คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 81 หนึ่งร้อยจอก สำหรับดาวหนึ่งร้อยดวง

            

            “เป็นจริงดังเจ้าว่า” ชายชรากล่าวขึ้นอีกครั้งทว่าน้ำเสียงของเขายังคงนิ่งเรียบไม่เปลี่ยนไป คล้ายเป็นไทรใหญ่ที่หยั่งรากลึกลงในพื้นดินอย่างไรอย่างนั้นไม่ว่าสายลมพัด พายุฝนโหมกระหน่ำ หรือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเช่นไร เขาย่อมมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง

            หลงเซี่ยงจวินฉายประกายรอยยิ้มบางๆ ขึ้นบนใบหน้าเขาพูดด้วยเสียงแผ่วเบา “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ดูท่าท่านอัครเสนาบดีคงต้องขอบคุณข้าน้อยแล้วละ”

            “หืม?” ชายชราเบิกตาขึ้นกะทันหันสีหน้าของเขายังนิ่งเรียบไม่ต่างไปจากผืนน้ำในทะเลสาบ แต่ดวงตาคู่นั้นประกายกระแสแห่งความรู้สึกบางอย่างออกมาแล้ว

            แสงในตำหนักไท่เหอดูมืดหม่นลงไปมากสายลมระลอกหนึ่งพัดมาจากที่ใดสักแห่ง และพัดไปที่แห่งไหนก็ไม่อาจทราบแต่ดูเหมือนสายลมเหล่านั้นจะเน้นไปที่ร่างของหลงเซี่ยงจวินเป็นพิเศษ

            เส้นผมสีขาวของชายชราต้องลมจนปลิวไสวเช่นเดียวกับชายเสื้อของหลงเซี่ยงจวิน

            พวกเขาจ้องกันตาเขม็งสายตาของทั้งคู่ราวกับนักรบบนหลังม้าที่กำลังพุ่งเข้าปะทะกันอย่างดุเดือดไม่มีใครยอมใคร

            ตำหนักไท่เหอเงียบสงัดลงยิ่งกว่าเดิมแม้แต่ขันทีและสาวใช้ผู้ยุ่งอยู่กับงานยังสังเกตเห็นความผิดปกติของที่นี่ได้พวกเขาต่างหยุดงานที่ทำอยู่แล้วมองไปยังคนทั้งสองที่เป็นดั่งใจกลางของพายุฝนในครั้งนี้เป็นตาเดียว

            “องค์จักรพรรดิเสด็จแล้ว!”

            เสียงแหลมๆ ของใครบางคนดังทำลายบรรยากาศแสนเงียบสงัดนี้ลง

            คนทั้งสองละสายตาออกจากกันอย่างพร้อมเพรียง

            ฝูงชนกลับไปนั่งประจำที่ของตน พวกเขารู้ดีว่าเพียงมีองค์จักรพรรดิอยู่ไม่ว่าอย่างไรความขัดแย้งในครั้งนี้ย่อมยุติลงแน่นอน แม้เพียงชั่วคราวก็ตาม

            ซูฉางอันเองก็กลับไปนั่งประจำที่เช่นกันและบังเอิญเหลือเกินที่ที่นั่งของหลงเซี่ยงจวินกับหรูเยี่ยนอยู่ติดกับเขา

            หลงเซี่ยงจวินยังคงกระพือพัดในมือด้วยท่าทีไม่แยแสผู้ใดทางด้านหรูเยี่ยน นางเอาแต่ก้มหน้าลงต่ำและนิ่งเงียบ ไม่อาจทราบว่ากำลังคิดสิ่งใด ฐานะที่แท้จริงของนางถูกหลงเซี่ยงจวินเปิดเผยออกมากลางตำหนักเช่นนี้ชนชั้นสูงและขุนนางที่ตำหนักชั้นนอกต้องพูดวิพากษ์วิจารณ์นางไปต่างๆ นานาเป็นแน่แม้แต่สาวใช้ที่เดินผ่านไปมายังมองเหยียดใส่นาง นั่นทำให้นางรู้สึกตื่นตระหนกและกระวนกระวายเหลือเกินทว่าสิ่งที่ทำให้นางรู้สึกกระวนกระวายมากกว่า คือการได้ทราบข่าวที่อัครมหาเสนาบดีท่านนั้นจะให้ลูกสาวแต่งกับเป่ยทงเสวียนนั่นเอง

            สำหรับนางแล้ว ข่าวนี้ก็ไม่ต่างไปจากสายฟ้าที่ผ่าลงมาอย่างจัง

            ไม่ใช่ว่านางไม่เชื่อใจเป่ยทงเสวียนหรอกนะ

            แต่ตั้งสิบปี...

            ...เป็นเวลาที่ยาวนานเหลือเกิน

            โดยเฉพาะกับสตรีอายุยี่สิบกว่าๆ เช่นนางเวลาสิบปีที่ผ่านมา นับเป็นช่วงที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตของนางก็ว่าได้

            ยามนี้ นางไม่ใช่ยอดบุปผาที่ชนชั้นสูงและขุนนางทั้งหลายยอมทุ่มเงินเป็นหมื่นตำลึงเพื่อให้ได้ยลโฉมอีกต่อไปแล้ว

            นางสูญเสียความงดงามที่เคยมี นางมีรอยตีนกาที่ต่อให้จะใช้เครื่องสำอางกลบขนาดไหนก็ไม่มีทางปกปิดได้อีกมีผมขาวที่ไม่ว่าถอนเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมดลงเสียที

            นอกจากความงามที่เคยมี นางก็ไม่เหลืออะไรให้พึ่งพิงอีกต่อไปนางที่ยังเหลืออยู่ในตอนนี้ ก็เป็นเพียงสาวโคมเขียวเป็นเพียงดอกไม้ที่โรยราเท่านั้น

            นางไม่รู้ว่าตนที่เป็นดั่งดอกไม้โรยในยามนี้ จะนำสิ่งใดไปเทียบชั้นกับคุณหนูจากจวนเสนาบดีที่ตนยังไม่เคยพบหน้าผู้นั้น

            นางยอมเดิมพันกับความรักด้วยเวลานับสิบปี แต่บัดนี้นางถึงเข้าใจว่าเวลาสิบปีที่ผ่านมาได้ดึงเอาความงามซึ่งเป็นของมีค่าเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถใช้เป็นสิ่งเดิมพันออกไปจากร่างของนางจนหมดสิ้นสิ่งเดียวที่นางยังเหลืออยู่มีเพียงชายผู้นั้นมีเพียงความสัมพันธ์อันแสนลึกซึ้งที่พวกเขามีต่อกันเมื่อสิบปีก่อนเท่านั้น

            หรูเยี่ยนอยากจะลุกขึ้นยืน หนีออกไปจากที่นี่

            นางไม่ต้องการและไม่กล้าเสี่ยงพนันกับใครอีกแล้ว

            สิบปีที่ผ่านมา ทำให้เกมพนันของนางพ่ายแพ้ยับเยิน หากตอนนี้ต้องเสียสิ่งล้ำค่าสุดท้ายของชีวิตอาจกล่าวได้ว่านางสูญสิ้นทุกอย่างไป หากเป็นเช่นนั้น แม้มีชีวิตอยู่ ย่อมไม่ต่างไปจากการตายเลย

            ทว่ามือหนึ่งกลับยื่นเข้ามากดให้ร่างที่กำลังจะลุกขึ้นยืนของนางกลับลงไปนั่งอีกครั้ง

            มือนั้นแลดูเรียวสวย แต่กลับทรงพลังมหาศาลเหลือเกิน นั่นทำให้นางไม่อาจต่อต้านหรือขัดขืนใดๆได้เลย

            “ในเมื่อมาแล้ว เจ้าไม่มีทางหนีไปไหนได้อีก”เสียงที่อ่อนหวานราวกับสตรีเอ่ยขึ้นเช่นนั้น

            หรูเยี่ยนเงยหน้ามองชายรูปงามท่าทางชดช้อยตรงหน้ามองเข้าไปในดวงตาที่หรี่จนกลายเป็นเส้นตรงของเขา นางอยู่กับชายผู้นี้มานานเกือบยี่สิบปีจึงรู้ดีว่านางขัดคำสั่งของชายผู้นี้ไม่ได้

            นางหันหน้ากลับมาอย่างฝืนใจ แล้วก้มหน้าลงต่ำอีกครั้ง

            ซูฉางอันเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจนเขารู้ดีว่าหรูเยี่ยนกำลังวิตกกังวลกับสิ่งใด เพราะเขาเองก็เป็นกังวลไม่ต่างไปจากนาง

            แต่ถึงกระนั้น เขายังปักใจเชื่ออย่างดื้อดึงว่าหรูเยี่ยนก็คือซุ่ยอวี้ส่วนเป่ยทงเสวียนก็คือหนานเยวียน

            เขาคิดว่า ในเมื่อโลกใบนี้มีนักดาบดั่งมั่วทิงอวี่และฉู่ซีฟง...

            ...เช่นนั้นย่อมมีเป่ยทงเสวียนที่เป็นเหมือนหนานเยวียนในหนังสือเช่นกัน

            ช่างเป็นความคิดที่ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลยแต่ซูฉางอันก็ยังคิดว่าโลกใบนี้น่าจะเป็นเช่นนั้นอยู่ดี

            ดังนั้น เขาจึงพูดกับหรูเยี่ยนอีกครั้ง “พี่หรูเยี่ยนวางใจเถอะ พี่เป่ยทงเสวียนไม่มีทางตกลงแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้นแน่”

            ทันใดนั้น คนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาในตำหนัก

            หรือพูดให้ถูกก็คือคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาภายใต้การห้อมล้อมของขันทีและสาวใช้นั่นเอง

            เขาเป็นบุรุษที่มีอายุราวสี่สิบปีผู้หนึ่ง

            ชายเจ้าของคิ้วคมประดุจคมดาบ ดวงตาเป็นประกายราวดวงดารา อยู่ในชุดผ้าไหมสีทองเดินเข้ามาในตำหนักด้วยท่าทางเด็ดเดี่ยวและทรงพลังเส้นผมของเขาปลิวไสวไปในอากาศดุจดั่งพญาราชสีห์ แม้จะไม่ได้โกรธ แต่รังสีแห่งความดุดันชวนให้รู้สึกขนหัวลุกกลับกระจายไปทั่วบริเวณราวเป็นสิ่งที่จับต้องได้เช่นนั้น ทุกแห่งหนที่เขาก้าวผ่าน ไม่ว่าจะเป็นสาวใช้ขันที ขุนนาง หรือแม้แต่อ๋องโหวต่างพากันก้มกราบลงอย่างพร้อมเพรียง

            เขาเดินไปหยุดอยู่หน้าบัลลังก์ทองคำอันแสนยิ่งใหญ่

            จากนั้นจึงหมุนกาย พร้อมกับสะบัดชายเสื้อไปทางด้านหลังแล้วนั่งลงบนบัลลังก์อย่างทรงพลัง

            “ทุกท่าน ลุกขึ้นเถิด”เสียงที่หนาและกึกก้องราวกับระฆังฟ้าดังขึ้น

            “ขอบพระทัยฝ่าบาท” ผู้คนภายในตำหนักไท่เหอพูดขึ้นอย่างพร้อมเพรียงจากนั้นจึงยืดตัวขึ้น แล้วกลับมานั่งประจำที่ของตนอีกครั้ง

            “ข้าถือกำเนิดด้วยตำแหน่งต่ำต้อยคลุกคลีอยู่กับทหารและชนชั้นรากหญ้า เกิดในยุคสมัยอันแสนวุ่นวาย ราชวงศ์ฮั่นชั่วช้าทำให้ประชาชนทุกข์ทรมาน เพราะไร้คนกล้า คนชั่วจึงได้ดี ข้าจึงลุกฮือขึ้นเพื่อช่วยให้ประชาชนพ้นจากความยากลำบาก และทำทุกอย่างให้ดียิ่งขึ้น”

            “ข้าเที่ยวทำสงครามไปทั่วมานานถึงแปดสิบปี ข้าสงบเจียงตงยึดสู่ตี้ และผนึกแผ่นดินต้าเว่ยจนกลายเป็นหนึ่งในที่สุด”

            “หลังพัฒนาและบริหารอยู่นานถึงร้อยปีแผ่นดินต้าเว่ยถึงได้เจริญรุ่งเรืองดั่งเช่นในตอนนี้!”

            “ฝ่าบาททรงปราดเปรื่องยิ่งนัก!”ขุนนางทั้งหลายก้มกราบและตะโกนขึ้นอย่างพร้อมเพรียง

            “วันนี้เป็นวันเกิดปีที่สองร้อยสิบเอ็ดของข้า แก้วแรก...”

            “ข้าขอดื่มให้จอมพยัคฆ์แห่งเจียงตง นภาหมอง ฉู่เซียวหาน! ”ชายผู้นั้นยกแก้วแล้วแหงนหน้าขึ้นมองฟ้าเสียงของเขาฟังดูลึกล้ำทว่าก็เก่าแก่เหลือเกินราวกับว่าเสียงนั้นเดินทางข้ามผ่านกาลเวลามานานนับหมื่นปีกว่าจะเข้ามากระทบหูของคนในงานอย่างไรอย่างนั้น

            “ดื่มให้ฉู่เซียวหาน!”ขุนนางภายในตำหนักยกแก้วขึ้น แล้วแหงนหน้าขึ้นไปบนท้องนภาอย่างพร้อมเพรียง

            เสียงของพวกเขาดังกระหึ่ม กึกก้องไปในอากาศ

            สุราในแก้วถูกกระดกจนหมดในรวดเดียว

            “แก้วที่สอง!”ชายคนนั้นชูแก้วแล้วมองขึ้นไปบนฟ้าอีกครั้ง

            “ข้าขอดื่มให้มังกรแห่งสู่ตี้ นภาหม่น อวี้จั่วเฉิง!”

            “ดื่มให้อวี้จั่วเฉิง!”

            ทุกคนกระดกของเหลวในแก้วจนหมดภายในรวดเดียวอีกครั้ง

            “แก้วที่สาม ข้าขอดื่มให้สองวีรบุรุษจากเทียนหลานเทียนซูและเทียนเฉียน!”

            .....

            ครึ่งชั่วยามต่อมา คนในงานดื่มไปมากกว่าร้อยจอกแล้ว

            องค์จักรพรรดิก็กล่าวชื่อออกมามากกว่าร้อยชื่อแล้วเช่นกัน

            คนเหล่านี้บ้างก็เป็นศัตรู บ้างก็เป็นมิตรสหายของพระองค์แต่มีสิ่งหนึ่งที่พวกเขามีร่วมกัน คือทั้งหมดต่างเป็นนักรบแห่งดาราจักรที่มอดดับไปแล้วทั้งสิ้นเป็นนักรบแห่งดาราจักรเผ่ามนุษย์ผู้สละชีพเพื่อให้เผ่ามนุษย์หลุดพ้นจากยุคอันแสนวุ่นวายก้าวเข้าสู่ยุคที่เจริญรุ่งเรืองเฉกเช่นทุกวันนี้ คนเหล่านี้มีเรื่องราวและตำนานเป็นของตัวเอง ตำนานที่ควรค่าแก่การจดจำและจารึกเอาไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์

            แต่คนเหล่านี้ต่างตายลงแล้วเช่นกัน

            ทว่าองค์จักรพรรดิกลับยังมีชีวิตอยู่

            อาจเพราะฤทธิ์สุราทำให้จักรพรรดิเซวียนเต๋อหวู่เวยแห่งแผ่นดินต้าเว่ยสติหลุดลอยไปชั่วขณะ เขาทอดมองไปทั่วตำหนักในนี้มีขุนนางและข้าราชบริพารนั่งเรียงรายอยู่มากมายแต่กลับไม่มีมิตรสหายของพระองค์อยู่เลยสักคน

            “พวกเขาตายไปหมดแล้ว”เขาพึมพำด้วยเสียงที่มีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่ได้ยิน

            ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เขามีชีวิตอยู่มานานเกินไป นานจนคนที่เคยรักและเกลียดต่างตายจากไปจนหมดสิ้น

            จู่ๆ เขาก็รู้สึกเดียวดายขึ้นมาอย่างประหลาด

            เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆชื่อของใครคนหนึ่งที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ผุดขึ้นในหัวคนที่แก่จนคนที่เคยรู้จักจากไปจนหมดเช่นเดียวกันกับเขาในตอนนี้

            “อวี้เหิงละ? ข้าอยากดื่มกับอวี้เหิงสักจอก!”เขาพูดขึ้นเช่นนั้น

            แต่กลับไม่มีใครตอบคำถาม

            “ข้ากำลังถามพวกเจ้าอยู่นะ อวี้เหิงละ!?” เขามองไปยังขุนนางทั้งหลาย ถามขึ้นอีกครั้ง

            ทุกคนภายในตำหนักต่างดูออกว่าองค์จักรพรรดิเริ่มเมาแล้วขุนนางทั้งหลายจึงได้แต่ก้มหน้าก้มตา ไม่กล้ายั่วโมโหหรือทำอะไรที่เป็นการหาเรื่องใส่ตัวในเวลาเช่นนี้

            “ฝ่าบาท ท่านอวี้เหิงไม่สบายจึงไม่อาจมาร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้ได้พ่ะย่ะค่ะ” อัครเสนาบดีซือหม่าสวี่ลุกยืนประสานมือเข้าด้วยกันเป็นการทำความเคารพ แล้วก้มหน้ากล่าว

            “แต่ศิษย์หลานของเขาลูกศิษย์ของยอดนักดาบมั่วทิงอวี่มาร่วมงานในครั้งนี้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

            “ศิษย์หลานอย่างนั้นรึ?” องค์จักรพรรดิชะงักนิ่งไปราวกำลังพยายามหวนคิดว่าตนเคยรู้จักคนผู้นั้นมาก่อนหรือไม่

            “ฝ่าบาทลืมไปแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ? พระองค์ยังเคยบอกกับกระหม่อมว่าจะประทานรางวัลแก่เขาและเทพนักรบ จิตแห่งต้าเว่ยเรื่องของเมืองหลานหลิงในวันนี้”ซือหม่าสวี่ยังคงก้มหน้าลงต่ำ แล้วกล่าวเตือนความจำต่อไป

            “จริงสิ!” องค์จักรพรรดิตบโต๊ะตรงหน้าหนึ่งครั้ง ราวเพิ่งนึกเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมากขึ้นมาได้“รีบเรียกพวกเขาออกมาเร็วเข้า!”

            หลังได้รับคำสั่ง ขันทีที่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆ กระแอมเพื่อปรับเสียงแล้วพูดด้วยเสียงแหลมปรี๊ดอันเป็นเอกลักษณ์

            “เชิญศิษย์จากสำนักเทียนหลาน ท่านหนานเจว๋แห่งแผ่นดินต้าเว่ยซูฉางอัน และบุตรแห่งเทพสงครามของต้าเว่ย ตู้หงฉางเข้าเฝ้าฝ่าบาท!”

            ซูฉางอันชะงักไปเล็กน้อยคาดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น เดิมที เขาเพียงต้องการช่วยเหลือศิษย์พี่เท่าที่ทำได้เท่านั้นคิดไม่ถึงเลยว่ายังต้องเข้าเฝ้าฝ่าบาทเช่นนี้ด้วย

