“กอริลลา...”
อวี๋จื่ออวี๋พึมพำอีกครั้ง ดวงตาของเขาสั่นไหวอย่างมีความหวัง
ครู่หนึ่ง รากไม้ของเขาก็ม้วนตัวไม่รอให้ชิงกังทันได้ตอบสนอง จิตของเขาก็กลับคืนสู่พื้นผิวโลก
มีเพียงประโยคเดียวที่ดังก้องอยู่ในถ้ำใต้ดินเป็นเวลานาน
“ชิงกังครั้งนี้เจ้าทำความดีความชอบไว้ใหญ่หลวงนัก”
เมื่อกลับมาถึงบนพื้นดินอวี๋จื่ออวี๋มองดูท้องฟ้าและพื้นที่ว่างเปล่ารอบตัว แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก
ไม่ว่าใครจะออกไปทำภารกิจย่อมต้องมีคนหนึ่งที่คอยอยู่เคียงข้างเขาเสมอ
เมื่อคิดได้ดังนั้นรากไม้เส้นหนึ่งของอวี๋จื่ออวี๋ก็สั่นสะเทือนเบาๆ
ทันใดนั้นควันสีแดงสายหนึ่งก็ลอยขึ้นมาจากพื้นดิน หมุนวนจนกระทั่งปรากฏร่างที่งดงามยิ่งนักร่างหนึ่ง
“นายท่าน... เรียกฉันออกมากลางดึกแบบนี้มีธุระอะไรเหรอคะ?”
ชิงเอ๋อร์หาวอย่างเกียจคร้านด้วยท่าทางง่วงงุน
เดิมทีสำหรับสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติอย่างเธอแม้จะไม่นอนติดต่อกันหลายวันก็ถือเป็นเรื่องปกติ
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังต้องแบ่งสมาธิไปควบคุมร่าง ‘หลิงเอ๋อร์’อีกร่างหนึ่งที่อยู่คนละที่ด้วย
และไม่ใช่การควบคุมอย่างแข็งทื่อเหมือนหุ่นเชิดแต่เป็นการควบคุมอย่างจริงจังราวกับควบคุมร่างกายของตัวเองแถมยังต้องควบคุมการฝึกฝนด้วย
เรื่องที่ต้องใช้พลังจดจ่อมากขนาดนี้มีเพียงผู้มีพลังจิตอย่างชิงเอ๋อร์เท่านั้นที่จะจัดการได้
หากเปลี่ยนเป็นอวี๋จื่ออวี๋คาดว่าเขาคงจะรับมือไม่ไหว
ทว่าในตอนนี้อวี๋จื่ออวี๋กำลังตื่นเต้นและอดใจรอไม่ไหว จึงทำได้เพียงปลุกชิงเอ๋อร์ให้ตื่นขึ้น
“ชิงเอ๋อร์ ข้าเรียกเธอมาครั้งนี้มีเรื่องสำคัญจะปรึกษา”
พูดแล้วอวี๋จื่ออวี๋ก็เล่าเรื่องกำเนิดพิภพวานรให้ชิงเอ๋อร์ฟังคร่าวๆ
เมื่อได้ฟังเรื่องกำเนิดพิภพวานรในตอนแรกชิงเอ๋อร์ยังไม่ค่อยใส่ใจนัก แต่พอฟังไปเรื่อยๆสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย จนกระทั่งอวี๋จื่ออวี๋พูดจบแววตาของเธอก็ฉายแวววูบไหวไม่แน่ใจ
“นายท่าน ทำแบบนี้มันอันตรายมากนะคะ”
ชิงเอ๋อร์ถอนหายใจยาว แล้วพูดอย่างจริงจัง
“อันตรายรึ?”
อวี๋จื่ออวี๋หัวเราะเบาๆ และไม่ได้ใส่ใจ
นี่คือการเดิมพันอย่างหนึ่ง
ถ้าสำเร็จการก่อสร้างในหุบเขาเป่ยอวี่จะรวดเร็วขึ้นอย่างมาก แต่ถ้าล้มเหลว...
