บทที่52
ตั้งค่าหัว
กระสุนสองนัดถูกยิงออกไปในเวลาแทบจะพร้อมกันพุ่งเจาะทะลุเข้าที่กะโหลกของ อสรพิษดิน อย่างแม่นยำ
ร่างของมันส่งเสียงกรีดร้องอย่างโหยหวนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ร่างมหึมายาวหลายเมตรจะค่อย ๆ ชะงัก และล้มลงแน่นิ่ง
ศีรษะของมันถูกยิงทะลุจนไม่อาจคงชีวิตได้สิ้นใจตายในทันที
ห่างออกไปจากจุดที่มันล้มตายเสียงฝีเท้าเร่งร้อนของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นท่ามกลางใบไม้ที่ไหวระริก
หยุนโม่เร่งฝีเท้าวิ่งตามมาด้วยความรวดเร็วร่างกายของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ หายใจหอบถี่ ขณะที่ยืนมองร่างของอสรพิษดินที่แน่นิ่งอยู่เบื้องหน้า
เขายกมือขึ้นปาดเหงื่อบนใบหน้าอย่างเหนื่อยล้า
แม้ร่างกายของเขาจะแข็งแกร่งเกินกว่าคนธรรมดาทั่วไปแต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตของมนุษย์
เมื่อครู่เขาใช้กำลังทั้งหมดเพื่อเร่งตามเจ้าอสรพิษดินตัวนี้แต่ก็ยังไม่อาจไล่ตามความเร็วของมันได้ทัน
โชคดีที่มีหุ่นรบติดอาวุธซึ่งมีสมรรถนะเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาขั้นกลาง
พวกมันสามารถไล่ตามอสรพิษดินได้ทันและร่วมกันสังหารมันได้สำเร็จในที่สุด
หยุนโม่เดินเข้าไปใกล้ซากของอสรพิษดิน
เขาชักดาบพลังงานออกมา ก่อนจะเริ่มตัดแยกชิ้นส่วนสำคัญจากร่างของมันตามที่โนวา วิเคราะห์ไว้
ชิ้นส่วนที่มีค่าทั้งหลายถูกเก็บเข้าไปในช่องมิติของเขาทีละชิ้นอย่างระมัดระวัง
ทว่าช่องเก็บของมิติของเขายังมีขนาดจำกัด
มันยังไม่ถูกพัฒนาให้กว้างขวางเท่าที่ควรเขาจึงไม่สามารถนำร่างของสัตว์อสูรทั้งตัวกลับไปได้
นั่นจึงจำเป็นต้องแยกเฉพาะชิ้นส่วนที่สำคัญมากที่สุดเท่านั้น
หยุนโม่หยุดคิดเล็กน้อยในใจ
"เหลืออีกไม่นาน...อีกแค่ไม่กี่วัน ชุดเกราะรบก็จะเสร็จแล้ว"
เขาคำนวณเวลาด้วยความเคยชิน
เกราะรบเริ่มสร้างตั้งแต่วันที่สิบสองที่เขาเดินทางมายังโลกใบนี้และวันนี้คือวันที่สิบหก
เท่ากับว่าเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันเท่านั้นก่อนที่มันจะเสร็จสมบูรณ์ตามกำหนดสิบวัน
“เอาล่ะ...” หยุนโม่สูดลมหายใจยาว จากนั้นก็เอ่ยกับตนเองอย่างมุ่งมั่น
“ไปล่ากันต่อ”
เขาออกเดินอีกครั้งพร้อมกับหุ่นติดอาวุธสองตัวที่คอยเดินประกบซ้ายขวา
ในดวงตาของเขามีเพียงหนึ่งเป้าหมาย ทรัพยากรอันล้ำค่าภายในป่าแห่งนี้
ไม่ว่าจะเป็นร่างของสัตว์อสูรแร่พิเศษ หรือแม้แต่สมุนไพรหายาก ทุกอย่างล้วนสามารถนำกลับไปพัฒนาเป็นอาวุธสิ่งประดิษฐ์ หรือชุดเกราะชั้นยอดได้ทั้งสิ้น
…
ภายในห้องโถงของจวนตระกูลหลี่ในเมืองอวี้หยางในวันเดียวกัน
บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่เต็มไปด้วยแรงกดดันเคร่งเครียด
เหล่าสมาชิกระดับสูงของตระกูลหลี่นั่งเรียงรายอยู่บนที่นั่งตามลำดับอาวุโสแต่ละคนมีสีหน้าเคร่งขรึม หน้าตาบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด
"ท่านผู้นำ...พวกเราจะไม่ทำอะไรเลยอย่างนั้นหรือขอรับ?"
เสียงของชายวัยกลางคนคนหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
น้ำเสียงของเขาแม้พยายามสะกดอารมณ์แต่ก็ยังแฝงความโกรธไว้ชัดเจน
สายตาทุกคู่หันไปมองบุรุษผู้เอ่ยคำถามนั้น
ใบหน้าของสมาชิกแต่ละคนในห้องล้วนแสดงความไม่พอใจไม่ต่างกันนัก
บัดนี้ข่าวลือจากทั่วเมืองอวี้หยางแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว
ว่าผู้ที่สังหารคุณชายสามของตระกูลหลี่รวมถึงหัวหน้ากลุ่มหมาล่าเนื้อ กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ภายในป่าอสูรอวี้หยาง
ทว่าจนถึงตอนนี้ตระกูลหลี่กลับไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ เพื่อตอบโต้หรือชำระแค้น
เสียงซุบซิบนินทาและคำเยาะเย้ยจากผู้คนภายนอกเริ่มดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หลายคนลั่นวาจาโจ่งแจ้งว่า "ตระกูลหลี่ไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่ง!"
คำกล่าวเช่นนั้นนำพาความอับอายมาให้กับสมาชิกตระกูลหลี่เป็นอย่างยิ่ง
พวกเขาเคยเป็นเชื้อสายอันสูงส่ง เป็นผู้ที่ชาวเมืองแหงนหน้ามองด้วยความยำเกรง
แต่บัดนี้กลับกลายเป็นเป้าหมายของเสียงหัวเราะและคำสบประมาท
ความรู้สึกภายในของทุกคนเดือดพล่าน
แต่ไม่มีใครกล้ากระทำสิ่งใดโดยพลการเพราะพวกเขาล้วนเข้าใจดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะเคลื่อนไหวอย่างโง่เขลา
จากคำพูดของท่านผู้นำตระกูลในการประชุมครั้งก่อนพวกเขารู้ดีว่า หากส่งคนไปจัดการชายผู้นั้นอีกครั้งแล้วคนของตระกูลกลับถูกสังหารเสียเอง
ไม่เพียงจะไม่สามารถรักษาหน้าไว้ได้ยังจะเป็นการเร่งให้ตระกูลถังฉวยโอกาสขึ้นมากดขี่พวกเขาในทันที
ถึงแม้เหตุผลจะฟังดูมีน้ำหนักแต่ก็ใช่ว่าจะลบล้างความอัปยศในใจของพวกเขาได้
บรรยากาศในห้องโถงจึงยังคงเต็มไปด้วยความเงียบงัน...แต่ทุกใบหน้ากลับร้อนรุ่มไปด้วยเพลิงโทสะที่ยังไม่อาจระบาย
หลี่หยางอี้ผู้นำตระกูลหลี่ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน ยังคงเงียบงันทว่าดวงตาและใบหน้าของเขากลับบิดเบี้ยวไปด้วยเพลิงโทสะไม่ต่างจากผู้อื่น
แม้โกรธขนาดไหนแต่เขากลับใจเย็นกว่าสมาชิกคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด
ในที่สุดหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งหลี่หยางอี้จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น
“ในเมื่อพวกเราไม่สามารถลงมือด้วยตัวเองได้...เช่นนั้นก็จงยืมมือผู้อื่นแทนเถิด”
คำพูดนั้นทำให้สายตาทุกคู่ในห้องหันมามองเขาพร้อมกัน
ไม่นานนักสีหน้าของหลายคนก็เริ่มแปรเปลี่ยนราวกับเข้าใจความหมายโดยนัยของผู้นำตระกูล
“ท่านผู้นำ...ท่านหมายจะตั้งค่าหัวมันงั้นหรือขอรับ?”
หนึ่งในสมาชิกตระกูลหลี่ที่นั่งอยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเจือความตื่นเต้น
หลี่หยางอี้พยักหน้ารับอย่างหนักแน่นโดยไม่ลังเล
ชายผู้นั้นเอ่ยถามต่อด้วยความกระตือรือร้น “แล้วท่านตั้งใจจะตั้งค่าหัวมันเท่าใด?”
“หินวิญญาณระดับสอง...ยี่สิบก้อน”หลี่หยางอี้ตอบกลับในทันทีโดยไม่มีแม้แต่แววลังเล
ทันทีที่เสียงนั้นจบลง ความเงียบภายในห้องโถงก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงอื้ออึงแห่งความตกตะลึง
สมาชิกตระกูลหลายคนหันไปมองกันด้วยความไม่อยากเชื่อหูตนเอง
หินวิญญาณระดับสอง ยี่สิบก้อน!
ในโลกแห่งการฝึกตนไม่มีใครไม่รู้ว่าหินวิญญาณคือทรัพยากรล้ำค่าเพียงใด
เพียงแค่หินวิญญาณระดับหนึ่งหนึ่งร้อยก้อนถึงจะสามารถแลกเป็นหินวิญญาณระดับสองได้เพียงหนึ่งก้อนเท่านั้น
การประกาศค่าหัวถึงยี่สิบก้อน...เท่ากับหินวิญญาณระดับหนึ่งถึงสองพันก้อน!
นี่คือทรัพย์สินมหาศาลที่สามารถซื้ออาวุธวิญญาณหรือแม้แต่เปลี่ยนชีวิตของผู้ฝึกตนธรรมดาได้ทั้งคน
ไม่แปลกที่ทุกคนในที่ประชุมจะถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ
หนึ่งในผู้อาวุโสอาวุโสของตระกูลซึ่งเป็นชายชราใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัย ลุกขึ้นยืนทันที
เขาขมวดคิ้วแน่นแล้วเอ่ยขึ้นด้วยเสียงตื่นตระหนก
“ท่านผู้นำตระกูล...ท่านไม่คิดว่ามันจะมากเกินไปหน่อยหรือ?”