ระบบสุดยอดเทพเจ้า

    ตอนที่ 49 ค่ายกลผมนึกอสูร

    วิชากระบี่บินมีจิตกระบี่ที่ทรงพลัง กระบี่ทั้งสิบเล่มจู่โจมด้วยความเร็วที่อยากจะมองเห็น หวังอีฮังมองกระบี่ด้วยสายตาเปร่งประกาย ความมืดภายในประตูเริ่มแพร่ออกมา


    พลังแห่งความตายที่แข็งแกร่งเริ่มประทุออกมาแรงกดดันที่แข็งแกร่งถูกปลดปล่อย สภาวะอากาศเริ่มมืดลง ชายหนุ่มที่โจมตีเริ่มขมวดคิ้ว แต่เขานั้นไม่อาจที่จะหยุดการโจมตีของเขาได้ทัน


    กระบี่ในมือหวังอีฮังเต็ไปด้วยพลังแห่งความตาย หวังอีกฮังแทงกระบี่ตอบโต้กระบี่ทั้งสิบของชายหนุ่ม พลังกระบี่โพยพุ่งออกมาแรงปะทะทำให้ทั้งสองผ่ายถอยหลังออกห่าง


    “กระสุนโลหิต” ปัง หยดโลหิตพุ่งด้วยความเร็วราวกับลูกปืน หวังอีฮังที่กำลังกระเด็นไม่มีเวลาได้ทันตั้งตัว กระสุนโลหิตนั้นยิงเข้าไปที่แขนข้างขวาของหวังอีฮัง “อัก!” หวังอีฮังให้มืดจับไปที่แขนข้างขวาตัวเอง


    เมื่อเขาว่ามารถตั้งตัวได้ สายตาอันดำมืดและเย็นชาของหวังอีฮังก็มองไปที่กังซิง ใบหน้าของกังซิงในตอนนี้รู้สึกไม่พอใจกับการโจมตีของตน”ซิ ดันพลาดเป้าไปซะได้”


    หวังอีกฮังจับไปที่แขนข้างขวาพลังแห่งความตายเริ่มฟื้นฟูบาดแผลของหวังอีฮัง กระบี่ในมือของหวังอีฮังมีพลังแห่งควาตายอัดแน่น เขาใช้มันป้องกันกระสุนเลือดที่กังซิงยิงออกมาอย่างต่อเนื่อง


    “บัดซบเจ้าหมอนี่ มันจะขี้โกงไปไหน” หังอีฮังกันกระสุนโลหิตด้วยกระบี่ของเขา แต่บางนัดก็ไม่สามารถกันได้ทัน ชายหนุ่มได้โอกาส เขาใช้วิชากระบี่ที่แข็งแกร่งอีกครั้ง “กระบี่สายลม”


    ความเฉียบคมของกระบี่ที่พุ่งโจมตีหวังอีฮัง ทำให้หวังอีฮังนั้นรู้สึกถึงอันตรายหวังอีฮังเริ่ใช้กระบี่ที่กันกระสุนโลหิตมาป้องกันกระบี่แทน “แกจงลิ้มรสวิชากระบี่ของข้าซะ”



    ชายหนุ่มคำรามการปะทะกระบี่ของทั้งสองนั้นทำให้คนรอบข้างรู้สึกตะลึงงัน กังซิงเริ่มรวบรวบโลหิตไว้ที่นิ้วมือ แรงอัดอากาศนั้นเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล


    ชายหนุ่มที่ใช้กระบี่สำผัสได้ถึงพลังรุ่นแรงที่มาจากด้านหลัง เขาก็รีบถอยห่างออกจากหวังอีฮัง หวังอีฮังขมวดคิ้วอีกครั้ง เพราะในครั้งนี้เขาเองก็รู้สึกถึงอันตรายกว่าลูกกระสุนที่ผ่านมา


    “เอาไปกิซะ” กังซิงคำรามออกมา กระสุนโลหิตพุ่งเสียดกับอากาศเกิดเป็นเสียงที่แหลมคม หวังอีฮังใช้กระบี่ที่มีพลังแห่งความตาย เขานั้นตั้งท่าเตรียมป้องกันเต็มที่


    ในระหว่างที่หวังอีฮังรู้สึกสึกควาเป็นความตาย ก็ได้มีร่างหนึ่งรอยข้ามมา มันมีร่างกายที่เหมือนดิน แต่ก็มีไอของปีศาจ มันมองหวังอีฮังด้วยรอยยิ้ม “เจ้า…”


    “ตู้ม!!”


    ร่างที่กำลังพูดกับหวังอีฮังศรีษะของมันก็ระเบิดออกทันที แรงระดบิดทำให้หวังอีฮังกระเด็นไปกว่าสิบเมตร หวังอีฮังพุ่งไปหยุดที่ขาของร่างโคลน


    “เจ้าหมอนั้นมันเป็นใครกัน” หวังอีฮังนั้นรู้ว่าคนที่มารับเคราะห์แทนเขานั้นคือคนที่กำลังต่อสู้กับร่างโคลนและอัศวินแห่งความตายของเขา


    กังซิงเบิกตากว้างเขานั้นไม่รู้ว่าจะกล่าวคำพูดไหนออกมา เขานั้นนึกเพียงว่า เจ้าตัวบัดซปนั้นมันคืใครกัน เหตใดถึงมารับลูกกระสุนแทนปีศาจนั้น เขานั้นรู้สึกสับสน


    การต่อสู้ของทั้งสามทำให้คนรอบข้างรู้สึกตกใจ เพราะพลังนั้นมันมากไป พวกเขาแทบติดว่าเป็นผู้อาวุโสในสำนักของเขาสู้กันเสียอีก


    “เจ้าเห็นหรือไม่ ปีศาจแห่งความตายนั้นไม่เป็นอะไรเลย” บางคนอุทานออกมาด้วยความตกใจ บางคนรู้สึกหวาดกลัวกับพลังที่แข็งแกร่ง


    “เทพแห้งการชำระร้างไปไหนกัน เหตใดถึงไม่มาช่วยคนเหล่านี้กำจัดปีศาจ” บางคนก็อดสงสัยไม่ได้ที่เทพแห่งการชำระล้างนั้นไม่เห็นปรากฏออกมา


    หวังอีกฮังมองทั้งสองอย่างเย็นชาพลังแห่งความตายของเขานั้นเพิ่มไปอีกระดับ การต่อสู้ครั้งนี้ได้กระตุ้นประสิทธิภาพร่างกายของหวังอีฮังทำให้เขานั้นรู้สึกเหมือนเพิ่พลังได้ไม่จำกัด


    กระบี่ในมือของเขานั้นกลับมาเป็นกรงเล็ยเหมือนเดิม ด้วยสภาวะของเขาในตอนนี้สามารถต่อสู้กับทั้งสองคนโดยเสียเปรียบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น


    “หลินใช้ค่ายกลประสาน”ชายหนุ่มคนหนึ่งตระโกน หลินนางรีบเอาค่ายกลออกมา ชายที่ดูหยิ่งยโสมองไปที่หวังอีฮังด้วยสายตาที่มองผู้อ่อนแอ


    พวกเขาทั้งสามยืนอยู่บนนกระดับเปิดประตูบานที่เก้า “ค่ายกลผนึกอสูร” จากนั้นทั้งสามก็รวมพลังลมปราณเพื่อทำให้ค่ายกลขยายใหญ่ขึ้น เพื่อที่จะสามารถกักขังหวังอีฮังไว้ข้างใน


    ชายหนุ่มกระบี่และกังซิงพวกไปที่ศิษย์สำนักเมฆานภาสวรรค์ ค่ายกลที่ทั้งสามนั้นสร้างนั้นพวกเขาสัมผัสได้ถึงอันตรายที่ไม่อาจต้านได้


    “ค่ายกลนั้นมันอะไรกัน”ชายหนุ่มกระบี่รู้สึกปวดใจเมื่อพูดถึงค่ายกล กังซิงเริ่มถอยออกห่างจากหวังอีฮังวิ่งด้วยความเร็วที่เทียบเท่าเปิดประตูบานที่เก้า เขาถอยห่างถึงร้อยเมตร


    หวังอีฮังนั้นสัมผัสได้ถึงแรงกดดันเขาไม่อาจที่จะขยับร่างกายเพื่หลบหนีจากค่ายกลนั้นได้เลย “ข้าคิดว่าเราควรจับมันไปนักด้วยหรือไม่”ชายหนุ่มที่ดูหยิ่งยโสพูด


    “เป่ยเป่ยยังไงซะค่ายกลของพวกเราก็ใช้ได้เพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น ในเมื่อเราสามารถจับมันได้เราก็ต้องนำมันกลับไปให้อาจารย์”หลินนางนั้นพูดออกมา


    “เจ้าเลิกเรียกข้าว่าเป่ยเป่ยได้แล้ว ข้ามีนามว่า เป่ยหมิง” เป่ยหมิ่งโกรธหลินเล็กน้อยด้วยความงดงาของนางแล้วทำให้เขาสงบอารมณ์โกีธได้ไม่มากก็น้อย



    คล้ายกับเรื่องระบบสุดยอดเทพเจ้า ที่คุณอ่าน