อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 62 เขต M

    บทที่ 62 เขต M

     

    “นักเรียนทุนอัน กลับมาแล้วหรือ?” จางเฟยเอ่ยถามด้วยท่าทางกระอักกระอ่วน ซูหยวนไม่ได้รู้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาคิดทำอะไรกันอยู่ ดังนั้นเธอจึงพยักหน้ารับอย่างสบายๆ

     

    “นี่คือแกนพลังงานที่ฉันล่ามาได้วันนี้ ตอนนี้พวกเราได้แกนพลังงานเท่าไรแล้ว” หญิงสาวมอบแกนพลังงานให้กับจางเฟย เธอไม่ได้เอาทั้งหมดออกมา ไม่อย่างนั้นคงจะต้องทำให้นักเรียนทั้งหมดตกใจจนตายแน่ ถึงอย่างนั้น...เพียงแค่แกนพลังงาน 7 ชิ้นที่ซูหยวนมอบให้ มันก็ทำให้กลุ่มของจางเฟยอ้าปากค้างกันไปแล้ว

     

    “นะ นักเรียนทุน!!”

     

    “นักเรียนทุนอัน นี่...หรือว่าเธอล่าพวกกลายพันธุ์ด้วยตัวคนเดียวงั้นหรอ” พวกเขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าซูหยวนสามารถล่าพวกกลายพันธุ์ได้ขนาดนี้ด้วยตัวคนเดียว

                

    สำหรับกฎของสถาบัน หากพวกเขาพบว่าในระหว่างการทดสอบ นักเรียนได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่นจะต้องถูกตัดสิทธิในการเรียนต่อไป ดังนั้นนักเรียนส่วนใหญ่จะไม่เสี่ยงกัน 

     

    ถึงอย่างนั้น...พวกเขาก็ไม่ได้มีความคิดว่าอันซูหยวนจะให้คนอื่นช่วยเธอในการล่าได้ อย่าลืมว่าซูหยวนไม่ได้มาจากเขตชั้นใน ครอบครัวของเธอก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่จนสามารถจ้างคนมาช่วยล่าได้ แต่...พวกเขาก็ไม่กล้าที่จะเชื่อว่าซูหยวนล่าพวกกลายพันธุ์ด้วยตัวคนเดียว ภายในหนึ่งวันก็ล่าได้ 7 แกนพลังงานแล้วเช่นกัน

     

    ในใจของพวกเขาไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรดี สำหรับภารกิจที่ทางสถาบันมอบหมายให้ พวกเขายังต้องการ 56 แกนพลังงานเพื่อให้ครบ 72 แกน เดิมทีพวกเขาล่ามาได้ 4 แกนพลังงานก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว รวมกับกลุ่มอื่นๆที่ล่ามาได้ อัตราความเร็วนี้จะทำให้พวกเขาผ่านภารกิจได้อย่างแน่นอน

     

    แต่...ซูหยวนเพียงคนเดียวก็ล่าได้ 7 แกนแล้ว ช่างเป็น 7 แกนที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน!!

     

    “รวมกับก่อนหน้านี้ พวกเรามีแกนพลังงานทั้งหมด 28 แกนแล้ว ถ้ารวมของเธอด้วยก็จะเป็น 35 แกนพลังงาน เท่ากับว่าพวกเราต้องการอีก 37 แกนพลังงานเท่านั้น ด้วยความเร็วนี้...บางทีพรุ่งนี้ก็อาจจะสามารถได้แกนพลังงานครบแล้ว” จางเฟยเป็นคนที่ทำใจได้เร็วที่สุด

                

    ถึงอย่างไร พวกเขาก็เชื่อมั่นในตัวประธานจางอยู่ก่อนแล้ว คนที่ประธานจางเลือก ทั้งยังได้รับแต้มพิเศษจะเป็นนักล่าปกติเหมือนพวกเขาหรือ? ดังนั้นการที่อีกฝ่ายยอดเยี่ยมขนาดนี้ต่างหากจึงจะเรียกว่าถูกต้อง

                

    ซูหยวนพยักหน้ารับ นับว่านักเรียนชั้นปีที่หนึ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้อ่อนแอจริงๆ ถ้าชั้นปีนี้ไม่มีเธอ พวกเขาก็ยังสามารถล่าพวกกลายพันธุ์ได้อยู่ดี เธอก็แค่ทำให้งานนี้เสร็จเร็วมากขึ้นก็เท่านั้น นอกจากนี้...นี่เป็นเวทีในการแสดงความสามารถของเธอด้วย หากเธอไม่ให้โอกาสนี้ให้คุ้มค่า ประธานจางที่เป็นผู้ว่าจ้างจะพอใจได้อย่างไร

                

    หลังจากที่เข้าไปรวมกลุ่มกับพวกเขา ทุกคนก็พากันพักผ่อนจนกระทั่งได้เวลาเปลี่ยนกลุ่ม จางเฟยยังคงชวนซูหยวนให้ไปจับกลุ่มล่ากับพวกเขา แต่เธอก็ยังคงปฏิเสธ แน่นอนว่าครั้งนี้จางเฟยและพวกไม่ได้เป็นห่วงซูหยวนเหมือนกับก่อนหน้านี้แล้ว กลับกัน...ที่ชวนให้ซูหยวนร่วมกลุ่มไปด้วย ก็แค่อยากจะเห็นการล่าที่สมบูรณ์แบบของเธอเท่านั้น

                

    เหมือนกับก่อนหน้านี้ ซูหยวนยังคงล่าในพื้นที่ใกล้กับหนองน้ำเพื่อฝึกการเคลื่อนไหวและสมาธิของตนเอง เธอตั้งใจว่าจะทำให้สามารถหลบการโจมตีจากแขนทั้งสามของพวกตัวหนืดสามแขนกลายพันธุ์ได้ในเสี้ยววินาที กล่าวคือ...ซูหยวนจะไม่จับจังหวะการเคลื่อนไหวที่เรียบง่ายของพวกมันอีก แต่จะเคลื่อนไหวหลบหลีกให้ได้ในระยะสายตาการโจมตี

                

    ทั้งนี้ก็เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการต่อสู้ที่รุนแรงยิ่งกว่าในสนามรบร่วมกับอาจารย์เติ้ง ซึ่งดูเหมือนว่าการฝึกเพื่อรับแรงกดดันเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ให้เธอไม่น้อยเลย

                

    กลับมารวมกันอีกครั้ง ซูหยวนยังคงมอบแกนพลังงาน 6 ชิ้นให้กับนักเรียนในกลุ่ม ตอนนี้แกนพลังงานที่พวกเขารวบรวมแทบจะครบแล้ว รออีกสองกลุ่มกลับเข้ามาพักก็น่าจะได้ครบ 72 แกนพลังงานอยู่ดี ความเคร่งเครียดในการล่าของพวกเขาก็ลดลงไปมาก ถึงตอนนี้ทุกคนจึงใช้เวลาไปกับการฝึกฝน และพยายามต่อสู้ให้เข้าคู่กันมากที่สุด

                

    เพราะการล่าที่เป็นไปอย่างราบรื่นและไม่มีปัญหาเกิดขึ้นระหว่างนั้น นักเรียนทั้งหมดดูจะสนิทกันมากขึ้น โดยเฉพาะกับนักเรียนที่ไปล่าในกลุ่มเดียวกัน แน่นอนว่าอันซูหยวนก็ไม่ได้ถูกมองข้าม ด้วยประสิทธิภาพการล่าของเธอ ถึงจะไม่ได้สนิทกับทุกคนเช่นเดียวกับคนในกลุ่ม แต่เธอก็ได้รับความเคารพอย่างดี

                

    จนสุดท้าย พวกเขาก็กลับออกมาจากเขต A ได้อย่างปลอดภัย พร้อมกับแกนพลังงานที่ล่าไปได้ถึง 127 ชิ้น ซูหยวนไม่ได้มอบแกนพลังงานให้อีกหลังจากที่รู้ว่าเก็บรวบรวมครบทั้ง 72 ชิ้นแล้ว พวกนักเรียนคนอื่นก็ไม่ได้ว่าอะไร พวกเขารู้ว่าซูหยวนเป็นนักเรียนทุน และชิ้นส่วนเหล่านั้นมีประโยชน์ต่อเธอ 

                

    อีกอย่าง....มันไม่เหมือนกับแกนพลังงานที่พวกเขาล่ามาได้ ของที่ซูหยวนล่ามาได้เป็นของเธอแค่คนเดียวเท่านั้น แต่ที่พวกเขาล่ามาได้นั้นเป็นของส่วนรวม หากมอบให้ใครคนใดคนหนึ่ง แล้วคนอื่นๆที่มีส่วนช่วยในการล่าจะไม่คิดอะไรหรือ? เพื่อตัดปัญหานั้น พวกเขาจึงเลือกที่จะส่งมอบทั้งหมดให้กับสถาบัน

                

    เมื่อทุกคนมาถึงทางเข้าเขตล่า อาจารย์ก็มารออยู่ก่อนแล้ว พวกท่านทำเหมือนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในนั้นบ้าง แต่ซูหยวนที่มองเห็นจุดสีดำตลอดย่อมรู้ดีว่าการล่าทั้งหมดที่ผ่านมา อาจารย์จับตามองดูอยู่ตลอด

                

    อย่างไรก็ตาม สายตาของอาจารย์คนหนึ่งมองซูหยวนด้วยท่าทางไม่พอใจนัก เขาคืออาจารย์คนเดียวกับที่พานักเรียนทุนหญิงสามคนจากไป แน่นอนว่าซูหยวนไม่รู้ถึงสาเหตุที่เขามองมาเช่นนั้น แต่ย่อมต้องเกี่ยวข้องกับนักเรียนทุนทั้งสามคนแน่ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว...เมื่อกลับไปถึงสถาบันได้วันเดียว อาจารย์ก็ได้เรียกนักเรียนทั้งหมดมารวมตัวกันเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการทดสอบในวันนี้ และหนึ่งในนั้นย่อมมีหัวข้อเกี่ยวกับนักเรียนทุนทั้งสามด้วย

     

    “ยินดีกับนักเรียนทุกคนสำหรับการทดสอบที่ผ่านมา ฉันขอชื่นชมว่าทุกคนทำผลงานกันได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ เรียกว่าเป็นชั้นปีที่น่าจับตามองอีกชั้นปีหนึ่งเลย บางที...ในชั้นปีนี้ อาจจะมีบางคนสามารถไปยังเขต Mก็ได้”

                

    เมื่ออาจารย์กล่าวถึงขนาดนั้น นักเรียนทุกคนก็ส่งเสียงโห่ร้องออกมาด้วยความยินดี หากพวกเขาสามารถไปยังเขต M ได้ อย่างนั้นก็เท่ากับไปถึงจุดสูงสุดที่มนุษย์เคยไปได้แล้ว 

                

    เขตแต่ละชั้นนั้นแบ่งออกตามตัวอักษรภาษาอังกฤษ เริ่มจากชั้น A ที่อยู่ใกล้ที่พักของมนุษย์ก่อนเป็นเขตแรก ไล่ไปเรื่อยๆ ซึ่งพวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะไปถึงตัวอักษรที่เท่าไรเหมือนกัน ทว่าตอนนี้...เขต M คือเขตล่าสุดที่มนุษย์ไปถึง 

                

    มีข่าวว่ายิ่งออกไปไกลมากเท่าไร พวกกลายพันธุ์ที่นั่นก็ยิ่งมีความแข็งแกร่งมาก ในเขต M มีกระทั่งพวกกลายพันธุ์ที่รูปร่างเหมือนกับมนุษย์ แต่แข็งแกร่งกว่าหลายเท่า อย่างไรก็ตาม...บริเวณนั้นเป็นจุดที่มนุษย์ต้องการครอบครองมากที่สุดเช่นกัน คนที่เคยไปถึงเขต M ต่างก็บอกว่าที่นั่นเหมือนกับสรวงสวรรค์ แม้จะไม่เท่ากับที่ระบุไว้ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ยุคก่อน ถึงอย่างนั้นก็ยังดีกว่าที่เป็นอยู่มาก

                

    ที่นั่นมีสารพิษน้อยมากๆ แถมยังมีพืชบางชนิดที่ล่าแล้วนำมากินได้ด้วย เมล็ดพันธุ์ที่พวกเขาเพาะปลูกอยู่ทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากเขตที่ไกลออกไปทั้งนั้นแหละ ไม่อย่างนั้นจะสามารถเพาะปลูกกันได้อย่างไร

               

     ความฝันและความหวังของมนุษย์อยู่ที่ข้างนอกนั่น พวกเขายังต้องการไปให้ถึงที่นั่นให้ได้ แต่ก็นั่นแหละ...ยิ่งไกลเท่าไรก็ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น ถ้ายังไม่แข็งแกร่งพอ แค่ออกไปสักสองสามเขตก็เอาชีวิตไปทิ้งได้ง่ายๆแล้ว

                

    ได้ยินอาจารย์ประเมินพวกเขาในแง่ดี ทุกคนก็มองหน้ากันด้วยรอยยิ้ม ทว่า...รอยยิ้มของพวกเขาก็ค่อยๆจางลงหลังจากได้ยินประโยคของอาจารย์ท่านหนึ่ง

     

    “อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มีนักเรียนสามคนที่จะถูกทำให้พ้นสถานการณ์เป็นนักเรียนแน่ๆ เนื่องจากพวกเธอออกจากพื้นที่ล่าก่อนกำหนดอันเป็นการกระทำที่ผิดกฎ แต่...นอกจากนักเรียนทุนสามคนนั้นแล้ว อาจจะมีนักเรียนอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องออกจากสถาบันด้วย”

     

    “!!!” พวกนักเรียนอ้าปากค้างมองหน้ากันเอง 

                

    สำหรับนักเรียนทุนสามคนที่อาจารย์พูดถึงนั้นเข้าใจได้ทันทีว่าหมายถึงใคร สามคนที่พวกเขาปล่อยให้ออกมาก่อนเพื่อที่จะไม่ต้องมาเกะกะการทดสอบ แท้จริงแล้วคงจะพากันหนีออกมาจากเขตล่าได้อย่างปลอดภัย นับว่าเป็นเรื่องโชคดีของพวกเธอ แต่...อาจารย์กลับบอกว่าอาจจะมีนักเรียนจำนวนหนึ่งที่ต้องออกจากสถาบันด้วยงั้นหรือ?

                

    แล้วใครกันล่ะที่อาจารย์กล่าวถึง?

     

    “นักเรียนทุนอัน เธอคือนักเรียนทุนที่ขโมยรองเท้าเพื่อนนักเรียนใช่หรือไม่” อาจารย์เอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความสงสัยของทุกคน

     

    “ฉันได้สอบปากคำนักเรียนทั้งสามแล้ว ซึ่งเป็นการสอบปากคำโดยแยกกันสอบ ทว่าสิ่งที่ทั้งสามพูดตรงกันก็คือ...พวกเธอไม่รู้ว่ารองเท้านั้นมาอยู่ในห่อผ้าตัวเองได้ยังไง แต่ที่พวกเธอรู้ก็คือ...รองเท้าของเพื่อนนักเรียนนั้นอยู่ที่กระโจมของนักเรียนทุนอันแน่ๆ ดังนั้น ความเป็นไปได้เดียวก็คือ...นักเรียนอันใส่ความนักเรียนทุนทั้งสามหรือไม่?”

     

    “อาจารย์ได้ยินว่าพวกเธอมีปัญหาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว สาเหตุที่นักเรียนทุนอันไม่ยอมย้ายไปอยู่ห้องเดียวกันกับนักเรียนทุนทั้งหมดก็เพราะเธอดูถูกพวกเขาใช่ไหม? ไม่ต้องการจะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนักเรียนทุน อยากจะปีนป่ายขึ้นมาเป็นที่ยอมรับโดยอาศัยคำว่า “นักเรียนทุนสกุลจาง” สินะ”

     

    “อาศัยว่าตนเองมีความสามารถมากพอ ใช้ตอนที่ทุกคนกำลังสับสนวุ่นวาย นำรองเท้าที่ขโมยมาไปใส่ในห่อผ้าของเพื่อนนักเรียนทุนด้วยกัน ต้องการไล่ทั้งสามคนออกไปเพื่อไม่ให้สถานะของตนเองต่ำต้อยอีก อาจารย์เข้าใจถูกต้องหรือไม่”

                

    อาจารย์มองตาซูหยวนในขณะที่พูด ท่าทางของอีกฝ่ายไม่ได้ดูดีเลย มองดูลึกๆแล้วยังเต็มไปด้วยความเกลียดชังและดูแคลนอีกด้วย

                

    ซูหยวนไม่รู้ว่าตัวเองทำเรื่องอะไรไม่ดีให้อีกฝ่ายไม่พอใจ หรืออาจจะเป็นทัศนคติแย่ๆต่อนักเรียนทุนก็เป็นได้ ทว่า...ไม่ว่าจะเป็นเพราะเห็นผลใด เธอก็รู้ว่าอาจารย์คนนี้ได้ตัดสินเธอไปแล้ว ไม่ว่าหลังจากนี้จะพูดอะไร เขาก็จะไม่เชื่อถืออีก ดังนั้น...ถ้าเธอจะทำอะไรสักอย่าง ย่อมต้องคิดให้รอบคอบ

                

    ไม่ใช่เพื่อให้อาจารย์ท่านนี้ยอมรับ แต่เพื่อให้คนอื่นๆเข้าใจเจตนาของเธอต่างหาก

     

    “อาจารย์คะ เรื่องรองเท้านั้น...นักเรียนทุนอันไม่ได้ทำค่ะ พวกเราตรวจสอบห่อผ้าและรอบๆกระโจมทั้งหมดแล้ว ถ้ามีการขโมยโดยเธอจริงๆ ก็ต้องมีคนเห็นแน่ค่ะ”

     

    “ใช่แล้วค่ะ นักเรียนทุนฝูเป็นคนพาพวกเราไปในตอนที่นักเรียนทุนอันไม่รู้ตัวด้วยค่ะ จะบอกว่าเธอเอารองเท้าไปซ่อนไว้ที่อื่นก่อนก็น่าจะไม่ได้ อีกอย่าง...นักเรียนทุนฝูบอกว่าตัวเองเห็นกับตาว่านักเรียนทุนอันเอาของมา ย่อมต้องแปลว่าเธอจับตามองตลอดจนกระทั่งนักเรียนทุนอันกลับเข้ากระโจมค่ะ นี่เป็นไปไม่ได้เลยที่นักเรียนทุนอันจะเอาของไปซ่อนในห่อผ้าของคนอื่นในเวลาอันสั้น”

     

    “อาจารย์ครับ นักเรียนทุนสามคนนั้นไม่ชอบนักเรียนทุนอันต่างหาก แต่นักเรียนทุนอันนั้นไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับทั้งสามคนเลยครับ ส่วนเรื่องที่ไม่อยู่ร่วมห้องพัก นักเรียนจูเป็นพยานในการเลือกห้องพักได้ครับ ใช่ไหมจูหลิวหลี่”

     

    “อาจารย์คะ หนูก็คือจูหลิวหลี่ค่ะ ตอนที่เลือกห้องพัก นักเรียนทุนอันแสดงความตั้งใจตั้งแต่แรกแล้วค่ะว่าจะไปพักกับรุ่นพี่นักเรียนชั้นปีที่ 4 เพื่อให้พวกรุ่นพี่มอบประสบการณ์ดีๆ สอนให้เธอรู้เกี่ยวกับการอยู่ในสถาบันและเขตชั้นในค่ะ เป็นการเลือกตั้งแต่ที่ยังไม่เห็นนักเรียนทุนสามคนนั้นด้วยซ้ำค่ะ”

                

    นักเรียนทั้งหมดพยายามช่วยอันซูหยวนพูด หญิงสาวตัวเล็กที่ปกติแล้วมักจะทำอะไรด้วยตัวคนเดียว กระทั่งคิดจะพิสูจน์ความจริง เธอก็ไม่มีความคิดที่จะใช้พยานด้วยซ้ำ นั่นก็เพราะเธอไม่คิดจะไว้ใจคนอื่น แต่ซูหยวนไม่ได้คิดเลยว่าจะมีคนพูดเพื่อเธอมากมายขนาดนี้

                

    ดวงตาเล็กๆมองไปที่นักเรียนทุกคนด้วยความซาบซึ้ง แม้เธอจะเป็นพวกเข้าสังคมไม่เก่ง แต่บุญคุณความแค้นมีย่อมต้องมอบคืนให้ สำหรับความแค้น...ใครที่ทำร้ายต่อเธอ เธอล้วนตอบแทนกลับไปทั้งหมดแล้ว ส่วนเรื่องบุญคุณที่พวกเขาช่วยเอาไว้ มีโอกาสเมื่อไรจะชดใช้ให้แน่นอน

     

    “ทุกคนเงียบก่อน” อาจารย์ยกมือขึ้นราวกับรู้อยู่แล้วว่าพวกนักเรียนจะต้องเข้าใจแบบนั้น เขามองไปยังทุกคนราวกับมองเด็กใสซื่อทั่วไปก่อนจะพูดต่อ

     

    “ทุกคนเข้าใจแบบนั้นก็ถูกต้องแล้ว เพราะนี่เป็นเจตนาของคนที่วางแผนอย่างไรล่ะ” คนพูดก่อนจะมองไปยังอันซูหยวนด้วยสายตาเยาะเย้ย อาจารย์ทำราวกับว่าตัวเองเข้าใจทุกอย่างดีแล้ว อันซูหยวนไม่มีทางหลอกลวงตนได้อีก..

     

    “เพื่อที่จะใส่ร้ายคนอื่น นักเรียนทุนคนนี้จะต้องมีวิธีการอยู่แล้ว เธอกระทั่งเข้าร่วมกับองค์กรนักล่าสกุลจางได้ ทั้งยังถูกคัดเลือกโดยท่านประธานจางโดยตรง ดังนั้น...ฝีมือในการต่อสู้ย่อมต้องไม่ธรรมดา หากเธอเคลื่อนไหวรวดเร็วจนกระทั่งทุกคนมองไม่ทัน การจะเคลื่อนไหวในเสี้ยววิฯย่อมทำได้อยู่แล้ว”

     

    “อีกอย่าง เธออาจจะรู้ตัวว่ามีคนแอบติดตามมาตลอด ถ้าเธอรู้ว่านักเรียนทุนทั้งสามคนเฝ้าตามตนเองมา จนไปแจ้งข่าวนี้ต่อทุกคนล่ะ ระหว่างนั้นเธอก็ต้องรีบลงมือแล้วใช่หรือไม่?”

     

    “ฉันได้ตรวจสอบความสามารถของนักเรียนทุนทั้งสามแล้ว พบว่าการอำพรางตัวตนนั้นย่ำแย่มาก ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะถูกจับได้ตั้งแต่ต้น ดังนั้น...ผลลัพธ์แบบนี้ก็เป็นสิ่งที่นักเรียนทุนอันวางแผนเอาไว้แล้วนั่นเอง”

                

    คนเป็นอาจารย์กอดอก ทำท่าทางราวกับต้องการจะสั่งสอนนักเรียนว่า...ถ้าไม่มีฝีมือในการตรวจสอบเหมือนตน อย่างนั้นจะถูกหลอกลวงก็ไม่ได้น่าแปลกใจอะไร

                

    ความมั่นใจของเจ้าตัวนั้นทำให้ซูหยวนอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วมองอีกครั้ง ทำไม...อาจารย์คนนี้จึงได้เป็นคนโง่แต่อวดฉลาดเช่นนี้กันล่ะ อาจารย์ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเองด้วยซ้ำ แต่คาดเดาเป็นตุเป็นตะแบบนี้ได้อย่างไร...ช่าง...ทำให้ชื่อเสียงของอาจารย์จากสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งเสื่อมเสียได้จริงๆ

     

    ……………………………………………..