ทุกวันหยุดเนตรนภามักจะมานั่งเล่นอยู่ที่สวนสาธารณะที่อยู่ไม่ไกลจากคอนโดฯของเธอมากนักซึ่งเดินมาเพียงยี่สิบนาทีก็ถึงแล้ว อากาศที่เย็นสบายใต้ร่มไม้เขียวขจีผู้คนค่อนข้างเป็มิตรและไม่ชอบก้าวก่ายเื่ส่วนตัวของคนอื่นอีกทั้งทัศนียภาพรอบๆ สวนซึ่งมีทั้งสระน้ำใหญ่ที่มีน้ำพุหลายระดับพุ่งขึ้นสร้างความงดงามให้แก่สระน้ำสวนดอกไม้ที่ถูกตกแต่งอย่างงดงามนั้นทำให้หญิงสาวรู้สึกผ่อนคลายและสมองปลอดโปร่งงานออกแบบหลายชิ้นที่ประสบความสำเร็จก็ล้วนเกิดจากที่นี่ จึงเรียกได้ว่าสวนสาธารณะแห่งนี้เป็สิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเธอเลยก็ว่าได้
เนตรนภามองดูเด็กเล็กๆสองคนวิ่งเล่นไล่จับกันไปมาอย่างเอ็นดูเห็นแล้วก็อดคิดถึงสมัยที่ตัวเองเป็เด็กน้อยไม่ได้ พอถึงวันหยุดทีไรพ่อกับแม่มักจะพาเธอมาวิ่งเล่นที่สวนสาธารณะแบบนี้เสมอแม่จะเตรียมทำอาหารกลางวันไปกินด้วยให้พร้อม ส่วนพ่อก็มักจะคอยหาอุปกรณ์อะไรสนุกๆมาเล่นกับเธอ จึงทำให้วันหยุดเป็วันที่เธอมีความสุขมากเพราะได้อยู่กันพร้อมหน้าสามคนพ่อแม่ลูกและได้ทำกิจกรรมหลายอย่างร่วมกัน
“พ่อจ๋า แม่จ๋า หนูคิดถึงพ่อกับแม่จังเลย” เนตรนภาพูดพึมพำออกมาพร้อมกับหยาดน้ำตาเริ่มซึมเบ้าตาด้วยคิดถึงผู้ให้กำเนิดทั้งสองจับใจสามเดือนกว่าแล้วที่ไม่ได้พบหน้ากัน แม้จะได้ยินแต่เสียงทุกสองอาทิตย์ทว่าความคิดถึงก็ยังเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆหญิงสาวจึงตั้งใจเอาไว้แล้วว่าเดือนหน้าจะขอลางานสักอาทิตย์เพื่อกลับไปเยี่ยมบิดามารดาที่เมืองไทยหรือหากลาไม่ได้จริงๆก็จะขอให้พวกท่านเป็ฝ่ายมาหาเธอที่นี่แทน
ขณะกำลังมัวคิดเพลินๆ อยู่นั้นก็มีลูกบอลกลิ้งมาโดนที่เท้าหญิงสาวก้มลงมองแล้วหยิบลูกบอลขึ้นมาถือไว้ก่อนจะส่งยิ้มเอื้ออารีให้กับเด็กชายผิวขาวแก้มยุ้ยที่กำลังวิ่งมาหาเธอ
“ของหนูใช่มั้ยจ๊ะ”
“ครับ” เด็กน้อยตอบ
“นี่จ้ะ” เธอยื่นลูกบอลให้
“ขอบคุณครับ”เด็กน้อยกล่าวเสร็จก็รับลูกบอลมาถือไว้แล้ววิ่งจากไปหาพ่อกับแม่ของตัวเองที่นั่งรออยู่ไม่ไกลเนตรนภามองตามไปด้วยสายตาเอ็นดูก่อนจะหันไปมองทางด้านขวามือของตัวเองเขม็งอย่างสังเกตเพราะรู้สึกเหมือนกำลังโดนจ้องมองอย่างไรชอบกล
“ก็ไม่มีอะไรนี่นาเรานี่ท่าจะบ้า” เนตรนภาต่อว่าตนเองอย่างขำๆ ที่ทำเป็ระแวงไปเองเนื่องจากมองดูแล้วก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอะไรเพราะไม่เห็นมีใครมองมาทางเธอสักคนเดียว
ดวงอาทิตย์สีส้มอ่อนกำลังคล้อยต่ำลงเรื่อยๆเป็สัญญาณให้เนตรนภารู้ว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องกลับคอนโดฯ เสียที หญิงสาวจึงเก็บสมุดดินสอที่ใช้สำหรับเขียนงานซึ่งวางทิ้งไว้อยู่ข้างตัวใส่กระเป๋าสะพายข้างใบใหญ่ขณะที่กำลังก้มหน้าก้มตาเก็บของอยู่นั้นดวงตากลมโตซึ่งคมกริบเหมือนมารดาไม่ผิดเพี้ยนก็เหลือบตามองเห็นปลายรองเท้าหนังดำขลับคู่หนึ่งเข้าคิ้วเรียวสวยจึงขมวดมุ่นก่อนใบหน้าอ่อนใสจะเงยขึ้นมอง
“สวัสดีครับคุณเนตรนภาฮาคุมาจิ” บุคคลตรงหน้าเอ่ยทักทายเธอแถมยังรู้จักชื่อและนามสกุลอีกแม้จะออกเสียงไม่ชัดก็ตามดวงตากลมสวยมีร่องรอยแปลกใจปนทบทวนยามมองชายหนุ่มเบื้องหน้าก่อนจะเปล่งประกายเมื่อจดจำอีกฝ่ายได้