อวี๋จื่ออวี๋ก็เข้าใจผลที่ตามมาดี
ในฐานะเผ่าพันธุ์ที่คล้ายคลึงกับมนุษย์มากที่สุดอย่างกอริลลาทั้งยังเป็นสัตว์สังคม หากมีการชี้นำที่เหมาะสมพวกมันจะวิวัฒนาการด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ
ทว่าวิวัฒนาการแบบนี้ไม่ใช่การวิวัฒนาการทางร่างกายแต่เป็นการวิวัฒนาการไปในทิศทางของมนุษย์
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือพวกมันสามารถซึมซับวัฒนธรรมและองค์ความรู้ของมนุษย์ได้อย่างรวดเร็วจนกลายเป็นเผ่าพันธุ์ที่คล้ายคลึงกับมนุษย์อย่างสมบูรณ์ในที่สุด
สิ่งที่มนุษย์ทำได้ พวกมันก็ทำได้
สิ่งที่มนุษย์ทำไม่ได้ด้วยร่างกายที่แข็งแกร่งกว่า พวกมันก็อาจจะทำได้
และด้วยเหตุนี้เผ่าพันธุ์ที่ทรงพลังซึ่งมีโอกาสจะเหนือกว่ามนุษย์จึงอาจจะถือกำเนิดขึ้นมาได้
และเรื่องที่ชิงเอ๋อร์กังวลก็คือจุดนี้นั่นเอง
หากกอริลลาได้รับสติปัญญาที่แท้จริงภายใต้การชี้นำของอวี๋จื่ออวี๋และพวกพ้องนั่นก็ย่อมหมายความว่า พวกอวี๋จื่ออวี๋อาจจะต้องเผชิญหน้ากับ‘เผ่าพันธุ์มนุษย์’ เผ่าพันธุ์ที่สอง
เผ่าพันธุ์มนุษย์เพียงเผ่าพันธุ์เดียวก็ยุ่งยากพอแล้วหากมี‘เผ่าพันธุ์มนุษย์’ ที่รู้ไส้รู้พุงพวกอวี๋จื่ออวี๋เพิ่มขึ้นมาอีกเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนี้คงจะคาดเดายากเกินจินตนาการ
“เฮ้อ...”
อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจยาวแล้วมองไปที่ชิงเอ๋อร์ พร้อมพูดขึ้นมาว่า
“ชิงเอ๋อร์ถ้าเราสยบเผ่าพันธุ์กอริลลาได้จริงๆ และเลือกที่จะฝึกฝนพวกมันเราก็ต้องระวังสองเรื่อง เรื่องแรกคือจำนวน เราต้องควบคุมจำนวนของเผ่าพันธุ์นี้ไว้เรื่องที่สองคือข้าจะไม่ยอมให้กอริลลาพวกนี้ออกไปจากใต้ดินเด็ดขาดเว้นแต่พวกมันจะได้รับความไว้วางใจจากเรา ไม่อย่างนั้นชีวิตของพวกมันก็คงได้แต่เป็นเหมือนนักโทษที่ถูกขังลืมอยู่ใต้ดินตลอดไป”
เมื่อได้ฟังคำพูดของอวี๋จื่ออวี๋ชิงเอ๋อร์ก็พยักหน้าเล็กน้อยและพูดว่า
“นายท่านฉันไม่ได้กังวลว่าพวกกอริลลาจะเป็นภัยคุกคามต่อเรา เพราะนั่นต้องใช้เวลานานเรื่องที่กังวลจริงๆ คือมนุษย์ค่ะ”
“ถ้าพวกเขาพบว่ามีเผ่าพันธุ์หนึ่งกำลังแอบเลียนแบบพวกเขาอยู่หรือแม้แต่พยายามจะเข้ามาแทนที่ พวกเขาคงจะคลั่งน่าดู...เมื่อมนุษย์รู้สึกว่ามีเผ่าพันธุ์อื่นมาคุกคามสถานะของตนวิธีการที่พวกเขาจะใช้นั้นคนธรรมดาคงจินตนาการไม่ถึงแน่ๆ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ชิงเอ๋อร์ก็ส่ายหน้าและระงับความคิดในใจ พร้อมพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ฉันอาจจะคิดมากไปเองก็ได้แต่ช่วงนี้ในหมู่มนุษย์เริ่มมีคนกังวลเรื่องอันตรายจากพวกสัตว์ตระกูลลิงและกอริลลาแล้วนะคะแม้แต่ศูนย์วิจัยบางแห่งก็เริ่มวิจัย ‘อาวุธล้างเผ่าพันธุ์’เพื่อที่จะกำจัดภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นเหล่านี้ให้สิ้นซากไปตั้งแต่ยังไม่ได้พัฒนาเต็มที่”
“อืม...”
สีหน้าของอวี๋จื่ออวี๋แข็งทื่อเล็กน้อยหัวใจของเขากระตุกวูบ
โหดร้ายขนาดนั้นเลยหรือ?
ถึงกับเริ่มวิจัย‘อาวุธล้างเผ่าพันธุ์’ ตั้งแต่ตอนนี้เลยรึ?
แต่พอมาลองคิดดูจากมุมมองของมนุษย์จริงอยู่ที่สัตว์ตระกูลลิงพวกนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีโอกาสคุกคามสถานะของมนุษย์ได้มากที่สุด
สัตว์ตระกูลลิงมีสมองที่สามารถพัฒนาได้มีแขนขาที่แข็งแรง อีกอย่างสัตว์จำพวก ‘ลิง’ก็ชอบเลียนแบบ
ถ้าพวกมันเกิดการวิวัฒนาการจึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะเริ่มจากการเรียนรู้ความรู้ของมนุษย์และผลหลังจากนั้นคงไม่ต้องคิดให้มาก
ภาพยนตร์เรื่อง‘กำเนิดพิภพวานร’ แม้จะเป็นเพียงจินตนาการด้านเดียวแต่มันก็สะท้อนภาพความจริงอันโหดร้ายข้อหนึ่งได้เป็นอย่างดี
เผ่าพันธุ์ไม่มีคำว่าถูกหรือผิดมีเพียงการต่อสู้ที่จะไม่มีวันจบสิ้น
ทั้งเพื่อความอยู่รอดและเพื่อรักษาสถานะของตนเอง
......
ในเวลานั้นชิงเอ๋อร์มองดูอวี๋จื่ออวี๋ที่ยังคงครุ่นคิดอยู่ เธอก็หัวเราะเบาๆ และพูดขึ้นว่า
“นายท่าน เราอย่าเพิ่งไปคิดมากเลยค่ะยุคสมัยนี้มันวุ่นวายพอแล้ว จะมีเพิ่มมาอีกสักเผ่าพันธุ์ก็คงไม่เป็นไรหรอก...”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ชิงเอ๋อร์ก็พึมพำกับตัวเองว่า
“บางที การที่กอริลลาแข็งแกร่งขึ้นอาจจะเป็นเรื่องดีสำหรับเราก็ได้นะคะ”
“โอ๊ะ...”
อวี๋จื่ออวี๋อุทานออกมาแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากกลับเปลี่ยนเรื่องไปอย่างตรงไปตรงมาว่า “ชิงเอ๋อร์เช่นนั้นคืนนี้คงต้องรบกวนเจ้าออกแรงสักหน่อย”
“ไม่มีปัญหาค่ะ”
ชิงเอ๋อร์พยักหน้าแล้วหันสายตาไปยังมุมหนึ่งของขุนเขาแห่งหมอก
ที่นั่นมีฝูงกอริลลาอาศัยอยู่
แถมจ่าฝูงของพวกมันก็เคยดึงดูดความสนใจของนายท่านมาแล้วด้วย
ทว่าน่าเสียดายที่เรื่องราวมันยุ่งเหยิงจนเกือบจะลืมเจ้าตัวนี้ไปเลย
แต่ตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไป
เมื่อคิดได้ดังนั้นชิงเอ๋อร์ก็กลายเป็นควันสีแดงพุ่งแหวกอากาศตรงไปยังมุมหนึ่งของขุนเขาแห่งหมอกในชั่วพริบตา
....
ในขณะเดียวกัน ที่มุมหนึ่งของขุนเขาแห่งหมอก
“ฟุบ ฟุบ ฟุบ...”
สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์หนึ่งพุ่งแหวกอากาศกอริลลาตัวแล้วตัวเล่าต่างโหนกิ่งไม้และแกว่งไกวไปมา
ทว่าสายตาของกอริลลาเหล่านี้กลับไม่ค่อยละไปจากร่างร่างหนึ่ง
เมื่อมองตามสายตาของพวกมันไปที่ยอดหน้าผาซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป มีร่างมหึมาร่างหนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่...