โจวเหวินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ทั้งที่เขาไม่ได้เลื่อนสู่ระดับตำนาน แต่คุณสมบัติด้านต่าง ๆ กลับเพิ่มขึ้นหนึ่งแต้ม จากเดิมที่เก้าแต้มกลายเป็นสิบแต้ม
การเพิ่มขึ้นหนึ่งแต้มครั้งนี้ทำให้โจวเหวินรู้สึกเหลือเชื่อเล็กน้อย เพราะเก้าแต้มควรจะเป็นขีดจำกัดสูงสุดของระดับธรรมดาแล้ว ต่อให้เขาดูดซับผลึกที่สูงกว่าสิบแต้มก็ไม่มีประโยชน์
เขาเคยพิสูจน์เรื่องนี้ในตอนที่เขาดูดซับผลึกความเร็วสิบสามแต้ม แต่คัมภีร์สะกดเซียนนี้กลับทำลายข้อจำกัดนี้ได้
“คัมภีร์สะกดเซียนเป็นพลังลมปราณแบบไหนกันแน่” เมื่อโจวเหวินนึกถึงคัมภีร์สะกดเซียน ก็สังเกตเห็นว่าแผ่นโลหะสีม่วงสิบสามแผ่นที่เดิมทีเขาถือไว้ในมือหาย ไม่รู้ว่ามันหายไปตั้งแต่เมื่อไร
หลี่เสวียนที่อยู่ข้าง ๆ ยังคงอยู่ในภาวะฝึกฝน ส่วนคนขับรถที่อยู่ข้างหน้าก็ถูกกั้นด้วยกระจกกันกระสุนแสงผ่านด้านเดียว จึงไม่มีทางหยิบคัมภีร์สะกดเซียนไป
โจวเหวินค้นหาทั่วตัว แต่ไม่พบแผ่นโลหะสีม่วงที่สลักคัมภีร์สะกดเซียนเลย
“แปลกจริง” โจวเหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่รู้ว่าการหายไปของคัมภีร์สะกดเซียนเป็นเรื่องดีหรือร้ายกันแน่
แต่ในเมื่อหาไม่เจอ โจวเหวินก็ไม่คิดจะฝืนหาคำตอบ เขาเห็นว่าหลี่เสวียนยังคงฝึกฝนวิชาเทพไร้เทียมทาน จึงหยิบโทรศัพท์มาเล่นเกมต่อ แต่การสังหารมดแกร่งธรรมดาหรือมดแกร่งกลายพันธุ์ก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว ดังนั้นโจวเหวินเล่นไปครู่เดียวก็ออกจากเกม พิงเบาะแล้วหลับตานอนพัก
คนทั่วไปไม่ใช่ว่าอยากจะนอนก็นอนหลับได้ แต่โจวเหวินกลับแตกต่าง ขอแค่เขาอยากนอนหลับก็จะหลับสนิทอย่างรวดเร็วได้ทุกที่ทุกเวลา ต่อให้เบื้องหน้าจะเป็นภูเขาใบมีดทะเลเพลิง เขาก็นอนหลับได้เหมือนกัน
นี่ก็นับเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่ง ไม่ใช่สิ่งที่ใครก็ทำได้ง่าย ๆ
สาเหตุที่โจวเหวินอยากนอนในเวลานี้ เพราะเขาอยากรู้ว่าหลังจากตัวเองฝึกคัมภีร์สะกดเซียนสำเร็จ เขายังจะมีอาการผีอำไหม
ตุบตุบ ! ตุบตุบ !