“คุณนั่นเอง สวัสดีค่ะ” เมื่อจดจำได้หญิงสาวจึงส่งยิ้มอย่างเป็มิตรให้ซึ่งก็ทำเอาคนได้รับถึงกับนิ่งงันไปชั่วครู่ก่อนจะมอบรอยยิ้มชนิดเดียวกันตอบแทนกลับมาให้
“ยินดีที่ได้เจอกันอีกครั้งนะครับ”
“เช่นกันค่ะ เอ่อ...เชิญนั่งก่อนสิคะ” เนตรนภากล่าวเชื้อเชิญพลางเขยิบตัวไปนั่งชิดอีกด้านหนึ่งของเก้าอี้ยาวเว้นที่ว่างแบบพอดิบพอดีให้อีกฝ่ายได้นั่งด้วย
“ขอบคุณครับ” อุสมานกล่าวแล้วทรุดตัวลงนั่งตามคำเชิญความยาวของเก้าอี้ไม่ได้ยาวมากนักเพราะทำไว้ให้สำหรับสองคนนั่งได้อย่างสบายๆ ดังนั้นชายหนุ่มและหญิงสาวจึงนั่งห่างกันเพียงคืบเดียวเท่านั้นเนตรนภาเกิดอาการประหม่าอายอย่างบอกไม่ถูกยิ่งได้มองชายหนุ่มที่เคยช่วยชีวิตเธอเอาไว้แบบใกล้ๆ โดยไม่มีความมืดมาบดบังด้วยแล้วก็ยิ่งเห็นถึงความหล่อเหลาของเขาเข้าไปใหญ่คืนนั้นแม้จะอยู่ในที่สลัวๆ เธอก็ว่าเขาหล่อเข้มบาดใจแล้วนะ แต่พอยิ่งได้มาเห็นในที่สว่างแบบระยะใกล้ชิดเช่นนี้ก็ยิ่งหล่อขั้นเทพเข้าไปใหญ่นี่ถ้าเขานั่งนิ่งๆ สักห้านาทีไม่กะพริบตาหรือพูดอะไรเลยเธอคงนึกว่าเป็รูปปั้น ซึ่งหากเป็เช่นนั้นจริงๆเธอคงรีบเข้าไปโอบกอดแล้วถ่ายรูปเก็บไว้ดูเล่นแล้วล่ะ
เนตรนภาหัวเราะออกมาเบาๆ เพราะขำกับความคิดของตนเองก่อนจะรู้สึกอับอายเมื่อคนนั่งข้างๆ เอ่ยถามออกมา
“ขำอะไรหรือครับ”
“เอ่อ...เปล่าค่ะเปล่า”เธอปฏิเสธอย่างอายๆ แล้วนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย“จริงสิคะ ตอนที่คุณทักฉันน่ะ คุณเรียกชื่อและนามสกุลฉันถูกต้องด้วยคุณรู้ได้ยังไงกันคะ ในเมื่อฉันยังไม่เคยบอกคุณเลย”
“ผมรู้จากประวัติของคุณน่ะ” อุสมานตอบตามตรงพลางจ้องหน้านวลใสที่แทบไร้เครื่องสำอางอย่างพอใจผู้หญิงที่เขาพบทุกคนมักแต่งงานกันทั้งนั้น บางคนแต่งหน้าจัดเกินไปเรียกได้ว่าหากเอาหน้าไปแนบชิดมีหวังอาจได้เครื่องสำอางที่ฉาบเอาไว้ติดหน้ากลับมาด้วยก็เป็ได้และบางคนพอล้างเครื่องสำอางออกจากหน้าก็แทบจะดูไม่ได้เลยก็มี ซึ่งถ้าถามเขาว่าชอบผู้หญิงแต่งหน้าไหมก็ต้องบอกว่าชอบล่ะเพราะดูสวยดีแต่หากให้ชอบที่สุดก็ต้องตอนไม่แต่งหน้าเลยมากกว่า เนื่องจากเขาชอบผิวใสๆ ที่มีกลิ่นเนื้อแท้มากกว่ากลิ่นปรุงแต่งของเครื่องสำอางนั่นเอง
“ประวัติของฉันหมายความว่าไงคะ”เนตรนภาเริ่มมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่ไว้ใจ ก็จะให้ไว้ใจได้อย่างไรกันในเมื่ออีกฝ่ายเล่นสืบประวัติเธอแบบนี้ด้านอุสมานพอเห็นสายตาของหญิงสาวก็รู้ทันทีว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่เขาจึงรีบบอกให้เธอสบายใจ
“ไม่ต้องกลัว ที่ผมให้คนไปสืบประวัติคุณมานั้นผมไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรหรอกผมแค่อยากรู้จักคุณเท่านั้นเอง”
“อยากรู้จักฉัน” เธอทวนคำเสียงสูงอย่างไม่เข้าใจ สายตายามจ้องมองอีกฝ่ายยังคงมีความหวาดระแวงเช่นเดิม“คุณอยากรู้จักฉันไปทำไมกันคะ”ถามออกไปแล้วคำตอบชนิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในใจของหญิงสาวทันที เอ๊ะ...หรือว่าเขาสนใจเราเขาคิดจะจีบเราหรือเปล่านะ เพียงแค่คิดเล่นๆใบหน้าอ่อนใสก็แดงระเรื่อขึ้นเสียแล้ว
“ผมอยากชวนคุณมาทำงานด้วยกัน” อุสมานพูดเข้าประเด็นอย่างไม่รีรอทำเอาเนตรนภาอ้าปากค้างก่อนจะหุบฉับในวินาทีต่อมาแก้มนวลที่เป็สีระเรื่อขึ้นเพราะรู้สึกม้จะหาเหตุผลให้ตัวเองได้แต่หญิงสาวก็ยังไม่วายคร่ำครวญดแผ่นดินหนีอายแน่ๆขาคิดจะจีบเราหรือเปล่านะหวังเครื่องสำอางที่ฉาบเอาไว้ังวเขินบัดนี้ก็ยังคงแดงก่ำอยู่ทว่าความรู้สึกกลับเปลี่ยนเป็ความอับอายแทน เธอต้องรู้สึกอับอายเป็ครั้งที่สองแล้วเมื่ออยู่ใกล้ๆผู้ชายคนนี้จนเนตรนภาอดพาลโมโหเขาไม่ได้
ก็จะไม่ให้โมโหได้ยังไงกันในเมื่อคำพูดของเขาพาให้เธอคิดเข้าข้างตัวเองแบบนั้นเป็ใครมาเจอพูดแบบนี้ใส่ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันก็ต้องคิดแบบเธอทั้งนั้น เชื่อสิ หากเป็เขาบ้างแล้วถูกเธอพูดว่าอยากรู้จักใส่เขาก็ต้องคิดไปไกลเหมือนเธอเช่นกันแหละน่าโอ๊ย...น่าอายชะมัดเลย ดีนะที่ไม่พูดออกไปไม่อย่างงั้นคงได้มุดแผ่นดินหนีอายแน่ๆ เลยเราแม้จะหาเหตุผลให้ตัวเองได้แต่หญิงสาวก็ยังไม่วายรู้สึกเสียหน้าอยู่ดี
“ผมมีข้อเสนอมาให้คุณด้วยนะถ้าคุณยอมมาทำงานกับผมละก็ผมจะให้เงินเดือนคุณมากกว่าที่ทำงานเก่าถึงสามเท่าทีเดียวและพอถึงสิ้นปีผมจะมีโบนัสให้คุณพิเศษกว่าพนักงานคนอื่นๆ ด้วยแถมยังมีบ้านพักที่สะดวกสบายพร้อมรถยนต์ให้แล้วก็...”อุสมานร่ายยาวถึงผลประโยชน์ที่จะมอบให้เพราะไม่อยากพูดอ้อมไปอ้อมมาให้เสียเวลาอีกแล้วความจริงเื่นี้เขาไม่จำเป็ต้องมาพูดเองก็ได้ ส่งใครมาเจรจาแทนก็เหมือนกัน แต่อะไรก็ไม่รู้ดลใจให้เขาเป็คนรับหน้าที่นี้เสียเองซึ่งชายหนุ่มก็ยังแปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกัน
“เดี๋ยวค่ะเดี๋ยวคุณหยุดพูดก่อนค่ะ” เนตรนภารีบร้องห้ามเมื่ออีกฝ่ายเล่นพูดไม่หยุดหญิงสาวมองหน้าชายหนุ่มที่ยังไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อด้วยสายตาค้นคว้าแล้วถามอย่างข้องใจออกมา“ฉันเริ่มจับต้นชนปลายไม่ถูกแล้วนะคะ อยู่ๆคุณก็ปรากฏตัวแล้วมาพูดเื่ข้อเสนองานอะไรก็ไม่รู้ฉันยังไม่รู้เลยว่าคุณทำงานอะไรและชื่ออะไร แล้วฉันจะตัดสินใจถูกได้ยังไงกันล่ะคะ”
“จริงสินะ” อุสมานพยักหน้าอย่างเห็นด้วยและอดขำในความใจร้อนของตนเองไม่ได้ ชายหนุ่มล้วงนามบัตรในกระเป๋าสตางค์ซึ่งอยู่ในกระเป๋ากางเกงสแล็คสีดำสนิทของตนเองออกมาแล้วยื่นส่งให้หญิงสาวที่ยื่นมือออกมารับไปอ่าน
“บริษัทจามินราไดมอน” เนตรนภาอ่านชื่อบริษัทบนนามบัตรใบจิ๋วสีขาวสะอาดด้วยน้ำเสียงแ่เบา และยิ่งได้อ่านชื่อพร้อมตำแหน่งของคนตรงหน้าหญิงสาวก็ยิ่งนึกทึ่งเข้าไปใหญ่ก่อนจะแอบภูมิใจอยู่ลึกๆที่ประธานกรรมการใหญ่ของบริษัทจามินรา ซึ่งเป็บริษัทขายเครื่องเพชรและอัญมณีอันดับหนึ่งของประเทศมายื่นข้อเสนอให้เธอด้วยตัวเองเช่นนี้
“ใช่ ผมอุสมาน จามินราประธานกรรมการใหญ่ของบริษัทจามินราไดมอน ยินดีที่ได้รู้จักกันอย่างเป็ทางการนะครับคุณเนตรนภาฮาคุมาจิ” อุสมานยื่นมือออกมาทักทายอย่างเป็ทางการ เนตรนภาอดมือสั่นนิดๆไม่ได้ขณะยื่นมือทักทายตอบออกไปเพราะไม่คิดว่าจะได้พบคนใหญ่คนโตแบบนี้เธอได้ยินข่าวคราวของเขามาบ้างว่าเขาร่ำรวยมหาศาลขนาดไหนแถมยังมีอิทธิพลในประเทศพอตัวเลยทีเดียว
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”
“แล้วตกลงว่าอย่างไรครับคุณจะรับข้อเสนอของผมมั้ย บอกตรงๆ ผมอยากได้คุณมาร่วมงานด้วยจริงๆ”
เนตรนภามองหน้าอีกฝ่ายนิ่งนานก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงเป็ปกติหลังจากหายตื่นเต้นแล้ว
“ทำไมคุณถึงอยากได้ตัวฉันไปร่วมงานด้วยล่ะคะ”
“เพราะคุณมีฝีมือน่ะสิผม้าคนมีฝีมือมาร่วมงานด้วยคุณสร้างสรรค์ผลงานจนทำยอดขายให้กับบริษัทของคุณได้อย่างถล่มทลายจนตอนนี้ชื่อเสียงของคุณดังไปทั่วประเทศแล้วมีบริษัทคู่แข่งมากมายที่้าซื้อตัวคุณไปร่วมงานด้วยและบริษัทผมก็เป็หนึ่งในนั้น”
“คุณจะแน่ใจได้ยังไงกันคะว่าฉันเก่งจริงบางทีมันอาจฟลุคก็ได้นะคะเพราะมันเป็ผลงานชิ้นแรกของฉัน ชิ้นที่สองสามหรือสี่อาจทำไม่ได้แบบนี้ก็ได้”
“คุณพูดถ่อมตัวเกินไปแล้วผมเห็นผลงานชิ้นแรกของคุณผมก็รู้แล้วว่าคุณมีฝีมือ คุณเป็นักออกแบบรุ่นใหม่ไฟแรงมีจินตนาการมากมาย ผมเชื่อว่าจะได้ผลงานชิ้นเยี่ยมจากคุณอีกหลายชิ้นอย่างนอนแน่” อุสมานเอ่ยชมจากใจ เขาทำงานด้านนี้และเห็นนักออกแบบมาเยอะทำไมเขาจะดูไม่ออกว่าใครมีฝีมือจริงหรือไม่จริง
“ขอบคุณที่ชมนะคะ”
“แล้วคำตอบของคุณล่ะครับ”
เนตรนภานิ่งคิดไปอึดใจใหญ่ก่อนให้คำตอบเขาอย่างสุภาพ
“ฉันขอปฏิเสธค่ะต้องขอโทษด้วยนะคะ”
“ที่คุณปฏิเสธเพราะข้อเสนอที่ผมให้มันน้อยไปหรือว่า...”
“ไม่ใช่หรอกค่ะ” หญิงสาวตอบปัดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองเล็กน้อยเพราะไม่พอใจคำพูดของเขาที่พูดเหมือนกับว่าเธอเห็นแก่เงินซึ่งอุสมานก็รับรู้ได้ในทันทีจึงรีบกล่าวขอโทษออกมา
“ถ้าคำถามของผมทำให้คุณไม่พอใจก็ต้องขอโทษด้วย”
“ไม่เป็ไรค่ะ” อารมณ์ขุ่นมัวเริ่มลดระดับลง “ที่ฉันปฏิเสธคุณเพราะฉันยังมีความสุขกับการทำงานที่เดิมอยู่ค่ะฉันทำงานด้านนี้เพราะใจรักเป็อันดับแรกเพราะฉะนั้นเื่เงินเดือนหรือสิทธิพิเศษอื่นๆ ฉันไม่สนใจหรอกค่ะขอแค่ได้รับเงินเดือนตามความเหมาะสมกับงาน มีเพื่อนร่วมงานที่โอเคฉันก็พอใจแล้วล่ะค่ะไม่คิดจะย้ายไปที่ไหนอีก” ประโยคสุดท้ายหญิงสาวเน้นคำเสียงหนักๆ
“สรุปคือคุณปฏิเสธโดยสิ้นเชิงไม่ว่าผมจะยื่นข้อเสนอให้สักเท่าไรก็ตาม”อุสมานเลิกคิ้วถามยิ้มๆ แววตาเขาเปล่งประกายพอใจอยู่ลึกๆ
“ค่ะต้องขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้คุณต้องเสียเวลา”
“ไม่เป็ไรครับ เฮ้อ...” เขาว่าพลางถอนใจ “ผมเสียดายคุณนะ แต่ผมก็ชื่นชมในความคิดของคุณเช่นกันเอาแบบนี้ก็แล้วกัน ผมจะรอคุณเปลี่ยนใจ อย่าเพิ่งปฏิเสธเลยครับเพราะอนาคตมันเป็สิ่งไม่แน่นอน” อุสมานรีบเอ่ยขัดเมื่อเห็นหญิงสาวทำท่าจะคัดค้าน “คุณเก็บนามบัตรของผมเอาไว้ก่อนก็แล้วกันผมยังรอคุณอยู่เสมอถ้าคุณเปลี่ยนใจเมื่อไรก็โทรหาผมได้ทุกเมื่อเลยนะครับ”
“ขอบคุณค่ะที่ยังให้โอกาสฉัน” เนตรนภาเก็บนามบัตรของเขาใส่ไว้ในกระเป๋า ในใจนั้นคิดไว้แล้วว่าจะไม่มีวันโทรไปอย่างแน่นอนเพราะเธอไม่ใช่คนที่ชอบเนรคุณใครบริษัทเอชแอลไดมอนได้ให้โอกาสเด็กตกงานอย่างเธอได้มีงานทำและได้แสดงฝีมือจนโด่งดังเป็ที่้าไปทั่วในขณะดังนั้นเธอจะอยู่ทำงานให้กับบริษัทต่อไปซึ่งถ้าเธอจะออกจากบริษัทก็มั่นใจได้เลยว่าไม่ใช่เื่เงินหรือผลประโยชน์ใดๆอย่างแน่นอน เนตรนภาคิดด้วยความมุ่งมั่นก่อนจะเอ่ยขอตัวกลับคอนโดฯ
“นี่ก็เย็นมากแล้วเห็นทีฉันคงต้องขอตัวกลับก่อนล่ะค่ะ”
“เชิญครับ”
อุสมานนั่งมองตามหลังหญิงสาวไปด้วยความรู้สึกพึงพอใจและนึกชื่นชมในความคิดยิ่งนักถ้าถามว่าเขาผิดหวังไหมที่ถูกปฏิเสธ แน่นอนล่ะว่าต้องรู้สึกผิดหวังเป็ธรรมดาแต่ในใจลึกๆกลับดีใจมากกว่าที่อีกฝ่ายไม่เห็นแก่เงินเหมือนหลายๆ คนที่ผ่านมาความจริงเื่แบบนี้ก็ไม่ใช่เื่ผิดร้ายแรงอะไรนักหรอกเพราะคนทุกคนก็้าความก้าวหน้าและความสะดวกสบายกันทั้งนั้นเมื่อมีข้อเสนอที่ดีกว่าก็ต้องคว้าไว้เป็ธรรมดาซึ่งก็อยู่ที่ว่าใครจะคว้ามากคว้าน้อยเท่านั้นเอง
อุสมานนั่งอยู่ตรงนั้นจนพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าทำให้ความมืดเริ่มเข้ามาปกคลุมแทนแสงสว่าง แม้ได้นั่งเล่นที่นี่เพียงไม่ถึงชั่วโมงแต่ชายหนุ่มกับรู้สึกผ่อนคลายทั้งสายตาและความรู้สึกจนชักเริ่มติดใจที่นี่ขึ้นมาซึ่งหากมีโอกาสและมีเวลาว่างมากพอเขาคงได้มานั่งเล่นที่นี่อีก
พระอาทิตย์หายลับไปจากท้องฟ้าอุสมานจึงลุกขึ้นแล้วเดินกลับไปทางเดิมที่เดินเข้ามาโดยมีรีมกับบาห์จะซึ่งยืนคอยรักษาความปลอดภัยให้เ้านายอยู่ห่างๆ ั้แ่แรกแล้วเดินตามผู้เป็นายไปที่รถ
ออกมาจากสวนสาธารณะแล้วเนตรนภาก็ไปเดินเล่นและหาอะไรทานที่ตลาดซึ่งอยู่ไม่ไกลจากคอนโดฯ มากนักเพราะเดินไปเพียงแค่สิบนาทีก็ถึงหญิงสาวเดินดูข้าวของพร้อมกับหาของกินอร่อยๆ ทานจนอิ่มแปล้ถึงได้กลับเข้าที่พักซึ่งก็เป็เวลาทุ่มกว่าแล้ว
“บอส...” เนตรนภาแปลกใจเมื่อเข้ามาในห้องโถงของคอนโดฯ แล้วเห็นฮาลิมประธานกรรมการใหญ่ของบริษัทเอชแอลไดมอนที่เธอทำงานอยู่นั่งอยู่บนโซฟารับรองแขกหญิงสาวเคยพบฮาลิมอยู่หลายครั้งนับั้แ่เข้าทำงานมา ครั้งแรกก็เป็วันที่เธอมารายงานตัวเข้าทำงานกับทางบริษัทซึ่งก็ได้เข้าพบกับเ้าของบริษัทเลยทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้นเป็อย่างมากพอได้พบและพูดคุยกับเขาจริงๆ ความกลัวเกรงก็หายไปหมดเพราะชายหนุ่มเป็คนอัธยาศัยดีและใจดีมากเขามีเมตตากับผู้น้อยอย่างเธอมากจนน่าประทับใจ
ฮาลิมเป็คนหน้าตาดี ใบหน้าของเขาออกไปทางหวานๆคล้ายผู้หญิงมากกว่าจะหล่อคมเข้มสมชาย รูปร่างเขานั้นสูงใหญ่สมส่วน องค์ประกอบโดยรวมของชายหนุ่มดูดีจนสาวๆหลายคนพากันฝันหา ทั้งหล่อทั้งรวยเรียกได้ว่าครบสูตรของชายหนุ่มในฝันเลยทีเดียว จึงไม่น่าแปลกใจที่ฮาลิมจะติดอันดับยี่สิบหนุ่มโสดสุดเพอร์เฟกต์ที่สาวๆทั่วประเทศอยากเป็แฟนด้วยของนิตยสารดังระดับประเทศ ซึ่งผู้ชายที่เธอเพิ่งได้พบก่อนหน้านี้ก็ติดอันดับกับเขาด้วยเหมือนกัน
หญิงสาวอดเทียบผู้ชายสองคนที่ได้เจอในเวลาไล่เลี่ยกันไม่ได้รูปร่างหน้าตาของอุสมานกับฮาลิมเทียบกันแล้วก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันนักเลยคนหนึ่งหน้าหวานแต่อีกคนหน้าคมสันสมชายชาตรีก็อยู่ที่ว่าใครจะชอบแบบไหนมากกว่าเท่านั้นแต่สิ่งหนึ่งที่เนตรนภารู้สึกได้ถึงความแตกต่างจากตัวของผู้ชายสองคนนี้คือบุคลิกลักษณะฮาลิมมีบุคลิกที่นุ่มนวลดูอ่อนโยนในขณะที่อุสมานดูแข็งแกร่งทว่าไม่แข็งกร้าว ไม่ว่าเขาจะพูดด้วยอิริยาบถไหนก็ดูมีอำนาจแฝงอยู่ด้วยตลอดเวลา
“แนนนี่...” ฮาลิมหันมาเห็นเธอเข้าก็ส่งยิ้มหวานให้พลางลุกขึ้นยืนรอ เนตรนภาจึงจำต้องเดินเข้าไปหาก่อนจะสอบถามอย่างสุภาพอ่อนน้อม
“สวัสดีค่ะบอส เอ่อ...บอสมีธุระกับดิฉันหรือเปล่าคะ” ที่เธอถามเช่นนี้เพราะไม่มีพนักงานบริษัทคนไหนพักอยู่ในคอนโดฯ แห่งนี้เลยและการที่ฮาลิมรู้จักที่พักของเธอก็เป็เพราะว่าเขาเคยมาส่งเธอหลายครั้งแล้วนั่นเอง
“ใช่ผมมีธุระสำคัญมากที่จะพูดกับคุณ”
“เื่งานหรือคะ”
“ก็...ไม่เชิงเท่าไรผมว่าเราขึ้นไปคุยกันบนห้องของคุณดีกว่านะ จะได้คุยธุระกันได้สะดวกหน่อย” ฮาลิมพูดคล้ายกับออกคำสั่งอย่างเคยตัวแล้วทำท่าจะเดินนำไปที่ลิฟต์จนเนตรนภาต้องรีบเรียกไว้
“เดี๋ยวก่อนค่ะบอสคือ...ดิฉันว่าเราคุยกันที่นี่ดีกว่านะคะ”เนตรนภาบอกเสียงอ่อนๆ สีหน้าดูลำบากใจอย่างเห็นได้ชัดที่เธอขัดขวางเช่นนี้ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจเ้านายหรอกนะ แต่เพราะตอนนี้มันมืดค่ำแล้วคงจะดูไม่เหมาะสมสักเท่าไรนักที่จะให้ผู้ชายเข้าห้องและอยู่ด้วยกันสองต่อสอง
“ทำไมคุณรังเกียจผมงั้นหรือ”ฮาลิมถามอย่างไม่พอใจเพราะระงับอารมณ์ไม่อยู่เนื่องจากมีความโกรธอีกเื่หนึ่งสุมอยู่ในใจก่อนแล้ว
“เปล่านะคะ” หญิงสาวรีบปฏิเสธเสียงหลงหน้าตาตื่นชักทำอะไรไม่ถูกเพราะนี่เป็ครั้งแรกที่เธอได้เห็นบอสผู้ใจดีโกรธ “เพียงแต่มันดูไม่เหมาะเท่านั้นเองค่ะเพราะนี่มันก็มืดค่ำแล้ว”
ฮาลิมถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะยอมทรุดตัวลงนั่งตามเดิมเนตรนภาเองก็แอบถอนใจเช่นกันแล้วเดินมาทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาเดี่ยวซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับฮาลิม
“บอสมีธุระอะไรกับดิฉันหรือคะ”
ฮาลิมรู้สึกเซ็งจัดที่หญิงสาวไม่ยอมทำตามคำสั่งเขาเคยขอให้เธอเรียกชื่อตัวเองแทนคำว่าดิฉันยามพูดกับเขาแต่เธอก็ไม่ปฏิบัติตามเลย แต่เอาเถอะเื่นี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่จะต้องพูดกันในตอนนี้เพราะเขามีเื่ที่สำคัญกว่าเป็ล้านเท่า
“ผมรู้มาว่าวันนี้คุณไปเจอกับไอ้...เอ่อ...คุณอุสมานมาคงไม่ต้องให้ผมอธิบายใช่มั้ยว่าอุสมานคนนี้คือใคร”ฮาลิมเอ่ยเสียงเข้ม หน้าตานั้นดูเคร่งเครียดจัด
เนตรนภาฟังแล้วก็นิ่วหน้าด้วยความแปลกใจที่อีกฝ่ายรู้เื่นี้เพราะมันเพิ่งผ่านมาไม่ถึงสองชั่วโมงเลยด้วยซ้ำและเธอก็ไม่คิดว่าจะมีใครรู้เื่นี้ด้วยเพราะวันนี้เป็วันหยุดอีกทั้งแถวที่พักของเธอก็ไม่มีพนักงานในบริษัทคนไหนพักอยู่เลยสักคน
“บอสรู้ได้ยังไงกันคะ”
“ผมรู้ได้ยังไงคุณไม่ต้องรู้หรอกแค่ตอบคำถามของผมมาว่าเขามาพูดอะไรกับคุณบ้างและคุณไปรู้จักเขาั้แ่เมื่อไรกัน” ชายหนุ่มคาดคั้นเสียงเข้ม หน้าตาที่เคยดูใจดีเริ่มดุดันขึ้นจนเนตรนภารู้สึกกลัว
“คุณอุสมานมาชวนดิฉันไปทำงานด้วยค่ะ” เนตรนภาตอบตามจริงพร้อมกับสู้สายตาไม่ยอมหลบเพราะคิดว่าไม่ได้ทำอะไรผิด และที่เลือกตอบเพียงสั้นๆแค่นี้เนื่องจากไม่เห็นว่าเื่ที่เจอกันได้อย่างไรมันจะสำคัญตรงไหน
“อะไรนะ!” ฮาลิมอุทานอย่างใก่อนจะเค้นถามอย่างเอาเื่ “แล้วคุณตอบไปว่ายังไงตกลงหรือไม่ตกลง! ว่าไง ตอบมาสิว่าได้ตกลงไปหรือเปล่า!”
น้ำเสียงอันดังก้องของฮาลิมเรียกสายตาจากคนที่เดินเข้าเดินออกภายในคอนโดฯได้ดี จนเนตรนภารู้สึกอับอายพาลโกรธคนตรงหน้าขึ้นมาบ้าง
“เปล่าคะ” หญิงสาวตอบเสียงห้วนเพราะเริ่มไม่พอใจขึ้นมาบ้างแล้วเช่นกัน เื่แค่นี้ทำไมต้องคาดคั้นเธออย่างเอาเป็เอาตายด้วยนะไม่เข้าใจเลย เนตรนภาต่อว่าในใจก่อนพูดประโยคต่อไป “บอสวางใจเถอะค่ะดิฉันไม่ใช่คนเห็นแก่เงินขนาดนั้น ดิฉันตอบปฏิเสธคุณอุสมานไปเรียบร้อยแล้วล่ะค่ะ”
ได้ยินเช่นนี้ฮาลิมก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกเมื่อความโกรธสลายไปใบหน้าดุดันก็แปรเปลี่ยนกลับมาเป็ใจดีเหมือนเดิมชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงความไม่พอใจของหญิงสาวจึงส่งยิ้มขอลุแก่โทษมาให้
“ผมขอโทษนะแนนนี่ที่เผลอตวาดใส่คุณไปพอดีผมกลัวมากไปหน่อยเพราะผมไม่อยากสูญเสียคุณไป”ความหมายของคำพูดสุดท้ายกินนัยลึกแต่คนฟังไม่ได้คิดไกลเกินไปนักอย่างที่อีกฝ่าย้า
“ดิฉันเข้าใจค่ะ ดิฉันไม่ใช่คนอกตัญญูหรอกค่ะบอสให้โอกาสดิฉันได้ทำงานดิฉันไม่เคยลืม” เสียงของเนตรนภายังเรียบเย็นทำเอาบอสใหญ่แห่งเอชแอลไดมอนรู้สึกใจเสีย
“คุณโกรธผมเหรอแนนนี่ผมขอโทษนะ ยกโทษให้ผมได้มั้ย” เขาทำเสียงอ้อนอย่างที่เคยทำกับสาวคนอื่นๆเพราะหวังว่ามันจะได้ผลเหมือนกัน
เนตรนภานิ่งอึ้งไปชั่วขณะเพราะไม่คิดว่าเ้าของบริษัทจะมาง้องอนพนักงานต๊อกต๋อยอย่างเธอเห็นแล้วก็รู้สึกละอายใจที่ให้ผู้ใหญ่กว่ามาขอโทษไม่ได้หญิงสาวจึงรีบบอกอย่างรู้สึกผิด
“บอสคะบอสไม่ต้องมาขอโทษดิฉันหรอกค่ะ เพราะมันเป็สิทธิ์ของบอสที่จะสอบถามพนักงาน”
“ผมขอโทษที่ตวาดใส่คุณ”
“ดิฉันไม่โกรธหรอกค่ะ”
“จริงนะครับ” เขาถามย้ำอย่างลิงโลด เมื่อเธอพยักหน้าให้จึงรีบรุกทันที “ถ้าแนนนี่หายโกรธผมแล้วจริงๆ งั้นคืนเราไปฟังเพลงกันนะครับ”
“เอ่อ...คงต้องขอปฏิเสธค่ะเพราะ...ดิฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายสักเท่าไร”เนตรนภาหาทางเลี่ยงด้วยการอ้างว่าไม่สบาย เธอไม่ชอบเที่ยวกลางคืนอยู่แล้วและที่สำคัญไม่อยากทำตัวสนิทสนมกับเ้าของบริษัทเกินไปเนื่องจากไม่อยากตกเป็ขี้ปากของเพื่อนร่วมงานแม้จะบริสุทธิ์ใจก็ตามที
“เป็อะไรมากหรือเปล่าไปหาหมอมั้ยครับ”
“ไม่ต้องหรอกค่ะนอนพักคืนนี้ก็คงหาย”
ฮาลิมไม่ได้โง่ เขารู้ทันว่าหญิงสาวจงใจปฏิเสธแต่ก็ยอมถอยเพราะไม่อยากหักหาญน้ำใจเธอเกินไปเมื่อเธออ้างเช่นนี้ชายหนุ่มก็จำเป็ต้องขอตัวกลับก่อน เขาล่ำลาเธอแล้วเดินออกจากคอนโดฯไปซึ่งพอเข้ามานั่งในรถส่วนตัวแล้วฮาลิมก็สั่งลูกน้องคนสนิทซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าคู่กับคนขับทันที
“ยัดซิมแกจัดหาลูกน้องฝีมือดีสักคนส่งไปสั่งสอนไอ้อุสมานมันหน่อยซิ ว่าอย่ามายุ่งกับคนของฉัน”
“ครับเ้านาย” ยัดซิมรับคำเสียงเหี้ยม
ฮาลิมยกยิ้มอย่างพอใจความโกรธที่ถูกอุสมานจ้องแทงข้างหลังยังไม่สลายไป ตอนแรกที่ทราบจากลูกน้องที่เขาใช้ให้คอยสะกดรอยตามดูเนตรนภาว่าเห็นเธอนั่งคุยอยู่กับอุสมานตรงสวนสาธารณะนั้นเขาโกรธมากเพราะคิดว่าอีกฝ่ายกำลังหมายตาผู้หญิงคนเดียวกับเขาแต่พอได้ฟังความจริงจากปากหญิงสาวแล้ว ชายหนุ่มก็รู้สึกแปลกใจเป็อย่างยิ่งที่อุสมานทำแบบนี้เนื่องจากเมื่อก่อนไม่ว่าเขาจะทุ่มเงินซื้อตัวพนักงานเก่งๆจากอีกฝ่ายมากแค่ไหนอุสมานก็ไม่เคยตอบโต้ด้วยวิธีเดียวกันเลย
หรือมันจะใช้เป็ข้ออ้างเพราะความจริงแล้วมันหมายปองในตัวเนตรนภาเหมือนกันพอคิดถึงจุดนี้ฮาลิมก็กัดฟันกรอดคำรามลั่นอยู่ในใจ ไม่! เขาจะไม่ยอมให้มันมาชุบมือเปิบไปได้อย่างเด็ดขาดเขามองเนตรนภามาสองเดือนกว่าแล้วเรียกได้ว่าั้แ่เห็นหน้าเธอครั้งแรกเลยก็ว่าได้เขาถูกใจใบหน้าใสๆ ท่าทางยังเหมือนเด็กๆ ของเธอ เพราะยังไม่เคยลิ้มลองผู้หญิงแนวนี้เลยผู้หญิงส่วนมากที่ฮาลิมเคยนอนด้วยก็มีแต่พวกจัดจ้านเก่งสังเวียนรบกันแล้วทั้งนั้นถ้าได้ลองแบบไม่ประสีประสาบ้างคงตื่นเต้นดี
ชายหนุ่มคิดเช่นนี้จริงๆ ในตอนแรกแต่พอได้พูดคุยกันเห็นถึงท่าทีหวงเนื้อหวงตัวของเธอและไม่หลงใหลไปกับหน้าตาหรือว่าฐานะของเขา เขาก็เริ่มชอบเธอมากขึ้นจนกระทั่งมีความคิดที่จะรับเธอมาเป็ภรรยาอย่างออกหน้าออกตาดังนั้นฮาลิมจึงยังไม่ผลีผลามทำอะไรให้ไก่ตื่น เขาจะค่อยๆ ตะล่อมให้เธอติดกับดักให้ได้ขึ้นชื่อว่าผู้หญิงยังไงก็แพ้ลูกตื๊อกับการเอาอกเอาใจอยู่วันยังค่ำ เพราะเขาเชื่ออย่างนั้นถึงได้ใจเย็นมาจนถึงทุกวันนี้
แต่เพื่อไม่ให้แม่ไก่ตัวน้อยของเขาหันเหไปสนใจคนอื่นที่มีเหนือกว่าเขาทุกอย่างแทนดังนั้นเขาจะต้องรีบกำจัดมันไปให้พ้นทาง!
รูปถ่ายของหญิงสาวมากหน้าหลายตาพร้อมประวัติส่วนตัววางเกลื่อนกลาดอยู่บนโต๊ะกระจกตัวเตี้ยบนโซฟาตัวใหญ่แสนนุ่มสบายมีร่างของซาลิม่านั่งอยู่ สีหน้าของหญิงสูงวัยนั้นเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความเคร่งเครียดขณะอ่านประวัติของหญิงสาวรายสุดท้ายอยู่
“แย่จริง” ท่านบ่นอย่างหัวเสียพร้อมกับฟาดกระดาษแผ่นสุดท้ายลงบนโต๊ะกระจกอย่างแรงบ่งบอกถึงอารมณ์ขณะนี้ได้เป็อย่างดี “ทำไมไม่มีสาวโสดที่ยังไม่ได้แต่งงานบ้างเลยนะโอ๊ย! ฉันจะบ้าตาย เมื่อไรฉันถึงจะหาเจอนะ” ซาลิม่าคร่ำครวญด้วยความท้อใจ พลางเอนหลังพิงพนักโซฟาอย่างคนหมดแรง ท่านหลับตาลงด้วยความอ่อนล้าในจิตใจท่านหลับตาอยู่พักหนึ่งก็ลืมขึ้นใหม่ด้วยแววตาที่มุ่งมั่นกว่าเดิม
ท้อได้แต่อย่าถอยเพราะหากท่านถอยท่านก็จะเสียสิ่งที่ท่านรักไปตลอดกาลเพราะฉะนั้นท่านจะสู้ให้ถึงที่สุด เมื่อคิดได้ดังนั้นซาลิม่าก็คว้าโทรศัพท์บ้านขึ้นมากดโทรหานักสืบของท่านทันที