            เขารู้สึกตื่นเต้นอย่างอดไม่ได้ รีบวางแก้วสุราในมือลงแล้ววิ่งไปยังกลางโถงทันที... เขารู้สึกตื่นตระหนกเล็กน้อยจึงเร่งย่ำเท้าเข้าไปหาอย่างรีบร้อน แต่ดูจากการเดินแล้ว ราวว่าเขาไม่มีอาการมึนเมาแม้แต่น้อยซูไท่ บิดาของเขารักการดื่มเป็นชีวิตจิตใจ แต่เขากลับเกลียดสุราเข้าไส้ ดังนั้น ในยามที่เหล่าขุนนางกระดกเหล้าเข้าปากเขาจึงแกล้งทำท่าทำทางไปตามเพียงเท่านั้น ไม่ได้ดื่มมันจริงๆ

            เมื่อเดินมาหยุดอยู่กลางตำหนักตู้หงฉางก็คุกเข่าและก้มหน้าอยู่ก่อนแล้ว ซูฉางอันไม่รู้กฎระเบียบภายในวังสักเท่าไรจึงคุกเข่าลง แล้วทำตามตู้หงฉาง

            “พวกเจ้าทั้งสองคน ใครเป็นศิษย์หลานของอวี้เหิงจงเงยหน้าขึ้นมาให้ข้าดูหน่อย!” คนบนบัลลังก์พูดขึ้นกะทันหัน

            ซูฉางอันสัมผัสได้ว่าขณะพูด องค์จักรพรรดิไม่ได้ใช้พลังวิญญาณช่วยขยายเสียงแม้แต่น้อยแต่เขากลับมีความรู้สึกอยากจะกราบไหว้และยอมศิโรราบต่อเจ้าของเสียงขึ้นอย่างประหลาดเขากัดฟันกรอด รีบสลัดความคิดประหลาดเหล่านั้นออกไปจากสมองแล้วเงยหน้าขึ้นไปมองชายบนบัลลังก์ มององค์จักรพรรดิที่ครองบัลลังก์มานานนับร้อยปีตรงหน้า

            “เจ้าชื่ออะไร?” คนบนบัลลังก์ถามอย่างสงสัย

            “ซูฉางอันพ่ะย่ะค่ะ” เขาตอบกลับไปตามจริง

            “ซูฉางอัน? ” องค์จักรพรรดิทวนชื่อนั้นอีกครั้ง “ฉางอันฉางอันแปลว่าปกครองแผ่นดินให้สงบสุขไปได้นานเท่านาน เป็นชื่อที่ดี!”

            ดูเหมือนฝ่าบาทจะทรงมีความสุขมากแต่ซูฉางอันกลับรู้สึกประหลาดเหลือเกิน เมืองฉางอันมีชื่อประหลาด หายากอยู่ตั้งมากมาย ไม่มีใครในบรมวงศานุวงศ์แห่งแผ่นดินต้าเว่ยที่ชื่อฉางอันหรืออย่างไร

            “เจ้าน่ะรึ ศิษย์ที่มั่วทิงอวี่รับตอนไปแผ่นดินทางเหนือ?” องค์จักรพรรดิถามดังนั้น

            “อืม” ซูฉางอันพยักหน้า

            “แบบนี้ก็แสดงว่า เจ้าเห็นตอนมั่วทิงอวี่สังหารหยิงโฮ่ด้วยสินะ? ” ขณะกล่าวถาม จู่ๆ เสียงขององค์จักรพรรดิก็แปลกไปจากเดิม ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์สุราหรือเป็นเพราะเหตุผลอื่นกันแน่

            ซูฉางอันมีเหงื่อซึมออกมาท่วมหน้าผากเพราะคำถามที่ไม่ทันได้ตั้งตัว

            ทันใดนั้น เขาตระหนักขึ้นมาได้ว่าในเมื่อการตายของอาจารย์หญิงปิดอาจารย์อวี้เหิงไม่ได้ ย่อมต้องปิดชายตรงหน้าไม่ได้ด้วยเป็นแน่

            แต่หลังลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็ยังทำใจดีสู้เสือแล้วตอบกลับไปเช่นนี้

            “ขอรับข้าเห็นด้วยตาของตัวเองว่าอาจารย์ทำลายชีพดาราของหยิงโฮ่ด้วยดาบเดียว!”

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน