ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    สัตว์ในพันธสัญญา 3


    นั่งประจบเอาใจพี่เสวี่ยอยู่ครู่ใหญ่ จึงบอกจะออกเดินทางไปแคว้นโจว ดูแล้วพี่เสวี่ยคงคาดเดาเรื่องราวได้จึงมิได้ซักไซ้แต่อย่างใด แต่กลับรั้งให้ตามเข้าไปยังส่วนลึกของถ้ำแทน ท่าทางดูมีความสุขพร้อมประกายวิบวับในตานั่นทำนางสงสัยไม่น้อยเดินเข้ามาภายในสักพักจนสุดทางเดิน พลันปรากฏถ้ำหินย้อยที่มีเพดานสูงลิบ ภายในเรืองแสงสีเขียวสดใสงดงามตาอย่างยิ่ง มองดูดีๆแล้วพบว่าเป็นแสงจากหินที่มีรูปร่างเรียวยาวที่ขึ้นเกาะกลุ่มเป็นย่อมๆ คล้ายคริสทัลสีเขียวใส“ทางนี้ๆ” ซูเจินละสายตาที่กวาดมองรอบๆอย่างตื่นตาตื่นใจกับความสวยงาม หันมองพี่เสวี่ยที่ยืนโบกมือหย็อยๆ อยู่ด้านใน แล้วเดินหายไปหลังกำแพงหินที่หลอกตาอีกชั้น มองเผินๆ อาจมองเห็นเป็นเพียงผนังหลังถ้ำ แต่แท้จริงแล้วกลับซ่อนพื้นที่อีกส่วนไว้ด้านหลังซูเจินเดินตามเข้าไปแล้วให้ตกตะลึงกับไข่ใบใหญ่เบื้องหน้าที่สูงสักสองเมตรได้ปุๆ “ข้าให้” พี่เสวี่ยเดินไปตบไข่ดังปุๆอย่างแรง“ให้ข้า? พี่เสวี่ยไข่ใบใหญ่ขนาดนี้ท่านจะให้ข้าขนไปอย่างไร แล้วนี่คือ?...” ซูเจินทำหน้าเหลอหลาชี้ไข่ใบโตอ้ำอึ้งพี่เสวี่ยเดินมาคว้ามือของนางให้เดินตามไปใกล้ๆ แล้วนำมือนางทาบกับไข่ใบนั้น ทันทีที่สัมผัสก็เกิดกระแสอุ่นร้อนสายหนึ่งไหลผ่านฝ่ามือเข้ามาแผ่ซ่านทั่วร่าง ซูเจินหันมองพี่เสวี่ยอย่างไม่เข้าใจ“อย่าห่วง ที่จริงก็อีกหลายปีกว่าเจ้าไข่นี่จะฟัก แต่ข้าจะทำให้มันฟักเดี๋ยวนี้แหละ” พี่เสวี่ยพูดพร้อมยิ้มร่า“ห๊า?...” แบบนี้ก็ได้หรือ? อะไรคือทำให้ฟักเดี๋ยวนี้ของท่าน!“เอาน่า เจ้าส่งพลังเวทเข้าไปช้าๆนะ พลังเวทนะไม่เอาพลังปราณ” ซูเจินได้แต่พยักหน้าขึ้นลงแล้วทำตามทันทีที่ส่งพลังเวทเข้าไปภายในไข่ก็ดูเหมือนจะเกิดการตอบสนอง ไข่ค่อยๆเปล่งแสงขึ้นและร้อนขึ้นเรื่อยๆ พี่เสวี่ยที่กุมมือนางอยู่ก็เริ่มส่งพลังสายหนึ่งไปห่อหุ้มไข่อีกชั้น“เจินเอ๋อร์ฟังข้า ให้นึกถึงสิ่งใดก็ได้ที่เจ้าอยากจะให้เจ้าสิ่งนี้เป็น อะไรก็ได้เร็วเข้า ใกล้แล้ว!”พี่เสวี่ยเอ่ยเร่งอย่างร้อนรน อยู่ดีๆก็มาบอกให้นางนึก แล้วจะให้นึกอะไรเล่า โธ่!ท่ามกลางความสับสนเบื้องหน้า อยู่ๆก็มีภาพๆหนึ่งลอยขึ้นมาในหัว เป็นปลาหน้าตาประหลาดๆที่เห็นในลำธารท้ายหมู่บ้านเอ๊ะ ไม่นะ!อย่าบอกนะว่า…วูบ เปรี๊ยะ แกรก!ทันใดนั้นเปลือกไข่ก็ค่อยๆแตกออก ส่องแสงเจิดจ้าอยู่ครู่หนึ่งจึงหายไปทำให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายในโอ้ ไม่นะ เป็นไอ้ปลาประหลาดตัวนั้นจริงๆด้วย“นี่มัน... อุบ ฮ่าๆๆๆๆ” เทพเสวี่ยอู่ลงไปกุมท้องหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง หมดกันภาพลักษณ์เทพผู้สง่างาม“พี่เสวี่ย นี่อย่าบอกนะว่าต่อจากนี้ข้าต้องเอาเจ้าตัวนี้ไปไหนมาไหนด้วยน่ะ” ซูเจินชี้เจ้าปลาประหลาดที่แหวกว่ายอากาศไปมาตรงหน้า“ไฮ้ เจ้าอย่าได้ดูถูกมันไป นี่น่ะสัตว์เทพมายาเลยเชียวนะ” ซูเจินมองอย่างไม่ค่อยเชื่อเท่าใดนัก “เจ้าไม่เชื่อข้าหรือ บิดาเจ้านี่คือเทพมังกรทองส่วนมารดาคือนางพญาหงส์เลยเชียว”“ห๊า!” ซูเจินร้องอย่างตกใจ “นี่ท่านจะฆ่าข้าหรือ? บิดามารดาเขาจะมิมาสังหารข้าหรืออย่างไร?” อยู่ดีๆก็โยนเผือกร้อนมาให้ ท่านจะบ้าเรอะ!“ไม่ทำหรอกน่า ตอนเอามาฝากข้าก็บอกเองว่าข้าจะทำอย่างไรก็ได้ เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก”“แล้วนี่ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะพี่เสวี่ย” นางยังไม่หายสงสัย “บิดามารดาเป็นถึงมังกรหงส์ แล้วไฉน...”“ขึ้นชื่อว่าสัตว์เทพมายา มันก็เป็นได้ทุกอย่างที่เจ้าอยากจะให้เป็นนั่นแหละ” พี่เสวี่ยเดินมากุมเจ้าปลาน้อยไว้ทั้งสองมือ“ข้าแค่หมั่นไส้เจ้าสองคนนั้นที่เอาแต่เถียงกันว่าจะให้บุตรเกิดมาเหมือนใคร ตกลงกันไม่ได้เลยเอามาฝากข้าเนี่ย”เบาๆท่าน...อย่าไปบีบอย่างนั้นสิ!“แต่ข้าก็ไม่นึกว่าจะกลายเป็นเช่นนี้นะ ฮ่าๆๆ” เขาหัวเราะออกมาเสียงดัง “ปกติเขาก็ต้องนึกถึงมังกรไม่ก็หงส์อยู่แล้วสิ ใครจะไปนึกว่า..ฮ่าๆๆๆ”สรุปเป็นความผิดนางหรืออย่างไร?“ถ้าเช่นนั้นข้านึกใหม่ก็ได้ใช่หรือไม่?” พี่เสวี่ยพยักหน้าเบาๆ “แน่นอนสิ แต่ก็ต้องไม่เปลี่ยนไปมากนักเพราะเขายังเด็กพลังก็ไม่มาก ดังนั้นเจ้าต้องรอให้เขาโตกว่านี้ถึงจะเปลี่ยนรูปลักษณ์เขาได้อย่างใจนึกอีกครั้ง”เข้าใจล่ะ เช่นนั้นก็พอได้อยู่ขอแค่อย่าให้อัปลักษณ์เช่นนี้ก็พอแล้วคราวนี้นางลองนึกถึงปลาทองตัวอ้วนกลมสีสวยอย่างที่เคยเห็นในโลกก่อนดู ทันใดนั้นเจ้าปลาน้อยก็เกิดการเปลี่ยนแปลงจากปลาอัปลักษณ์เป็นปลาทองตัวน้อยแสนน่ารัก“หืม...นี่ปลาอะไรข้าไม่เคยเห็นมาก่อน?” พี่เสวี่ยที่ยังคงกุมเจ้าปลาน้อยอยู่พลิกดูไปมาอยู่ครู่ใหญ่“เรียกว่าปลาทองเจ้าค่ะ”“ปลาทองรึ ชื่อแปลกดีแต่ไม่เลว” ดูพี่เสวี่ยจะพอใจกับชื่อนี้ไม่น้อย“งั้นให้เจ้าชื่อเจ้าปลาทองน้อยก็แล้วกัน” ซูเจินเอื้อมมือไปรับเจ้าปลาทองน้อยมาจากพี่เสวี่ย “ดีหรือไม่?”ทันทีที่ถามเสร็จเจ้าปลาทองน้อยก็สะบัดหางไปมาอย่างดีใจ ‘ท่านแม่ๆๆๆ’“นี่...” เจ้าตัวนี้สื่อสารทางจิตได้ด้วยช่างดีจริงๆ “เข้าไปอยู่ในนี้ก่อนนะ” ซูเจินเอาเจ้าปลาทองน้อยเข้าไว้ในอกเสื้อ กระชับให้มั่นใจว่ามันจะไม่หล่นออกมาแล้วจึงหันมาหาพี่เสวี่ย“เช่นนั้นข้าคงต้องไปก่อนแล้วพี่เสวี่ย เวลาไม่เคยคอยท่าเลยจริงๆ”“ไปเถอะข้าไม่ส่งนะ ฝากเจ้าบอกนางด้วยไม่รู้ว่าจากนี้จะได้เจอกันอีกหรือไม่?” ซูเจินพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินออกไปหาซูซูที่ออกไปหาจือเหลียงข้างนอกก่อนแล้ว“นายหญิงท่านมาแล้ว” จือเหลียงที่เห็นนางเดินออกดูจะดีใจไม่น้อย อยู่กับเฒ่ามารคงจะอึดอัดใจน่าดู ส่วนเฒ่ามารก็มองมาด้วยสายตาชิงชัง ไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆเจ้าเฒ่านี่‘ว่าอย่างไร ท่านเสวี่ยอู่เรียกไปทำไมรึ?’ ส่วนซูซูนั้นลอยเข้ามาถามอย่างสนอกสนใจ‘ให้สัตว์เทพมายามา’ ซูเจินตอบกลับไปในใจ‘สัตว์เทพมายา! เขาช่างใจดีกับเจ้าจริงๆ’ ซูเจินอยากจะบอกนางเหลือเกินว่าที่เขาดีด้วยจริงๆน่ะคือเจ้าต่างหาก“ไปกันเถอะ เราต้องเดินทางอีกไกล” ซูเจินบอกจือเหลียงก่อนเขาจะเดินไปเตรียมรถม้า ส่วนนางก่อนไปก็ขอเย้าแหย่เฒ่ามารสักหน่อยเถอะ“ข้าไปก่อนนะเฒ่ามาร เอาไว้ข้าต้องการทำยาเมื่อไหร่ข้าอาจจะต้องขอเขาของเจ้าสักข้าง” เฒ่ามารได้ยินก็ตาเหลือกคว้าเจ้าเขาทั้งสองข้างของตัวเองไว้แน่น“อย่าได้หวังเลยเจ้ามนุษย์!!!!”