บทที่ 42
เข้าสู่สำนักไป๋หลง
เมื่อเดินขึ้นมาถึงบริเวณด้านบนพบเห็นผู้อาวุโสของสำนักมารอต้อนรับอยู่บริเวณด้านหน้า
ยามนี้เมื่อเห็นชายชราผู้นี้ภายในใจของจางหมิงก็รู้ได้ในทันทีว่ามันไม่ใช่คนธรรมดา
คนธรรมดาที่ใดจะมีออร่าลมปราณแผ่ซ่านออกมาในรูปแบบเช่นนั้น
เขายืนอยู่บริเวณด้านหลังของอี้หลงเซียนแต่ก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึงออร่าลมปราณที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างกายของมัน
ชายผู้นี้เป็นชายชรามีหนวดเคราและผมสีขาวแต่ว่าร่างกายของมันกลับดูสมบุกสมบันและเต็มไปด้วยมัดกล้ามผิดจากช่วงอายุ
เพียงแค่นี้ก็รู้ได้อย่างชัดเจนว่ามันเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์แถมยังเป็นผู้ฝึกฝนวรยุทธที่อยู่ในระดับสูง
แล้วอีกอย่างที่สามารถทำให้เขามั่นใจว่าสัญชาตญาณของเขาไม่ผิดนั่นก็คือแมลงล่องหน
ในตอนนี้มันที่อยู่ภายในเสื้อมันมีความสามารถในการรับรู้ลมปราณระดับสูง
มันสามารถใช้ประสาทสัมผัสของมันในการแยกแยะเจ้าสิ่งที่อยู่บริเวณด้านหน้าได้เช่นเดียวกันในตอนนี้ลองเชื่อมโยงประสาทสัมผัสของตนเองเข้ากับสัตว์อสูรจึงทำให้ร่วงรู้ถึงพลัง
ผู้อาวุโสผู้นี้น่าจะเป็นอาวุโสแห่งสำนักไป๋หลงมันเองมีระดับวรยุทธ์อยู่ในระดับเดียวกันอี้หลงเซียนแม้ว่าจะไม่ได้ขึ้นไปอยู่ในระดับปรมาจารย์แต่ก็อยู่ในระดับผู้ฝึกฝนวรยุทธระดับสูง
มันยืนรอต้อนรับพวกเขาทั้งสองอยู่บริเวณด้านหน้าอี้หลงเซียนเดินตรงเข้าไปอย่างรวดเร็วทั้งสองข้างของนางหยุดลงบริเวณด้านหน้า
ฝ่ามือทั้งสองข้างยกขึ้นมาประสานกันแล้วก็ก้มศีรษะของตนเองในฐานะผู้ที่มีอายุที่น้อยกว่าทำการคารวะ “ คารวะผู้อาวุโส”
“ แขกผู้มาเยือนยามนี้ผู้คนส่วนใหญ่เข้าพักผ่อนหมดแล้วค่อยเข้ามาพบในวันพรุ่งนี้ข้าจะพาไปที่พัก” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคร่งขรึมกล่าวออกมา
อี้หลงเซียนพยักหน้าตอบรับกลับไป
หลังจากนั้นพวกเขาก็ตัดสินใจเดินตามผู้อาวุโสผู้นั้นเข้าไปภายในสำนัก
เมื่อผ่านพ้นประตูของสำนักเข้ามาพบเห็นสิ่งก่อสร้างมากมายตั้งประดับประดาอยู่บริเวณสองข้างทาง
ในยามนี้สิ่งก่อสร้างตระการตาสถานที่แห่งนี้สมกับเป็นสำนักอันดับหนึ่งของดินแดนฉี
สิ่งก่อสร้างเหล่านี้ล้วนเป็นอารยธรรมที่ถูกสืบทอดต่อกันมาหลายรุ่นเกรงว่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปีแน่นอน
แม้ว่ามันจะถูกสร้างขึ้นมานับร้อยปีแต่ว่างานฝีมือเหล่านี้ก็ยังคงเป็นงานฝีมือที่มีความงดงามอยู่ดี
พื้นที่กว้างสุดลูกหูลูกตาสำนักแห่งนี้คงจะบรรจุคนได้นับพันคน
เดินเข้าไปบริเวณส่วนต้อนรับของแขกผู้มาเยือน
สถานที่แห่งนี้เป็นอารามต้อนรับขนาดใหญ่ผู้อาวุโสผู้นี้นำทางมาส่งพวกเขาทั้งสองภายในสถานที่แห่งนี้เรือนต้อนรับที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้า
แม้ว่ามันจะมีขนาดไม่ได้ใหญ่มากนักแต่ก็เพียงพอจะต้อนรับพวกเขา
หลังจากที่เดินทางมาส่งเสร็จผู้อาวุโสผู้นั้นก็ได้เดินทางกลับไปอย่างรวดเร็ว
ภายในสถานที่แห่งนี้ไม่มีผู้ใดอยู่เลยแม้แต่น้อยและเมื่อเดินเข้าไปตรวจตราบริเวณด้านหลังที่พักทุกอย่างก็ล้วนแล้วถูกจัดเตรียมเอาไว้เป็นอย่างดี
ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือว่าของจำเป็นที่ต้องใช้ต่างๆต่างล้วนแล้วเตรียมเอาไว้
จางหมิงและอี้หลงเซียนเดินเข้ามาด้านในอารามต้อนรับเมื่อเดินเข้ามาด้านในอารามต้อนรับ
จางหมิงเริ่มใช้สายตาสังเกตบริเวณรอบรอบอย่างรวดเร็วพร้อมกับเอ่ยถามขึ้นมา “ ภายในสถานที่แห่งนี้ถูกจัดเตรียมเอาไว้เป็นอย่างดีว่าแต่คนเมื่อครู่เป็นผู้ใดกัน? ”
อี้หลงเซียนเดินไปนั่งลงที่โต๊ะกลมใจกลางห้องก่อนที่จะยกน้ำชาขึ้นมาแล้วก็รินลงไปในถ้วย ขณะที่กำลังรินน้ำชาอยู่ก็พูดขึ้นมา “ ผู้อาวุโสของสำนักรู้สึกว่าจะเป็นผู้อาวุโสสามกระมัง”
หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้นจางหมิงก็นึกย้อนไปว่าภายในเรื่องราวของสำนักแห่งนี้
ภายในสำนักแห่งนี้มันน่าจะมีอาวุโสอยู่หลายคนสำนักแห่งนี้เป็นสำนักขนาดใหญ่
เมื่อมันเป็นสำนักขนาดใหญ่ผู้ดูแลของสำนักย่อมต้องมีมากเพื่อสามารถควบคุมสำนักให้อยู่ในทิศทางที่ดีได้
นอกจากเจ้าสำนักที่เป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ก็มีผู้อาวุโสอีกห้าคนที่คอยดูแลภายในสำนักแห่งนี้
ถ้าไม่เพียงเท่านั้นสำนักแห่งนี้ยังมีพวกผู้คุมกฎตามลำดับของผู้อาวุโสลงมา
กลไกหรือลำดับขั้นของสำนักแห่งนี้คงจะเข้าใจได้ยากสักหน่อยเพราะอย่างไรเสียเค้าเองก็ไม่ใช่พวก
สามารถพูดได้เลยว่าภายในสำนักแห่งนี้เป็นสำนักขนาดใหญ่ล้วนแล้วมีแต่พวกยอดฝีมือที่อยู่ภายในสถานแห่งนี้ล้วนเป็นยอดฝีมือ
ผู้อาวุโสเมื่อครู่ก็มีระดับฝีมือเดียวกับอี้หลงเซียน
ไม่เพียงเท่านั้นยังมีเจ้าสำนักที่อยู่ในระดับปรมาจารย์
“ เหตุใดตัวของท่านถึงมั่นใจว่าผู้อาวุโสเมื่อครู่เป็นผู้อาวุโสสาม ”เขาถามนางอย่างสงสัย
เป็นเพราะว่านางแสดงท่าทางที่ดูมั่นอกมั่นใจเป็นอย่างมากว่าความคิดของตนเองนั้นถูกต้อง
จางหมิงมองนางด้วยความสงสัยก่อนที่นางจะให้คำตอบมาหลังจากยกน้ำชาขึ้นดื่มเสร็จ “ ก่อนที่ข้าจะเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้ย่อมต้องสามารถเข้าใจแล้วก็ศึกษาเกี่ยวกับพวกมันมาก่อนสิ”
“ ผู้อาวุโสสามของสำนักมีนามว่าซานหยวนคนผู้นั้นฝึกฝนวิชากายาโลหิตร่างกายแข็งแกร่งเช่นนั้นมองเพียงผิวเผินภายนอกก็รู้ได้ในทันที”
จางหมิงจึงเข้าใจว่าอย่างไรเสียนางเองก็เข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้เพื่อที่จะมาชิงสมุนไพรวิญญาณออกไปอยู่แล้ว
เพราะแบบนั้นการที่จะเข้ามาภายในสำนักขนาดใหญ่ที่สุดภายในดินแดนแห่งนี้คงต้องศึกษาเอาไว้บ้าง
ซึ่งแตกต่างจากเขาเขารู้ข้อมูลเพียงแค่ผิวเผินเท่านั้นเป็นเพราะว่าไม่ได้ตั้งใจจะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับพวกสำนักแห่งนี้อยู่แล้ว
ในตอนแรกที่เข้ามาภายในอาณาเขตของภูเขาแห่งนี้ก็ตั้งใจเพียงแต่ว่าจะมาฝึกพวกสัตว์อสูรของตนเองเท่านั้นเลยไม่ได้สนใจของสำนักไป๋หลง
“ เข้าใจแล้ว ในวันนี้ล้าเดินมาจนขานั้นล้าหมดแล้วขอไปพักผ่อนก่อนก้อแล้วกัน” จางหมิงลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปในห้องพักของตนเอง
…
ยามวิกาลที่มืดมิดแสงจันทราสีเงินสาดส่องบนท้องนภายามราตรี
หมู่มวลดวงดารามากมายประดับอยู่บนพื้นท้องนภาที่กว้างใหญ่ภายในสำนักแห่งนี้เต็มไปด้วยความเงียบสงัดในช่วงยามราตรี
ภายในห้องพักของแขกผู้ที่มาเยือนจางหมิงกำลังนั่งอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความจริงจัง
ในตอนนี้ดวงตาของเขากำลังจ้องมองตรงไฟบริเวณด้านนอกหน้าต่างก่อนที่จะบังคับให้มาแมลงล่องหนบินออกไปบริเวณด้านนอก
ยามนี้ดึกกำลังดีผู้คนภายในสำนักคงจะหลับกันหมดแล้วแน่นอนว่าภายในสำนักแห่งนี้คงจะเหลือเวรยามอยู่ไม่มาก
เหมาะสมกับการสอดแนมภายในสำนัก
แมลงตัวเล็กบินว่อนมันกำลังโบยบินอยู่บนเส้นทางภายในสำนักแห่งนี้ที่เต็มไปด้วยความกว้างใหญ่
จางหยวนเชื่อมโยงสายตาของตนเองเข้ากับแมลงล่องหนในขณะที่ใช้มันสอดแนมบริเวณด้านนอก
“ ในตอนนี้สิ่งที่จำเป็นจะต้องรู้มากที่สุดก็คือภายในสถานที่แห่งนี้”
ในตอนนี้สิ่งที่เขาตามหาเป็นอย่างแรกแล้วก็ทำการสำรวจเป็นอย่างแรกก็คือพื้นที่บริเวณนี้
เขาอยากจะสำรวจพื้นที่ภายในสำนักแห่งนี้ก่อนเป็นอันดับแรกก่อน
แต่เกรงว่าภายในราตรีนี้ราตรีเดียวคงจะไม่สามารถสำรวจพวกมันได้ทั้งหมด
สำนักแห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวางเป็นอย่างมากแมลงลงฝนบินเคลื่อนที่ไปทางใดความมืดอย่างช้าๆ
หลังจากที่สำรวจภายในสถานที่แห่งนี้มาสักพักไปพบเจอเข้ากับห้องห้องหนึ่งที่กำลังมีแสงไฟส่องแสงสว่างไสว
เมื่อเห็นว่ามีแสงไฟกำลังถูกจางหมิงถึงโอกาสส่งแมลงล่องหนเข้าไปด้านใน
เมื่อส่งแมลงล่องหนเข้าไปบริเวณด้านไหนพบเห็นว่าห้องแห่งนี้มันเป็นห้องพักของหยวนเฉิน
ภายในสถานที่อย่างนี้มันเป็นห้องพักของศิษย์ผู้นั้นที่เขาเคยพบ
มันกำลังนั่งอยู่บนโต๊ะกลมจ่ายกลางห้องพร้อมกับสนทนากับศิษย์อีกผู้หนึงอยู่
เพียงแต่ว่ามุมมองนี้ไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนมากนักว่าคนผู้นั้นเป็นผู้ใด
ถ้าจะเข้าไกลไปกว่านี้ก็เกรงว่าอีกฝ่ายจะรู้ตัวแน่นอนว่าความสามารถของแมลงล่องหนมีความสามารถในการพรางตัว
แต่ถ้าจะใช้ความสามารถนี้เข้าไปก็เกรงว่าถ้าเข้าไปใกล้ใกล้มากจริงๆจะไม่สามารถปิดบังได้
อย่างไรเสียก็ระวังเอาไว้ถือว่าเป็นการดีที่สุดระวังไม่ให้พวกมันรู้ตัวว่าตอนนี้เขากำลังสอดแนมภายในสำนักแห่งนี้
พื้นที่บริเวณรอบรอบเต็มไปด้วยความเงียบแสงไฟจากตะเกียงสองแสงสว่างไสวสะท้อนใบหน้าของหยวนเฉิน
มันแสดงใบหน้าจริงจังพร้อมกับพูดขึ้นมา “ แต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็ยังคงเป็นคนที่น่าสงสัยอยู่ดี”
ในขณะที่มันพูดออกมาเช่นนั้นด้วยใบหน้าที่จริงจังคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าของมันและกำลังหันหลังให้กับจางหมิงอยู่ก็ตอบกลับ “ เจ้าจะบอกว่าสัตว์อสูรพวกนั้นเป็นวิชามารของจอมยุทธจันทราทมิฬยังงั้นรึ?”
“ ถ้าไม่ใช่นางก็เห็นว่าไม่มีผู้ใดที่น่าสงสัยไปมากกว่านี้แล้วเพราะว่าตอนนี้ในช่วงหลายวันที่ผ่านมามีเพียงแค่นางอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้” หยวนเฉินในตอนนี้มันกำลังแสดงความสงสัยต่ออี้หลงเซียน
จางหมิงที่กำลังลอบฟังแสดงใบหน้าจริงจังในตอนนี้การที่มันนั้นสงสัยนางก็เทียบเท่ากับป้าข้อสงสัยนั้นค่อยค่อยเข้ามาใกล้เขาเรื่อยเรื่อย
ในยามนี้ภายในหัวคิดถึงกลอุบายที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งที่ตนเองนั้นต้องพบเจอเอาไว้
“ เอาเถอะเอาเป็นว่าในวันพรุ่งนี้เขาจะเข้าไปพบผู้อาวุโสในตอนนี้ผู้อาวุโสคงจะยืนยันได้ ” อีกคนหนึ่งที่เป็นคู่สนทนาทำการตอบกลับมา
แต่ในขณะที่มันตอบกลับมานั้นประสาทสัมผัสของบุรุษผู้รั้รเร็วเป็นพิเศษหันไปมองด้านหลังตามสัญชาตญาณ
แต่เมื่อหันไปมองด้านหลังแล้วไม่เห็นอันใดจึงหันกลับมาสนทนากับหยวนเฉินต่อ
จางหมิงนำแมลงล่องหนออกมาจากบริเวณนั้นด้วยท่าทางเหงื่อตก
เกือบโดนพบเจอแล้วคนผู้นั้นมีประสาทสัมผัสรวดเร็วกว่าหยวนเฉินเสียอีก
จบบท