[ถะ...ถ้าอย่างนั้น ก็พยายามเข้าล่ะขอรับ!หึ ๆ ๆ ๆ]
โทแกบีทิ้งท้ายประโยคนั้นไว้แล้วก็หายตัวไป
บทลงโทษอาหารบทลงโทษการมีชีวิตรอด บทลงโทษแรกเป็นบทลงโทษที่ผมรู้อยู่แล้วส่วนอันหลังถึงแม้จะดูสมกับเป็นสามวิธีรอด แต่ก็ไม่ได้มีอยู่ในนิยายต้นฉบับ
ผมได้แต่คิดไปเรื่อยว่าบางทีอาจจะเป็นผลกระทบที่เกิดจากการที่ผมทำสัญญากับบีฮยองหรือเปล่า
จองฮีวอนตรวจเช็กจนแน่ใจว่าบิสกิตในกระเป๋าหายไปแล้วก่อนจะถามด้วยเสียงสั่นเครือ
“คุณดกจา ขอถามหน่อยได้มั้ยคะ ทราบเรื่องนี้ได้ยังไง...”
“เดาน่ะครับแค่ลองคิดดูว่าพวกโทแกบีจะทำอะไรเป็นอย่างแรกถ้าต้องการทรมานมนุษย์อย่างพวกเรา”
“...เดาแม่นไปหน่อยมั้ยคะเนี่ย”
ผมเรียกอีฮยอนซองกับคนอื่นๆ ในกลุ่ม สถานการณ์ได้ถูกสร้างขึ้นแล้วตอนนี้ถึงเวลาเริ่มลงมือ
“คืนอาหารของพวกเรามานะ!”
“ได้ยังไงกัน เรื่องแบบนี้”
คนจากกลุ่มปลายแถวกำลังร้องห่มร้องไห้ชอนอินโฮกับพวกกลุ่มผู้นำเองก็ดูจะสับสนกับการที่จู่ ๆ อาหารก็หายไปชอนอินโฮมองสบตาผม กัดริมฝีปากแน่น
「 หรือว่า...รู้อยู่ก่อนแล้วงั้นเหรอไม่หรอก ไม่มีทาง 」
ถ้าผมอ่านใจเขาออกเจ้านั่นจะต้องคิดแบบนี้อยู่แน่
[คุณอ่านความคิดของตัวละคร ‘ชอนอินโฮ’ ได้อย่างแม่นยำ]
[ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวละคร ‘ชอนอินโฮ’ ของคุณเพิ่มสูงขึ้น]
...ความเข้าใจเพิ่มขึ้นจากเรื่องแบบนี้?
ผมลองทดสอบดูด้วยการพยายามคาดเดาความคิดในใจคนอื่นๆ จากสีหน้าของพวกเขา แต่ข้อความแบบเมื่อครู่ก็ไม่ปรากฏขึ้นมาง่าย ๆ
ระหว่างนั้นชอนอินโฮก็จัดการความสับสนได้อย่างรวดเร็วเขาเรียกรวมตัวทุกคน
“ทุกคนมารวมกันหน่อยครับ ผมมีเรื่องเร่งด่วนจะประกาศ”
เนื้อหาของประกาศนั้นเรียบง่ายเพราะสถานการณ์ย่ำแย่ลง ดังนั้นจึงต้องมีการส่งคนในกลุ่มปลายแถวออกไปเป็น ‘หน่วยลาดตระเวน’ เพิ่มขึ้นคงจะร้อนใจกันน่าดูในเมื่อใต้ดินไม่เหลือของให้กินอีกแล้วนี่นะ
“ต่อไปคนที่ไม่เข้าร่วมกับ ‘หน่วยลาดตระเวน’ จะไม่ได้รับการแบ่งปันอาหารครับ”
แม้จะเป็นการประกาศที่เด็ดขาดแต่ฝูงชนก็ไม่ได้ประท้วงอะไรอีก ไม่สิทำไม่ได้ต่างหากล่ะในสถานการณ์แบบนี้แน่นอนอยู่แล้วที่ผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นนี้
คนที่พอจะเข้าใจได้แล้วว่าสถานการณ์เป็นเช่นไรค่อยๆ ยกมืออาสาเข้าร่วมหน่วยลาดตระเวนทีละคนสองคน เพราะอย่างนั้นถึงแม้อาหารจะหายไปหมดแล้วแต่ใบหน้าของชอนอินโฮก็ยังมีความหวังเหลืออยู่ยิ่งสถานการณ์ฉุกเฉินมากเท่าไหร่อำนาจในการควบคุมก็จะตกอยู่ในมือของกลุ่มผู้นำมากขึ้นเท่านั้น
อีฮยอนซองมองภาพนั้นด้วยความกังวลเขาเปิดปากพูดขึ้น
“คุณดกจา คราวนี้จะทำยังไงกันดีล่ะครับ”
“ก็ต้องออกไปหาอาหารสิครับ”
คำพูดของผมทำให้สีหน้าของคนในกลุ่มเต็มไปด้วยความตึงเครียดหาอาหาร นั่นมีแค่ความหมายเดียว
“พวกเราเองก็ต้องเข้าร่วมกับกลุ่มลาดตระเวน? ด้านบนน่าจะยังมีอาหารเหลืออยู่บ้าง”
“ไม่ครับ พวกเราจะไม่ขึ้นไปข้างบน ถ้าขึ้นไปบนนั้นมีแต่ตายกับตายแน่”
ผมมองหน้ากากป้องกันแก๊สที่วางกองอยู่บนพื้นของแบบนั้นไม่มีทางใช้กันหมอกพิษพวกนั้นได้
“แต่ถ้าจะหาอาหารก็ต้องขึ้นไป...”
“คุณอีฮยอนซอง โลกมันเปลี่ยนไปแล้วครับ ของกินเองก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน”
ผมมองอุโมงค์ที่เชื่อมต่อไปทางสถานียักซู
“เดี๋ยวก่อน คุณดกจา...หรือว่า?”
“ถูกต้องครับ”
ในโลกใบใหม่นี่มนุษย์ไม่ใช่ผู้ล่าอันดับสูงสุดอีกต่อไปแล้ว แต่ถึงแม้จะไม่ใช่ผู้ล่าพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเหยื่อเสมอไป
“พวกเราจะออกไปล่าสัตว์ประหลาดกันครับ”
ไม่นานหลังจากนั้น คนอื่น ๆ ในกลุ่มรวมถึงผมก็มายืนอยู่ตรงหน้าอุโมงค์ที่เชื่อมกับสถานียักซู
“อย่างนี้นี่เอง พวกคุณจะเข้าไปในทางรถไฟสินะ”
ผมนึกว่าชอนอินโฮจะหาเรื่องพวกเราเพราะเลือกปฏิเสธเข้าร่วมกับหน่วยลาดตระเวนเสียอีกแต่เขากลับดูเหมือนจะโล่งใจมากกว่าที่ผมออกจากกลุ่มบางทีเขาอาจจะประเมินว่าผมเป็นตัวคุกคามอำนาจของเขา
“ก็นะ ในระยะยาวอย่างไรก็จำเป็นต้องมีทีมพิเศษในการโจมตีซีนาริโอเหมือนกันงั้นก็ไปดีมาดีนะครับ”
ตลกพูดอย่างกับตัวเองเป็นหัวหน้าหน่วยแต่เวลาผ่อนคลายสำหรับเจ้านั่นเหลืออีกไม่มากแล้ว
[ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวละคร ‘ชอนอินโฮ’ ของคุณเพิ่มสูงขึ้น]
[ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวละคร ‘ชอนอินโฮ’ เพิ่มสูงถึงระดับที่กำหนด]
แบบนี้นี่เอง...พอจะเข้าใจแล้ว ‘การเพิ่มขึ้นของระดับความเข้าใจ’ เกี่ยวกับตัวละครนั้นจะต้องเข้ากับหนึ่งในสองเงื่อนไขใหญ่
หนึ่งตอนที่ผมได้รับความเชื่อใจหรือความสนใจจากตัวละคร
สองตอนที่ผมอ่านความคิดในใจของตัวละครได้อย่างแม่นยำ
บางทีตอนนี้น่าจะเป็นแบบหลัง
[ตัวละคร ‘ชอนอินโฮ’ กำลังสงสัยในจุดประสงค์ที่แท้จริงของคุณ]
และดูเหมือนว่าผมจะสามารถรับรู้อารมณ์หรือความคิดของตัวละครได้คร่าวๆ ขึ้นอยู่กับระดับความเข้าใจเกี่ยวกับตัวละครนั้น
“อ๊ะ ไหน ๆ ก็ไปกันแล้วให้คนในกลุ่มผมตามไปด้วยสักคนได้มั้ยครับพวกเราเองก็อยากได้ข้อมูลเรื่องการโจมตีเหมือนกัน”
นึกแล้วเชียวชอนอินโฮไม่มีทางยอมปล่อยพวกเราไปง่าย ๆ ผมมองชายท่าทางลังเลที่โผล่มาจากข้างหลังจะไปด้วยกันทั้งทีกลับเป็นหมอนั่นเสียได้ช่างเป็นคนที่โชคร้ายเสียจริง
“ฉะ...ฉันต้องไปด้วยเหรอ”
“เห? ทำไมพูดอะไรแบบนี้ล่ะครับ พี่ฮันไหนเมื่อวานยังขอร้องอยู่เลยว่าอยากจะปรับความเข้าใจกับคุณดกจาไงครับ”
“อะ...อะไร...”
คนของฝั่งชอนอินโฮที่จะร่วมเดินทางไปกับพวกเราไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นหัวหน้าแผนกฮันมยองโอนั่นเอง
“เรื่องนั้น...คุณดกจา ถ้าไม่ว่าอะไร ขอฉันไปด้วย...”
