหารด้วยกัน เซียวอวี้ิเตรียมจะจากไปหลังทานอาหารเสร็จ ดูเหมือนจะมีเื่สำคัญบางอย่าง ถังซูอี๋จึงรีบเรียกตัวไว้ “ตามข้ามาที่ห้องหนังสือ”
เซียวอวี้ิมองสีหน้าของถังซูอี๋ สีหน้าของนางในยามนี้ ไม่ต่างกับสีหน้าในวันที่พี่ชายของเขาต้องไปศาลบรรพบุรุษ ซึ่งหลังจากนั้นพี่ชายของเขาก็คุกเข่าอยู่ในศาลบรรพบุรุษทั้งคืน วันนี้หัวเข่าของเขาเพิ่งจะหายดี ใจของเขาเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็เกาหูเดินไปที่ห้องหนังสือ
เซียวอวี้เฉินและเซียวอวี้จูต่างก็สงสัย พวกเขาอยากจะถามว่าเกิดเหตุใดขึ้น ทว่ากลับถูกถังซูอี๋โบกมือไล่ “ไม่ใช่เื่ของพวกเ้า พวกเ้าสองคนไปพักผ่อนเถิด”
กล่าวจบ ถังซูอี๋ก็พาเซียวอวี้ิเข้าไปในห้องหนังสือพร้อมกับปิดประตูลง เซียวอวี้เฉินมองไปยังประตูห้องหนังสือที่ปิดสนิท แล้วกระซิบถามเซียวอวี้จู “เกิดเหตุใดขึ้น เขาก่อเื่ใดอีก?”
เซียวอวี้จูยักไหล่ “ข้าจะรู้ได้อย่างไร?”
ยามนี้เซียวอวี้เฉินตระหนักได้ถึงความเป็พี่ชายคนโต เขากังวลว่าเซียวอวี้ิจะถูกลงโทษ และยังกังวลว่าถังซูอี๋จะโกรธเซียวอวี้ิ ด้วย เช่นนั้นเขาจึงนั่งอยู่ในห้องโถงไม่ยอมไปไหน ส่วนเซียวอวี้จูก็อยู่ที่นี่อยู่แล้ว ก็คงไม่ไปไหนเช่นกัน
“่นี้เ้าอยู่ที่นี่กับท่านแม่ตลอดเลยหรือ?” เซียวอวี้เฉินถามเซียวอวี้จู
เขารู้สึกอิจฉาอยู่บ้าง ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เขาได้เรียนรู้อะไรมากมายจากมารดา จนรู้สึกว่าหากได้อยู่กับนางมากขึ้น คงจะได้เรียนรู้อะไรมากกว่านี้ ทว่าเขาเป็ผู้ชายและเติบโตถึงเพียงนี้ แน่นอนว่าไม่อาจอยู่ในเรือนเดียวกับมารดาได้
เซียวอวี้จูแสดงสีหน้าโอ้อวด “ท่านแม่บอกให้ข้าย้ายไปอยู่ด้วยกันที่เรือนซื่ออาน ต่อไปห้องด้านข้างทิศตะวันออกจะเป็ของข้า”
เซียวอวี้เฉินยิ่งรู้สึกอิจฉามากขึ้น ทว่าก็แค่อิจฉาเท่านั้น “ย้ายไปอยู่ในเรือนของท่านแม่ ต้องเรียนรู้จากท่านแม่ให้มาก และต้องกตัญญูต่อท่านแม่ด้วย”
เซียวอวี้จูมองใบหน้าอันหล่อเหลาของพี่ชายอย่างเ็ป เหตุใดนับวันเขายิ่งขี้บ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งว่ามารดาเสียอีก
เซียวอวี้เฉินเห็นนางไม่ตอบ ก็คิดไปเองว่านางไม่ได้ฟัง จึงถามย้ำขึ้นอีกครั้ง “ได้ยินหรือไม่?”
“รู้แล้ว”
เซียวอวี้เฉินเห็นท่าทางนางค่อนข้างจริงจัง จึงไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก