Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 5 บทที่ 137 การอุบัติขึ้นของเผ่าพันธุ์

            “กอริลลา...”

            อวี๋จื่ออวี๋พึมพำอีกครั้ง ดวงตาของเขาสั่นไหวอย่างมีความหวัง

            ครู่หนึ่ง รากไม้ของเขาก็ม้วนตัวไม่รอให้ชิงกังทันได้ตอบสนอง จิตของเขาก็กลับคืนสู่พื้นผิวโลก

            มีเพียงประโยคเดียวที่ดังก้องอยู่ในถ้ำใต้ดินเป็นเวลานาน

            “ชิงกังครั้งนี้เจ้าทำความดีความชอบไว้ใหญ่หลวงนัก”

            เมื่อกลับมาถึงบนพื้นดินอวี๋จื่ออวี๋มองดูท้องฟ้าและพื้นที่ว่างเปล่ารอบตัว แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก

            ไม่ว่าใครจะออกไปทำภารกิจย่อมต้องมีคนหนึ่งที่คอยอยู่เคียงข้างเขาเสมอ

            เมื่อคิดได้ดังนั้นรากไม้เส้นหนึ่งของอวี๋จื่ออวี๋ก็สั่นสะเทือนเบาๆ

            ทันใดนั้นควันสีแดงสายหนึ่งก็ลอยขึ้นมาจากพื้นดิน หมุนวนจนกระทั่งปรากฏร่างที่งดงามยิ่งนักร่างหนึ่ง

            “นายท่าน... เรียกฉันออกมากลางดึกแบบนี้มีธุระอะไรเหรอคะ?”

            ชิงเอ๋อร์หาวอย่างเกียจคร้านด้วยท่าทางง่วงงุน

            เดิมทีสำหรับสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติอย่างเธอแม้จะไม่นอนติดต่อกันหลายวันก็ถือเป็นเรื่องปกติ

            แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังต้องแบ่งสมาธิไปควบคุมร่าง ‘หลิงเอ๋อร์’อีกร่างหนึ่งที่อยู่คนละที่ด้วย

            และไม่ใช่การควบคุมอย่างแข็งทื่อเหมือนหุ่นเชิดแต่เป็นการควบคุมอย่างจริงจังราวกับควบคุมร่างกายของตัวเองแถมยังต้องควบคุมการฝึกฝนด้วย

            เรื่องที่ต้องใช้พลังจดจ่อมากขนาดนี้มีเพียงผู้มีพลังจิตอย่างชิงเอ๋อร์เท่านั้นที่จะจัดการได้

            หากเปลี่ยนเป็นอวี๋จื่ออวี๋คาดว่าเขาคงจะรับมือไม่ไหว

            ทว่าในตอนนี้อวี๋จื่ออวี๋กำลังตื่นเต้นและอดใจรอไม่ไหว จึงทำได้เพียงปลุกชิงเอ๋อร์ให้ตื่นขึ้น

            “ชิงเอ๋อร์ ข้าเรียกเธอมาครั้งนี้มีเรื่องสำคัญจะปรึกษา”

            พูดแล้วอวี๋จื่ออวี๋ก็เล่าเรื่องกำเนิดพิภพวานรให้ชิงเอ๋อร์ฟังคร่าวๆ

            เมื่อได้ฟังเรื่องกำเนิดพิภพวานรในตอนแรกชิงเอ๋อร์ยังไม่ค่อยใส่ใจนัก แต่พอฟังไปเรื่อยๆสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย จนกระทั่งอวี๋จื่ออวี๋พูดจบแววตาของเธอก็ฉายแวววูบไหวไม่แน่ใจ

            “นายท่าน ทำแบบนี้มันอันตรายมากนะคะ”

            ชิงเอ๋อร์ถอนหายใจยาว แล้วพูดอย่างจริงจัง

            “อันตรายรึ?”

            อวี๋จื่ออวี๋หัวเราะเบาๆ และไม่ได้ใส่ใจ

            นี่คือการเดิมพันอย่างหนึ่ง

            ถ้าสำเร็จการก่อสร้างในหุบเขาเป่ยอวี่จะรวดเร็วขึ้นอย่างมาก แต่ถ้าล้มเหลว...

            อวี๋จื่ออวี๋ก็เข้าใจผลที่ตามมาดี

            ในฐานะเผ่าพันธุ์ที่คล้ายคลึงกับมนุษย์มากที่สุดอย่างกอริลลาทั้งยังเป็นสัตว์สังคม หากมีการชี้นำที่เหมาะสมพวกมันจะวิวัฒนาการด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ

            ทว่าวิวัฒนาการแบบนี้ไม่ใช่การวิวัฒนาการทางร่างกายแต่เป็นการวิวัฒนาการไปในทิศทางของมนุษย์

            กล่าวอีกนัยหนึ่งคือพวกมันสามารถซึมซับวัฒนธรรมและองค์ความรู้ของมนุษย์ได้อย่างรวดเร็วจนกลายเป็นเผ่าพันธุ์ที่คล้ายคลึงกับมนุษย์อย่างสมบูรณ์ในที่สุด

            สิ่งที่มนุษย์ทำได้ พวกมันก็ทำได้

            สิ่งที่มนุษย์ทำไม่ได้ด้วยร่างกายที่แข็งแกร่งกว่า พวกมันก็อาจจะทำได้

            และด้วยเหตุนี้เผ่าพันธุ์ที่ทรงพลังซึ่งมีโอกาสจะเหนือกว่ามนุษย์จึงอาจจะถือกำเนิดขึ้นมาได้

            และเรื่องที่ชิงเอ๋อร์กังวลก็คือจุดนี้นั่นเอง

            หากกอริลลาได้รับสติปัญญาที่แท้จริงภายใต้การชี้นำของอวี๋จื่ออวี๋และพวกพ้องนั่นก็ย่อมหมายความว่า พวกอวี๋จื่ออวี๋อาจจะต้องเผชิญหน้ากับ‘เผ่าพันธุ์มนุษย์’ เผ่าพันธุ์ที่สอง

            เผ่าพันธุ์มนุษย์เพียงเผ่าพันธุ์เดียวก็ยุ่งยากพอแล้วหากมี‘เผ่าพันธุ์มนุษย์’ ที่รู้ไส้รู้พุงพวกอวี๋จื่ออวี๋เพิ่มขึ้นมาอีกเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนี้คงจะคาดเดายากเกินจินตนาการ

            “เฮ้อ...”

            อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจยาวแล้วมองไปที่ชิงเอ๋อร์ พร้อมพูดขึ้นมาว่า

            “ชิงเอ๋อร์ถ้าเราสยบเผ่าพันธุ์กอริลลาได้จริงๆ และเลือกที่จะฝึกฝนพวกมันเราก็ต้องระวังสองเรื่อง เรื่องแรกคือจำนวน เราต้องควบคุมจำนวนของเผ่าพันธุ์นี้ไว้เรื่องที่สองคือข้าจะไม่ยอมให้กอริลลาพวกนี้ออกไปจากใต้ดินเด็ดขาดเว้นแต่พวกมันจะได้รับความไว้วางใจจากเรา ไม่อย่างนั้นชีวิตของพวกมันก็คงได้แต่เป็นเหมือนนักโทษที่ถูกขังลืมอยู่ใต้ดินตลอดไป”

            เมื่อได้ฟังคำพูดของอวี๋จื่ออวี๋ชิงเอ๋อร์ก็พยักหน้าเล็กน้อยและพูดว่า

            “นายท่านฉันไม่ได้กังวลว่าพวกกอริลลาจะเป็นภัยคุกคามต่อเรา เพราะนั่นต้องใช้เวลานานเรื่องที่กังวลจริงๆ คือมนุษย์ค่ะ”

            “ถ้าพวกเขาพบว่ามีเผ่าพันธุ์หนึ่งกำลังแอบเลียนแบบพวกเขาอยู่หรือแม้แต่พยายามจะเข้ามาแทนที่ พวกเขาคงจะคลั่งน่าดู...เมื่อมนุษย์รู้สึกว่ามีเผ่าพันธุ์อื่นมาคุกคามสถานะของตนวิธีการที่พวกเขาจะใช้นั้นคนธรรมดาคงจินตนาการไม่ถึงแน่ๆ”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้ชิงเอ๋อร์ก็ส่ายหน้าและระงับความคิดในใจ พร้อมพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า

            “ฉันอาจจะคิดมากไปเองก็ได้แต่ช่วงนี้ในหมู่มนุษย์เริ่มมีคนกังวลเรื่องอันตรายจากพวกสัตว์ตระกูลลิงและกอริลลาแล้วนะคะแม้แต่ศูนย์วิจัยบางแห่งก็เริ่มวิจัย ‘อาวุธล้างเผ่าพันธุ์’เพื่อที่จะกำจัดภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นเหล่านี้ให้สิ้นซากไปตั้งแต่ยังไม่ได้พัฒนาเต็มที่”

            “อืม...”

            สีหน้าของอวี๋จื่ออวี๋แข็งทื่อเล็กน้อยหัวใจของเขากระตุกวูบ

            โหดร้ายขนาดนั้นเลยหรือ?

            ถึงกับเริ่มวิจัย‘อาวุธล้างเผ่าพันธุ์’ ตั้งแต่ตอนนี้เลยรึ?

            แต่พอมาลองคิดดูจากมุมมองของมนุษย์จริงอยู่ที่สัตว์ตระกูลลิงพวกนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีโอกาสคุกคามสถานะของมนุษย์ได้มากที่สุด

            สัตว์ตระกูลลิงมีสมองที่สามารถพัฒนาได้มีแขนขาที่แข็งแรง อีกอย่างสัตว์จำพวก ‘ลิง’ก็ชอบเลียนแบบ

            ถ้าพวกมันเกิดการวิวัฒนาการจึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะเริ่มจากการเรียนรู้ความรู้ของมนุษย์และผลหลังจากนั้นคงไม่ต้องคิดให้มาก

            ภาพยนตร์เรื่อง‘กำเนิดพิภพวานร’ แม้จะเป็นเพียงจินตนาการด้านเดียวแต่มันก็สะท้อนภาพความจริงอันโหดร้ายข้อหนึ่งได้เป็นอย่างดี

            เผ่าพันธุ์ไม่มีคำว่าถูกหรือผิดมีเพียงการต่อสู้ที่จะไม่มีวันจบสิ้น

            ทั้งเพื่อความอยู่รอดและเพื่อรักษาสถานะของตนเอง

            ......

            ในเวลานั้นชิงเอ๋อร์มองดูอวี๋จื่ออวี๋ที่ยังคงครุ่นคิดอยู่ เธอก็หัวเราะเบาๆ และพูดขึ้นว่า

            “นายท่าน เราอย่าเพิ่งไปคิดมากเลยค่ะยุคสมัยนี้มันวุ่นวายพอแล้ว จะมีเพิ่มมาอีกสักเผ่าพันธุ์ก็คงไม่เป็นไรหรอก...”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้ชิงเอ๋อร์ก็พึมพำกับตัวเองว่า

            “บางที การที่กอริลลาแข็งแกร่งขึ้นอาจจะเป็นเรื่องดีสำหรับเราก็ได้นะคะ”

            “โอ๊ะ...”

            อวี๋จื่ออวี๋อุทานออกมาแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากกลับเปลี่ยนเรื่องไปอย่างตรงไปตรงมาว่า “ชิงเอ๋อร์เช่นนั้นคืนนี้คงต้องรบกวนเจ้าออกแรงสักหน่อย”

            “ไม่มีปัญหาค่ะ”

            ชิงเอ๋อร์พยักหน้าแล้วหันสายตาไปยังมุมหนึ่งของขุนเขาแห่งหมอก

            ที่นั่นมีฝูงกอริลลาอาศัยอยู่

            แถมจ่าฝูงของพวกมันก็เคยดึงดูดความสนใจของนายท่านมาแล้วด้วย

            ทว่าน่าเสียดายที่เรื่องราวมันยุ่งเหยิงจนเกือบจะลืมเจ้าตัวนี้ไปเลย

            แต่ตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไป

            เมื่อคิดได้ดังนั้นชิงเอ๋อร์ก็กลายเป็นควันสีแดงพุ่งแหวกอากาศตรงไปยังมุมหนึ่งของขุนเขาแห่งหมอกในชั่วพริบตา

            ....

            ในขณะเดียวกัน ที่มุมหนึ่งของขุนเขาแห่งหมอก

            “ฟุบ ฟุบ ฟุบ...”

            สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์หนึ่งพุ่งแหวกอากาศกอริลลาตัวแล้วตัวเล่าต่างโหนกิ่งไม้และแกว่งไกวไปมา

            ทว่าสายตาของกอริลลาเหล่านี้กลับไม่ค่อยละไปจากร่างร่างหนึ่ง

            เมื่อมองตามสายตาของพวกมันไปที่ยอดหน้าผาซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป มีร่างมหึมาร่างหนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่...

             

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน