สิ่งที่ควบคู่ไปกับผู้บำเพ็ญเพียรนั้น หากจะกล่าวให้ชัดเจนอย่างที่สุด ก็มิใช่เพียงแค่พลังปราณหรือระดับที่ไต่เต้าขึ้นไปในเส้นทาง
แต่คือวรยุทธและท่าร่างต่างๆอันเป็หัวใจหลักของการใช้พลังให้เกิดผลลัพธ์ที่แท้จริง
ไม่ว่าจะเป็การโจมตี การป้องกัน การเคลื่อนไหว การเร่งพลัง การซ่อนลมปราณ หรือกระทั่งการหลอมรวมจิติญญาเข้าสู่อาวุธ
ทั้งหมดล้วนต้องอาศัยวรยุทธเป็แกนกลางทั้งสิ้น
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้น ต่อให้เ้ามีพลังปราณสูงส่งปานใด หากปราศจากวรยุทธที่เหมาะสมหรือท่าร่างที่เสริมพลังแห่งการเคลื่อนไหว เ้าก็ไม่ต่างอะไรจากผู้บำเพ็ญเพียรที่มีพลังมหาศาลแต่ไร้ซึ่งดาบในมือ
เช่นเดียวกับวรยุทธเพลงกระบี่อสรพิษ
กลุ่มของวิชาพื้นฐานซึ่งผู้ฝึกยุทธทั้งหลายในทวีปั์ต่างเคยได้ยินชื่อและบางคนอาจเคยลองฝึกฝน
แต่การจะฝึกให้ชำนาญ
การจะให้ท่วงท่าเคลื่อนไหวราวกับอสรพิษจริงๆ จนกระทั่งสามารถใช้เป็อาวุธสังหารที่เฉียบคมได้นั้นกลับไม่ใช่เื่ง่ายเลย
เพราะเพลงกระบี่นี้ต้องอาศัยการควบคุมแรงเหวี่ยงของร่างกาย พลังจิตสังหารอันเฉียบพลัน ความอ่อนหยุ่นที่เปลี่ยนได้ในเสี้ยววินาที
การวางจังหวะดุจผู้ล่าในความมืด และที่สำคัญคือการเข้าใจการผ่อนและการถ่ายพลังอย่างถ่องแท้ เพราะทุกการแทงของกระบี่นั้นไม่อาจใช้พละกำลังเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรู้ว่าตอนไหนควรตึง ตอนไหนควรคลาย ตอนไหนควรโถม และตอนไหนควรหลอกล่อ
วรยุทธเพลงกระบี่อสรพิษแม้จะเป็วิชาพื้นฐาน แต่กลับเป็หนึ่งในวรยุทธที่ผู้ฝึกฝนมากที่สุดและล้มเลวมากที่สุดเช่นกัน
แม้จะเข้าใจหลักการ แต่น้อยคนนักที่จะเข้าใจจิตของอสรพิษที่แฝงอยู่ในวิชานี้ได้อย่างลึกซึ้ง
ทว่าในขณะที่ผู้คนมากมายยังต้องใช้เวลานับเดือนจึงจะฝึกฝนได้ถึงขั้นใช้งานจริง หลัวหยางกลับใช้เวลาเพียงเสี้ยวลมหายใจนับั้แ่เห็นภาพความทรงจำจากกระบี่เหล็กกล้า และพลันเคลื่อนไหวออกมาได้ดั่งที่ชายชราจงเหมยเคยฝึกฝนมาตลอด่วัยหนุ่ม
สิ่งนี้มิใช่เพียงแค่พร์ หากแต่เป็ความกลมกลืนระหว่างเจตจำนงกระบี่แห่งความโกลาหล
ซึ่งมันทำให้หลัวหยางกลายเป็ดั่งผู้ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ของกระบี่โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนของการเรียนรู้ตามแบบฉบับ
เมื่อจงเหมยมองเห็นท่วงท่าของชายหนุ่มที่ขยับปลายกระบี่อย่างคล่องแคล่ว บิดหมุนร่างและขยับข้อมืออย่างแม่นยำทุกองศา
ตัวเขาก็ไม่สามารถเอ่ยสิ่งใดออกมาได้อีกต่อไป ริมฝีปากเผยอเล็กน้อย แววตาคล้ายฝันเห็นอดีตของตนเอง แต่ในภาพที่เห็นตอนนี้นั้น กลับเป็เวอร์ชันที่สมบูรณ์กว่าที่เขาเคยฝันไว้มากนัก ชายชราทำได้เพียงเผยรอยยิ้มที่อ่อนโยน ส่ายหัวเบาๆด้วยหัวใจที่ปริ่มเปรมและเต็มตื้น
“เหอะๆ พอเห็นเ้าเป็ดั่งปีศาจเช่นนี้.. ข้าผู้เฒ่าจงเหมยก็ไม่มีอะไรต้องห่วงอีกแล้วละ..”
น้ำเสียงของชายชราแฝงไว้ด้วยความโล่งใจ
“เพราะงั้นจงไปตามทางของเ้าเถอะ ไปยังสำนักหรือนิกายที่เหมาะสมกับเ้าจริงๆ”
“ฝึกฝนตนเองให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น แข็งแกร่งให้มากยิ่งกว่าใครๆ ให้กลายเป็ผู้ที่ยืนอยู่เหนือโชคชะตาได้ด้วยตัวเอง..”
“ในอนาคต ข้าอาจจะไม่ได้อยู่ดูเ้าในวันที่เ้าประสบความสำเร็จ แต่อย่างน้อย.. ข้าผู้เฒ่าคนนี้ก็ขออวยพรให้เ้าโชคดี หลัวหยาง!”
ถึงต่อให้ความใฝ่ฝันของชายชราหรือความฝันนั้นจะล้มเหลว
แต่เมื่อเห็นอีกคนที่ถือกระบี่เล่มเดียวกันกำลังจะเดินไปในหนทางที่ตนเคยใฝ่ฝัน เขาก็ยอมโอนอ่อนและส่งต่อทุกสิ่งที่มีโดยไม่หวงไว้
ผู้เฒ่ากล่าวจบก็ยกมือขึ้นประสานแล้วโค้งศีรษะต่ำเป็เชิงแสดงความเคารพต่ออนาคต เป็ดั่งธรรมเนียมและประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่แท้จริง พวกเขาจักได้รับการส่งมอบด้วยใจบริสุทธิ์
หลัวหยางที่ถือฝักกระบี่ไว้ในมือแน่น พอเห็นภาพนั้นเข้าก็รู้สึกสะท้านในจิตใจ
เขาค่อยๆประสานมือยกขึ้น แล้วโค้งคำนับลงให้กับชายชราด้วยความเคารพอย่างลึกซึ้ง
“ขอบคุณสำหรับทุกสิ่ง”
“ท่านผู้าุโจงเหมย!”
น้ำเสียงของหลัวหยางสั่นเล็กน้อย ภายในใจของเขาในยามนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย
ทั้งสำนึกในพระคุณ ความเคารพ และความตั้งใจที่แน่วแน่ที่จะไม่ให้ของขวัญชิ้นนี้ต้องสูญเปล่า
จากนั้นเขาก็หันหลัง เดินจากไปตามทางเล็กๆที่ลัดเลาะผ่านลำธาร ต้นไม้ และก้อนหินขรุขระ ปลายกระบี่บนหลังของเขาปลิวไหวเบาๆตามแรงลม ราวกับกำลังสะท้อนเสียงหัวใจที่เต้นเป็จังหวะแห่งการเริ่มต้นใหม่
เื้ัของเขาคือชายชราผู้โบกมือลาด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง
เบื้องหน้าของเขาคือหนทางอันยาวไกลที่ไร้ซึ่งผู้ใดคาดเดา
และเหนือฟากฟ้าอันกว้างใหญ่ เสียงหัวเราะอันเย้ยหยันของระบบก็ดังขึ้นในหัวของเขาอีกครั้ง
【หึหึ.. ไม่เลวเลยเ้าเด็กบ้า รู้ไหมว่าเ้ากำลังจะก้าวเข้าสู่โลกแห่งการเข่นฆ่าที่แท้จริงแล้วล่ะนะ】
【แล้วข้าเองก็จะรอดูว่าเ้าจะเดินไปได้ไกลแค่ไหน เพราะต่อจากนี้ไป ทุกก้าวของเ้าจะเปื้อนเืของโชคชะตา】
—
หลังจากที่หลัวหยางเดินทางออกมาจากหมู่บ้านหินผา เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปกว่าหลายวัน ทิวทัศน์ของูเาและป่าไม้ที่เปลี่ยนรูปลักษณ์ตามระยะทาง เป้าหมายของหลัวหยางในครั้งนี้คือเมืองจงหนาน
ซึ่งเป็เมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ในแคว้นเทียนิ เป็ศูนย์รวมของปุถุชนและผู้บำเพ็ญเพียรนับหมื่น
เมืองจงหนานนั้นเป็เสมือนประตูสู่เส้นทางที่แท้จริง มีทั้งตลาดแลกเปลี่ยนโอสถิญญา เส้นทางอาชีพ การฝึกฝน
และที่สำคัญคือโอกาสในการค้นพบโชคชะตาเฉพาะตน
หลัวหยางเข้าใจดีว่าหากตนยังวนเวียนอยู่ในหุบเขาเล็กๆหรือเมืองชายแดน เขาย่อมไม่มีวันสามารถบ่มเพาะได้ในระดับที่ตนปรารถนา เพราะคัมภีร์จักรพรรดิแห่งความโกลาหลนั้นมิใช่คัมภีร์ธรรมดาที่ใครจะสามารถใช้ได้ตามใจชอบ
ด้วยเหตุนี้เอง หลัวหยางจึงจำเป็ต้องมุ่งหน้าไปยังอาณาเขตเมืองจงหนาน
ไม่เพียงเพื่อหาแหล่งทรัพยากรในการบ่มเพาะ แต่ยังรวมไปถึงการเข้าสังกัดนิกายหรือสำนักที่มีความสามารถในการสนับสนุนเขาในระยะยาว ซึ่งสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่แล้ว การได้เข้าสำนักดีๆสักแห่งก็เปรียบได้กับการได้ครึ่งก้าวสู่ความยิ่งใหญ่
ตลอดระยะทางที่เดินทางผ่านนั้น หลัวหยางมิได้ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์เลยแม้แต่น้อย
ทุกยามค่ำคืนที่เขาหยุดพักในป่าระหว่างทาง ล้วนเป็่เวลาที่ใช้ในการฝึกฝนและเสริมสร้างพลังของตน
ในค่ำคืนนี้เช่นกัน ท่ามกลางผืนป่าที่มืดสนิทและเงียบงัน แสงจันทร์ที่ลอดผ่านกิ่งไม้สูงทอดสาดลงมาบนลานดินเปล่า เสียงลมพัดเบาๆ คล้ายกระซิบกับใบไม้ เสียงร้องของสัตว์ป่าที่อยู่ไกลๆ ยิ่งขับเน้นให้บรรยากาศของค่ำคืนนี้วังเวงขึ้นอย่างประหลาด
แต่สำหรับหลัวหยาง ผู้ซึ่งเติบโตท่ามกลางธรรมชาติของหมู่บ้านหินผา กลับรู้สึกคุ้นชินและผ่อนคลาย นั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้ากองไฟเล็กๆที่เขาก่อขึ้นด้วยไม้แห้ง เสียงเปลวไฟที่แตกเปรี๊ยะดังเป็ระยะๆ ขณะที่ไออุ่นจากเปลวเพลิงแผ่ไปรอบกายของเขา
กระบี่เหล็กกล้าถูกวางพิงไว้ข้างตัว ใบหน้าของชายหนุ่มสงบเยือกเย็น ดวงตาปิดสนิท
ร่างกายสั่นะเืเบาๆจากลมหายใจที่กำลังถูกควบคุมอย่างแม่นยำ
หลัวหยางรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน พลังของเขาเติบโตขึ้นทุกวินาที ร่างกายเริ่มทนทานต่อแรงกดดันได้มากขึ้น กล้ามเนื้อแข็งแกร่ง เส้นลมปราณขยายกว้าง และสำคัญที่สุดคือการไหลเวียนของพลังที่ไม่ขาดตอน
ค่ำคืนอันยาวนานดำเนินผ่านไปโดยที่เขานั่งอยู่ท่าเดิมเป็เวลาหลายชั่วยาม
จนกระทั่งรุ่งอรุณมาถึง แสงแรกของวันสาดผ่านหมอกเบาบางลงบนแผ่นใบไม้
ชายหนุ่มก็ค่อยๆลืมตาขึ้น ดวงตาที่เคยส่องแสงมัวหมองกลับเปล่งประกายราวกับกลายเป็อัญมณีที่ถูกขัดเงา แววตาของเขาแน่วแน่ ปราศจากความสับสน และสิ่งที่หลุดออกมาพร้อมกับลมหายใจของเขาในยามนั้น
มันก็คือไอพลังปราณที่บริสุทธิ์แฝงกลิ่นอายแห่งความปั่นป่วนอันรุนแรง
“ในที่สุด.. ข้าหลัวหยางก็มาถึงระดับหลอมกายาขั้นสอง!”
การใช้เวลาห้าคืนในการทะลวงระดับจากขั้นแรกสู่ขั้นที่สองนั้น
หากกล่าวในสายตาของผู้ฝึกตนทั่วไปอาจดูว่าเร็วผิดมนุษย์
แต่สำหรับผู้ที่ฝึกฝนคัมภีร์จักรพรรดิแห่งความโกลาหลเช่นเขาแล้ว สิ่งนี้คือผลลัพธ์จากความบ้าคลั่งและความอดทนที่แท้จริงเลยก็ว่าได้