“ครับ ไปด้วยกันเถอะ”
พอผมตอบกลับไปด้วยความยินดีฮันมยองโอก็มีสีหน้าประหลาดใจ เขาคงคิดว่ายังไงผมก็ต้องปฏิเสธแน่
อีฮยอนซองที่ยืนอยู่ข้างๆ ผมมีสีหน้ากระวนกระวายใจ แต่ผมมีความคิดบางอย่างไว้แล้ว
และแล้วผมอีฮยอนซอง อีกิลยอง ยูซังอา และฮันมยองโอ พวกเราทั้งห้าคน หรือก็คือผู้รอดชีวิตจากตู้โดยสาร ‘3807’ ก็ได้กลับมาอยู่กลุ่มเดียวกันอีกครั้ง
“ฉันไปด้วยได้มั้ยคะ”
“...ร่างกายยังไม่หายดีเลย จะไหวหรือครับ”
“ระดับนี้ไม่มีปัญหาค่ะ”
เพิ่มมาอีกหนึ่งคนรวมจองฮีวอนเข้าไปด้วย กลุ่มของพวกเราก็รวมเป็นหกคนพอดีเป็นจำนวนที่จะว่าน้อยก็น้อย จะว่ามากก็มาก
ครืนนน...
แน่นอนว่าสมาชิกในกลุ่มจะมีมากหรือน้อยก็ไม่ได้ช่วยอะไรกับวิกฤตที่กำลังจะมาถึง
[ซีนาริโอย่อยครั้งใหม่มาถึงแล้ว]
<ซีนาริโอย่อย - หาอาหาร>
ประเภท : ย่อย
ระดับความยาก : E
เงื่อนไขการเคลียร์ : ออกล่าสัตว์ประหลาดที่สามารถนำมาประยุกต์เป็นอาหารได้แล้วจัดการทำอาหารจากมัน
กำหนดระยะเวลา : ไม่มี
รางวัล : 500 เหรียญ
กรณีล้มเหลว : ???
ทันทีที่ก้าวเท้าเหยียบเข้าไปในอุโมงค์ซีนาริโอย่อยก็เด้งขึ้นมา
หาอาหารเป็นซีนาริโอย่อยที่พวกเราต้องข้ามผ่านให้ได้ก่อนจะเข้าสู่ซีนาริโอหลักที่ 2
[กลุ่มดาวจำนวนหนึ่งคาดหวังในการปฏิบัติภารกิจของคุณ]
เดินเข้าไปได้ไม่ถึงสิบก้าวความมืดมิดของอุโมงค์ก็แผ่ออกไปเป็นวงกว้างพวกเราส่องอุโมงค์ด้วยไฟฉายแต่ก็แทบมองไม่เห็นโครงร่างของบริเวณรอบ ๆเลย
เป็นหลักฐานบ่งบอกให้เห็นว่ามีม่านพลังบางอย่างป้องกันแสงเอาไว้ของจริงจะเริ่มหลังพ้นม่านพลังนี่
“คุณดกจา เดี๋ยวค่ะ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปมันคืออันตรายของจริง”
จองฮีวอนที่เดินอยู่ข้างๆ เป็นคนแรกที่หยุดชะงัก
“คงไม่ได้คิดจะเข้าไปแบบนี้เลยใช่มั้ยคะ ดูยังไงนี่มันก็ฆ่าตัวตายชัดๆพวกเรายังมีกิลยองอยู่ด้วยนะคะ”
“ที่จริงแล้วผมเองก็กังวลมาตั้งแต่เมื่อครู่แล้วเหมือนกันครับยังไม่สายเกินไป พวกเราพากิลยองกลับไปแล้วค่อยเข้ามากันใหม่ดีกว่ามั้ย ถ้าเป็นไปได้พวกผู้หญิงก็ด้วย...”
“คุณอีฮยอนซอง ฉันอาจจะไม่ได้เก่งกาจเหมือนคุณแต่ฉันเองก็รู้วิธีการต่อสู้นะคะ เมื่อก่อนฉันเล่นเคนโด้ด้วย”
“แต่ว่า...”
การโต้เถียงที่ไม่จำเป็นทำให้บรรยากาศเริ่มคุกรุ่นขึ้นผมเอ่ยแทรกขัดจังหวะพวกเขา
“คุณอีฮยอนซอง เมื่อครู่นี้ผมบอกแล้วไม่ใช่หรือครับ โลกมันเปลี่ยนไปแล้วการบอกว่าผู้หญิงมีร่างกายอ่อนแอมันอคติเกินไปตอนนี้ไม่ว่าใครก็สามารถเพิ่มค่าสถานะโดยรวมแล้วแข็งแกร่งขึ้นได้ทั้งนั้นแต่คุณจองฮีวอนครับ คุณเองก็พูดผิดไปเหมือนกัน”
“...อะไรเหรอคะ”
“ในเมื่อผู้หญิงไม่ได้อ่อนแอ เด็กก็ไม่ได้อ่อนแอเช่นเดียวกันครับ กิลยองอา[1]แสดงให้พวกเขาเห็นสิ”
[1]อา (아) หรือ ยา (야) สร้อยคำต่อท้ายชื่อของคนเกาหลีสำหรับเรียกคนที่อายุน้อยกว่าหรืออายุพอ ๆ กัน นอกจากนี้ยังมีคำว่า กุน (군) สำหรับเรียกเด็กผู้ชาย และยัง (양)สำหรับเรียกเด็กผู้หญิงด้วย