ณ วังหลวง สถานที่พำนักของฮ่องเต้ ไทเฮา ฮองเฮา และเหล่าบรรดาเชื้อพระวงศ์ สถานที่อันใหญ่โตมโหฬาร งดงามตระการตา
เสี่ยวฮวา เย่วซิน และเยว่เล่อได้มาหยุดอยู่ด้านหน้าวังหลวง ก่อนจะเดินทางต่อเข้าไปด้านใน เสี่ยวฮวาอดตื่นตาตื่นใจกับภาพที่ได้เห็นขึ้นมาไม่ได้ รอบด้านรายล้อมด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ สวนตกแต่งอย่างลงตัว สิ่งปลูกสร้าง ไม่ว่าจะเป็ศาลากลางน้ำ เรือนรับรอง ต่างออกแบบอย่างไม่มีที่ติ นางไม่เคยคิดเลยว่าจะมีสถานที่งดงามราวกับสรวง์เช่นนี้
เมื่อทั้งสามมาถึงส่วนตำหนักของสองพี่น้อง ข้ารับใช้ที่พบเห็นต่างพากันทำความเคารพ ทุกคนพากันก้มหน้าเดินจากไปราวกับไม่เห็นว่าสองพี่น้องพาใครอีกคนหนึ่งมาด้วย จนเมื่อถึงตำหนัก เยว่ซินได้พาเสี่ยวฮวาเดินคู่กัน ในขณะที่เยว่เล่อเดินเบะปากตามมาอยู่ด้านหลัง อู๋มามา แม่นมผู้ดูแลสองแฝดเข้ามาให้การต้อนรับและพากันเดินไปที่ศาลาริมน้ำ อู๋มามาที่รู้งาน สั่งให้บ่าวรับใช้ไปจัดเตรียมของว่างและน้ำชามารับแขก
เสี่ยวฮวาผู้ไม่เคยัักับวังหลวงมาก่อน ยังคงตื่นตะลึงกับความอลังการตรงหน้าไม่หาย อู๋มามายิ้มน้อยๆ ให้นาง ก่อนจะถามเยว่ซินขึ้นว่า
"องค์หญิงน้อย จะไม่แนะนำบ่าวให้รู้จักแม่นางน้อยหน่อยหรือเ้าคะ"
"จริงสิ่ ลืมไปเลย นางชื่อเสี่ยวฮวา เ้าน้องชายตัวดีไปชนนางได้รับาเ็ เราจึงชวนนางมาทานอาหารกลางวันเพื่อเป็การขอโทษ"
เสี่ยวฮวาขมวดคิ้วน้อยๆ เอียงคออย่างสงสัย นางาเ็ตรงไหน หรือที่ก้นจะเป็แผล ต้องกลับไปเปิดดูซักหน่อยแล้ว ว่าแต่พี่สาวคนสวยรู้ได้ยังไงกันนะ นางคิดในใจแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
"โอ้ าเ็มากไหมแม่หนูเสี่ยวฮวา ให้ข้าช่วยดูไหม"
อู๋มามาถามขึ้นอย่างเป็ห่วง เยว่เล่อได้ยินดังนั้นจึงเบะปากส่งสายตาไปทางเสี่ยวฮวา แล้วทั้งสองก็เริ่มปะทะคารมกัน
"ข้าเจ็บกว่านางอีก นางยังไม่เห็นขอโทษข้าเลย"
"เ้าชนข้าก่อน ทำไมข้าต้องขอโทษด้วย"
" แต่เ้ามาดึงข้าล้ม"
" เ้าต่างหากที่หลบ ทำให้ข้าล้ม เ้าเด็กนิสัยไม่ดี"
"เ้านั่นแหละนิสัยไม่ดี"
"เ้านั่นแหละ"
"เ้านั่นแหละ"
อู๋มามาเห็นทั้งสองต่างฝ่ายต่างไม่ยอมแพ้ จนจะเริ่มลงไม้ลงมือกันอยู่แล้ว จึงรีบเอ่ยห้ามปราม
"องค์ชายน้อย แม่หนูเสี่ยวฮวา ของว่างมาแล้ว วันนี้มีขนมดอกกุ้ยกับขนมไหมฟ้าด้วยนะเ้าคะ"
เยว่เล่อได้ยินก็หูผึ่ง หยุดพูดกับเสี่ยวฮวาทันที วันนี้ของว่างมีขนมไหมฟ้าที่เขาชอบมากๆ อยู่ด้วย จึงไม่สนใจเสี่ยวฮวา หันไปสนใจขนมที่กำลังนำเข้ามา
เสี่ยวฮวาก็หยุดแล้วเช่นกัน นางไม่เคยได้ยินชื่อชนมทั้งสองชนิดมาก่อน จึงมีความอยากรู้อยากเห็นมากเป็พิเศษ ปกติแล้วขนมดอกกุ้ยมักทำกินกันในหมู่ชนชั้นสูง แต่ขนมไหมฟ้ามีเพียงในวังหลวงเท่านั้นที่จะหารับประทานได้
เมื่ออาหารวางลงบนโต๊ะ เยว่เล่อกำลังเอื้อมมือไปหยิบ เขาถูกเยว่ซินตีที่มือก่อนจะพูดว่า
"อย่าเสียมารยาท ให้เสี่ยวฮวาชิมก่อน"
เยว่เล่อส่งเสียงฮึดฮัดอย่างขัดใจ แต่ก็ทำตามพี่สาวบอก แม้พวกเขาจะเกิดพร้อมกัน แต่เยว่ซินมีความเป็ผู้ใหญ่มากกว่า เสด็จพ่อเสด็จแม่จึงให้พี่สาวมาคอยดูเขา หากพี่สาวนำเื่ที่เขาทำไม่ดีไปฟ้อง เขาต้องถูกลงโทษอีกแน่ ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะเชื่อฟัง แต่อดไม่ได้ที่สายตาจะจับจ้องไปทางขนมจานนั้น
เสี่ยวฮวาเห็นขนมจานนั้นอดกลืนน้ำลายไม่ได้ แต่นางไม่กล้าหยิบ เยว่ซินจึงหยิบขนมชิ้นหนึ่งส่งให้นาง
"เ้าไม่ชอบขนมสองอย่างนี้งั้นหรือ"
"หน้าตามันสวยจนเสี่ยวฮวาไม่กล้ากินเ้าค่ะ"
"ขนมมีไว้กิน เ้าลองชิมเถอะ"
นางรับขนมจากมือเยว่ซินมาลองกัดคำหนึ่ง ดวงตาของนางเป็ประกายวาววับ ขนมนุ่มละมุน เนื้อสายไหมละลายในปาก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอร่อยขนาดไหน
หลังเสี่ยวฮวาได้กินขนมแล้ว เยว่เล่อที่เห็นจึงเอื้อมมือไปหยิบบ้างอย่างกล้าๆ กลัวๆ เหลือบสายตาไปยังเยว่ซิน เมื่อเห็นเยว่ซินไม่ว่าอะไรเขาจึงหยิบเข้ามากินอย่างเอร็ดอร่อย แล้วทั้งสองก็เปิดาครั้งใหม่ ด้วยการแย่งกันกินขนม ชิ้นนี้ของข้า ชิ้นนั้นก็ของข้า หากเ้าช้าทุกๆ ชิ้นก็คือของข้า
เยว่ซินและอู๋มามาได้แต่ขบขันกับพฤติกรรมของเด็กทั้งสองคน
"นี่ๆ หากพวกเ้ากินจนอิ่มแล้วจะกินข้าวกลางวันได้ยังไงกัน"
เสี่ยวฮวาหยุดชะงักนิดหนึ่ง แต่เยว่เล่อไม่แม้แต่จะหยุดฟัง ดังนั้นเสี่ยวฮวาจึงหันไปมุ่งมั่นกับการกินขนมต่อ
เยว่ซินส่ายหน้าน้อยๆ ด้วยความเหนื่อยใจ และไม่ได้ห้ามพวกเขาอีก
เมื่อทั้งสองอิ่มจนพุงกางก็หยุดาแล้วมานั่งผึ่งพุงดูปลาในน้ำ มีปลาตัวใหญ่สีสันสดใสเต็มบ่อ เมื่อเห็นเช่นนี้ เสี่ยวฮวาก็อดพูดขึ้นมาไม่ได้
"กลางวัน เรามาจับปลาพวกนี้เผากันดีไหมเ้าคะ"
เสี่ยวฮวาชอบกินเนื้อสัตว์เป็ที่สุด โดยเฉพาะเนื้อปลา นางยังไม่เคยกินปลาตัวอวบอ้วนสีสันสดใสเช่นนี้มาก่อน แค่คิดก็น้ำลายไหลแล้ว
"ปลาพวกนี้มีไว้ดูเล่น ไม่ได้มีไว้กินเสียหน่อย"
เยว่เล่อพูดขัดขึ้นมา ยัยเด็กผู้หญิงคนนี้ช่างไม่รู้เื่จริงๆ
เสี่ยวฮวาค้อนกลับทันควัน ก่อนจะพูดขึ้นว่า
"เช่นนั้นปลาพวกนี้ก็ไม่เห็นมีประโยชน์เลย ได้แค่ดูแต่กินไม่ได้"
ตอนนางอยู่หมู่บ้านต้นไม้ นางได้กินปลาไม่บ่อยนัก เนื่องจากลำธารที่ทอดผ่านหมู่บ้านมีขนาดใหญ่และลึก ทำให้การหาปลาในหมู่บ้านเป็เื่ยากลำบาก หาก้ากินปลาต้องเดินทางไปซื้อจากในตัวเมือง ซึ่งมีระยะทางค่อนข้างไกล ดังนั้นนางจึงรู้สึกว่าปลาพวกนี้มีไว้แค่มอง ช่างไม่มีประโยชน์เสียจริง
"ข้าว่าเรามาจับปลาแข่งกันไหม มันจะได้มีประโยชน์มากกว่านั่งมอง"
เยว่เล่อถามขึ้นด้วยดวงตาเป็ประกายคาดหวัง เขาอยากเล่นจับปลามานานแล้ว เนื่องจากพี่ๆ ของเขาล้วนแต่โตกันหมด เยว่ซินก็เป็เด็กผู้หญิงนางจึงไม่สนใจเล่นจับปลากับเขา แต่เสี่ยวฮวานั้นต่างกัน เขาคิดว่านางน่าจะเคยจับมาก่อน หากนางตกลงพี่สาวเขาคงไม่ห้ามเป็แน่
"ได้สิ่ ใครแพ้เป็ลูกเต่า"
จากนั้นทั้งสองก็รีบวิ่งลงไปในน้ำเพื่อจับปลาในทันที ก่อนที่เยว่ซินกับอู๋มามาจะทันรู้ตัว ทั้งสองได้แต่อ้าปากค้างไม่ทันได้ห้ามปราม
เสียงหัวเราะสนุกสนานของเด็กทั้งสองดังขึ้น เยว่ซินกับอู๋มามาได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนปัญญาที่จะห้ามในตอนนี้ ปล่อยพวกเขาไปก่อนก็แล้วกัน
ทั้งสองพยายามใช้มือน้อยๆ เอื้อมไปจับปลาที่อยู่ตรงหน้า มันว่ายหนีอย่างรวดเร็ว บางครั้งพอจะจับได้ แต่มันก็ดิ้นหลุดมือไปเสียทุกครั้ง ไม่มีฝ่ายใดจับได้เลยแม้แต่ตัวเดียว เล่นกันอยู่พักหนึ่งก็ได้ยินเสียงขันทีนำขบวนดังขึ้น
"ฮ่องเต้ ฮองเฮาเสด็จแล้ว"
เยว่เล่อที่ได้ยินดังนั้นก็หน้าเจื่อนลงเล็กน้อย ก่อนจะรีบวิ่งขึ้นจากน้ำไปยืนสงบนิ่งอยู่ข้างๆ พี่สาวของเขา เสี่ยวฮวาที่เห็นดังนั้นจึงรีบทำตามเยว่เล่อทันที เพราะท่านแม่เคยสอนไว้ว่า 'เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม' นางมาบ้านผู้อื่นต้องรู้จักทำตัวตามผู้อื่น
เมื่อฮองเฮาเสด็จเข้ามาถึงก็จ้องไปทางเยว่เล่อที่เปียกปอนไปทั้งตัว และอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า
"ลูกรัก นี่ลูกไปเล่นอะไรมา"
ก่อนที่สายตาจะปะทะเข้ากับเด็กหญิงตัวเปียกปอนที่อยู่ข้างๆ กันและถามต่ออีกว่า
"แล้วนี่เพื่อนใหม่งั้นหรือ"
เยว่เล่อส่งสายตาให้เยว่ซินช่วยตอบคำถาม แต่ฮ่องเต้กลับพูดขึ้นก่อนว่า
"แม่เ้าถามใคร ผู้นั้นต้องเป็ผู้ตอบ"
เขาแค่นเสียงเข้มงวดออกมา
เยว่เล่อตัวสั่นน้อยๆ แต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา ไม่มีใครรู้ได้ว่าเขาหนาวหรือกำลังตื่นกลัวกันแน่
ฮองเฮาเห็นลูกชายสุดที่รักตัวสั่น จึงให้เขาไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วค่อยกลับมาคุยกัน แน่นอนว่ารวมทั้งเสี่ยวฮวาด้วย
ระหว่างที่รอทั้งสองเปลี่ยนเสื้อผ้า เยว่ซินได้เล่าเื่ราวทั้งหมดให้ทั้งสองฟัง
ปกติเยว่ซินและเยว่เล่อเป็โอรสธิดาที่พวกเขาโปรดปรานมากที่สุด เพราะพวกเขามีทั้งสองในตอนที่อายุค่อนข้างมากแล้ว ในขณะที่พี่ชายคนก่อนหน้ามีอายุมากกว่าสองคนนี้ถึงเกือบ15ปี ดังนั้นพวกเขาจึงรักและตามใจทั้งสองมากเป็พิเศษ รวมถึงการมาเยี่ยมเยือนก็มากกว่าตำหนักอื่นเช่นกัน
เมื่อทั้งสองเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็รีบกลับมาที่ศาลาอีกครั้งในทันที ที่เยว่เล่อรีบมาเพราะกลัวเสด็จพ่อเสด็จแม่จะไม่พอใจที่รอนานจนสั่งลงโทษเขา แต่ที่เสี่ยวฮวารีบกลับมาเพราะนางได้พบคนหล่อเหลาเข้าอีกคนแล้ว นางรู้สึกว่าคนนี้อาจจะอยู่ที่หนึ่งในการจัดลำดับของนางก็เป็ได้ ดังนั้นนางต้องรีบกลับไปดูหน้าให้ชัดๆ อีกครั้ง
ทั้งสองกลับมาในเวลาไล่เลี่ยกัน จึงเดินเข้าไปด้านในพร้อมกัน
ฮองเฮาเรียกเยว่เล่อให้เข้าไปหา ก่อนจะเอ่ยตักเตือนเื่มารยาทภายในวังหลวง จากนั้นนางก็ปรายตามองไปทางเสี่ยวฮวา นางอดประหลาดใจกับสายตาของเด็กน้อยที่จ้องมองไปทางคนผู้หนึ่งแบบตาไม่แม้แต่จะกะพริบ
"แม่หนูน้อย เ้ามองอะไรงั้นหรือ"
"เสี่ยวฮวาชื่อเสี่ยวฮวาเ้าค่ะ เอ้ย เพคะ"
ก่อนหน้านี้บ่าวรับใช้ได้สอนคำาาศัพท์ง่ายๆ ให้แก่เสี่ยวฮวาขณะเปลี่ยนเสื้อผ้า
"เสี่ยวฮวากำลังมองว่าที่ท่านพ่อเ้า... เพคะ"
พูดจบนางก็ส่งสายตาเป็ประกายระยิบระยับไปให้คนผู้นั้น
ฮองเฮาที่ได้ยินดังนั้นจึงอดสงสัยและถามขึ้นไม่ได้ว่า
"อะไรคือว่าที่ท่านพ่องั้นหรือ"
เสี่ยวฮวาได้อธิบายรายละเอียดเหมือนที่บอกกล่าวกับคนอื่นๆก่อนหน้านี้
ฮองเฮาได้ยินดังนั้นก็ขบขันเล็กน้อยก่อนจะหันไปทางบุคคลที่สายตาเสี่ยวฮวาส่งให้
"หนี่กงกง นางคิดว่าเ้าเป็บิดานาง เ้าคิดว่าอย่างไร"
หนี่กงกงที่ฮองเฮาเอ่ยถามขึ้นถึงกับเหงื่อตก หากเขาออกไปมีลูกอยู่ด้านนอกจริง เขาไม่โดนปะาโทษฐานหลอกลวงเบื้องสูงหรืออย่างไร เพราะเขาเข้ามาเป็ขันทีั้แ่อายุยังน้อย เขาจึงรีบเอ่ยอย่างลนลานว่า
"ทูลฮ่องเต้ ทูลฮองเฮา กระหม่อมเข้าวังเป็ขันทีั้แ่ยังเด็ก จะมีลูกได้อย่างไรพะยะค่ะ"
ฮองเฮายังคงขบขันกับเื่ที่ได้ยิน นางยังเอ่ยช่วยหนี่กงกงขึ้นว่า
" แม่หนูเสี่ยวฮวา หนี่กงกงไม่ใช่บิดาของเ้าหรอก"
"เหตุใด ท่านอาผู้นี้ถึงเป็ท่านพ่อของเสี่ยวฮวาไม่ได้หรือเ้า... เพคะ เสี่ยวฮวาลองมองดูแล้ว ท่านอาดูหล่อเหลาที่สุดเท่าที่เสี่ยวฮวาเคยพบมาเลย"
หนี่กงกงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกกับคำชมนี้ หากเขาหล่อเหลาที่สุด เขาจะกลายเป็ท่านพ่อของเด็กคนนี้ เขาขอไม่รับคำชมที่จะทำให้เขาอายุสั้นนี้ก็แล้วกัน
"หนี่กงกงมีลูกไม่ได้น่ะสิ่ เ้านี่ช่างไม่รู้เื่เลย"
เยว่เล่ออวดความรู้ของตัวเองขึ้นบ้าง
"แล้วเหตุใดหนี่กงกงถึงมีลูกไม่ได้ล่ะ"
เสี่ยวฮวาเอียงคอถามด้วยความสงสัย
เยว่เล่อนิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง เขาแค่เคยได้ยินพวกบ่าวรับใช้พูดคุยกันว่าขันทีมีลูกไม่ได้ แต่มันเพราะเหตุใดกันล่ะ เยว่เล่อที่ไม่รู้จะตอบคำถามนี้อย่างไร ก็นึกถึงเื่หนึ่งขึ้นมาได้จึงเอ่ยถามฮองเฮาขึ้นว่า
"เสด็จแม่ พี่น้องของหม่อมฉันเกิดมาได้อย่างไรหรือพะยะค่ะ"
ก่อนหน้านี้ท่านแม่ทัพอี้ตอบว่าเขายังไม่มีบุตรจึงไม่รู้ แต่เสด็จแม่ของเขามีลูกตั้ง4คน นางต้องรู้อย่างแน่นอน เสี่ยวฮวาที่ได้ยินคำถามนี้ก็ตั้งหูรอฟังคำตอบเช่นกัน นางจะได้รู้ว่าเมื่อพบท่านพ่อนางจะมีพี่น้องได้อย่างไร
ฮองเฮาได้ยินดังนั้น ก็อดหน้าแดงขึ้นมาไม่ได้ นางต้องตอบคำถามแบบนี้อย่างไร ถึงจะสามารถอธิบายเด็กน้อยเหล่านี้ได้ คิดไปคิดมานางก็ตอบขึ้นว่า
"พวกเ้าทั้งหมดล้วนเกิดจากความรักน่ะสิ่"
หลังคิดตามคำพูดของเสด็จแม่ เยว่ซินก็อดถามขึ้นไม่ได้ว่า
"เอ๋ แล้วเหตุใดหนี่กงกงถึงมีความรักไม่ได้ล่ะเพคะ"
เมื่อได้ยินคำถามนี้ ผู้ใหญ่ในห้องได้แต่นิ่งเงียบไป จะตอบอย่างไรดีล่ะเนี่ย
อู๋มามาที่เหลือบสายตาเห็นบ่าวรับใช้จัดอาหารเสร็จจึงเอ่ยเปลี่ยนเื่ขึ้นว่า
"อาหารกลางวันพร้อมแล้ว เชิญเสด็จเถอะเพคะ"
ฮ่องเต้และฮองเฮาพยักหน้าพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ก่อนจะพาเด็กๆ ไปที่โต๊ะอาหาร
อาหารมีมากมายหลายอย่าง จนเสี่ยวฮวามองด้วยดวงตาเป็ประกายวาววับ แต่นางยังรู้จักมารยาท ไม่พุ่งเข้าไปหยิบขึ้นมากินก่อน นางเหล่ตามองไปทางเยว่ซิน แล้วคอยทำตาม หากเยว่ซินคีบอะไร นางก็จะคีบสิ่งนั้น เมื่อครู่นางมัวแต่สนใจว่าที่ท่านพ่อจึงไม่ได้คิดถึงเื่อื่น แม้นางจะยังเด็ก แต่นางก็รู้ว่าบุคคลตรงหน้าคือใคร นางรู้สึกเกร็งอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก นางรู้สึกว่าทั้งสองคนเป็คนใจกว้างและใจดี
หลังรับประทานอาหารเรียบร้อย ทั้งสองรีบกลับไปที่ตำหนักตัวเองทันที ด้วยกลัวว่าจะต้องตอบคำถามที่ไม่สามารถตอบได้อีก เด็กน้อยทั้งสามได้ลืมคำถามก่อนหน้านี้ไปหมดแล้ว ดังนั้นตอนนี้จึงนั่งเล่นเก็บดอกไม้กันอยู่ในสวน ก่อนที่เยว่เล่อจะเบื่อการละเล่นแบบผู้หญิงแล้วหนีไปเล่นอย่างอื่นแทน เมื่อเข้ายามเซิน เยว่ซินได้ให้รถม้าของนางไปส่งเสี่ยวฮวาที่จวนแม่ทัพอี้
เมื่อเสี่ยวฮวากลับมาถึงจวนแม่ทัพอี้ อี้ผิงก็กลับมาจากงานเลี้ยงจวนซูแล้วเช่นกัน นางยิ้มแล้วเข้าไปทักทายเสี่ยวฮวาว่า
"ไปที่วังหลวงเป็อย่างไรบ้าง สนุกหรือไม่"
"สนุกเ้าค่ะ ฮ่องเต้และฮองเฮาก็ใจดีมากเลย"
อี้ผิงได้ยินดังนั้นก็เบิกตาโต จ้องมองไปที่เสี่ยวฮวา นางถึงขั้นได้พบฮ่องเต้กับฮองเฮาเชียวหรือ แต่ก่อนที่นางจะได้คิดอะไรต่อเสี่ยวฮวาก็พูดขึ้นต่อว่า
"เสี่ยวฮวาได้พบท่านพ่ออีกคนด้วยเ้าค่ะ"
"เ้าหมายถึงใคร อย่าบอกนะว่า... ฮ่องเต้"
ฮ่องเต้ที่นางกล่าวถึงปีนี้มีพระชนมพรรษาเกือบ 45 ปีแล้ว จึงมีริ้วรอยแห่งวัยบางส่วน ดังนั้นเสี่ยวฮวาจึงไม่ได้มองว่าเขาหล่อเหลา
"เอ๋ ฮ่องเต้เรียกว่าหล่อเหลาด้วยหรือเ้าคะ งั้นเสี่ยวฮวาขอจดก่อน"
จากนั้นนางก็หยิบสมุดและแท่งถ่านเตรียมขึ้นมาจด แต่อี้ผิงรีบห้ามไว้ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"ไม่ใช่ๆ เอ่อ ข้าหมายถึง ข้าเข้าใจผิด ที่ว่าเป็ว่าที่ท่านพ่อ เ้าหมายถึงใครหรือ"
"หนี่กงกงเ้าค่ะ"