แต่นอนไปได้ไม่นาน โจวเหวินก็รู้สึกหัวใจเต้นแรงอีกครั้ง หน้าอกอึดอัดเหมือนถูกบางอย่างกดทับ
“ให้ตายเถอะ เอาอีกแล้ว !” โจวเหวินรู้สึกหงุดหงิด เขาฝึกคัมภีร์สะกดเซียนแล้ว แต่อาการผีอำที่แปลกประหลาดนี้กลับยังไม่หายไป
ไม่ใช่แค่ยังไม่หายไป แต่เหมือนว่าจะรุนแรงกว่าเดิมด้วย โจวเหวินได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นข้างหู เสียงนั้นเหมือนไม่ได้มาจากโลกมนุษย์ รู้สึกเหมือนอยู่ไกลมาก แต่ก็เหมือนอยู่ใกล้มาก ฟังไม่ออกว่ากำลังพูดอะไร ราวกับเสียงกระซิบจากปีศาจในขุมนรก
โจวเหวินอยู่ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่นตลอดทาง จนกระทั่งหลี่เสวียนเขย่าปลุกเขา เขาถึงตื่นจากอาการผีอำที่ผิดปกติ
แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกับอาการผีอำสองครั้งที่ผ่านมา ครั้งนี้โจวเหวินไม่ได้รู้สึกทรมานจนอยากอาเจียน แค่เหงื่อออกทั้งตัว เมื่อถูกลมพัดมาก็รู้สึกสดชื่นขึ้น จิตใจก็เหมือนจะปลอดโปร่งขึ้นมาก
“มหาวิทยาลัยซีหยางใช้ระบบการดูแลแบบกึ่งปิด หลังจากเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว พวกเราทุกคนต้องพักอยู่ในหอพัก แม้แต่ฉันก็ไม่มีข้อยกเว้น ก่อนจะถึงตอนนั้น นายพักอยู่กับฉันก่อนแล้วกัน” หลี่เสวียนลงจากรถแล้วพาโจวเหวินเดินเข้าไปในคฤหาสน์หลังหนึ่ง
หลังจากเกิดพายุมิติต่างมิติ เนื่องจากมิติต่างโลกในลั่วหยางอุดมสมบูรณ์มาก จึงกลายเป็นหนึ่งในเมืองศูนย์กลางของสหพันธ์โลกเขตตะวันออก และตรงนี้ยังเป็นเขตที่เจริญที่สุดในเมือง กล่าวได้ว่าพื้นที่แต่ละตารางนิ้วมีมูลค่ามหาศาล การที่มีคฤหาสน์อยู่ในพื้นที่นี้ได้ จะต้องเป็นคนที่ร่ำรวยมากหรือไม่ก็มีอำนาจมาก
โจวเหวินไม่แปลกใจที่หลี่เสวียนอยู่ตรงนี้ได้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือ ในคฤหาสน์หลังใหญ่โตนี้ นอกจากคนขับรถของหลี่เสวียนแล้ว ก็ไม่มีคนรับใช้อื่นสักคน
“กว้างขวางใหญ่โตขนาดนี้ นายคงไม่ได้ทำความสะอาดเองหรอกนะ” โจวเหวินนั่งถามอยู่บนโซฟา
“เมื่อก่อนที่นี่มีคนรับใช้อยู่บ้าง แต่ฉันหาทางไล่พวกเขาออกหมดแล้ว ยังไงซะฉันก็มีบางเรื่องที่ไม่ต้องการให้คนนอกรับรู้” หลี่เสวียนหยิบเครื่องดื่มกระป๋องหนึ่งจากตู้เย็นแล้วโยนให้โจวเหวิน ก่อนจะยิ้มพูดต่อ “อีกทั้งฉันไม่ค่อยได้กลับมา เป็นคุณชายเจ้าสำราญนี่นา ก็ต้องนอนตามสถานที่หรูหราให้สมกับฐานะของฉัน ส่วนนายก็อยู่ที่นี่อย่างสบายใจไปก่อนเถอะ ไว้เปิดเทอมแล้วฉันจะหาวิธีให้ทางมหาวิทยาลัยจัดพวกเราอยู่ห้องเดียวกัน”
“ในหอมหาวิทยาลัยไม่มีห้องเดี่ยวเหรอ” โจวเหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาชินกับการอยู่คนเดียวมาตั้งแต่เล็กจนโต อีกทั้งยังต้องเล่นเกม การอยู่คนเดียวจึงดีกว่า
“ไม่มี ทางสหพันธ์พยายามปลูกฝังทักษะการต่อสู้เป็นทีมให้พวกเรามาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบภาคปฏิบัติที่จัดทีมสี่คน หรือการทำงานเป็นทีมช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามแนวทางนี้ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยซีหยางที่มีกองทัพอยู่เบื้องหลัง ระบบการบริหารจัดการเลยเป็นแบบกึ่งทหาร จะคงให้มีห้องพักเดี่ยวคงเป็นไปไม่ได้ แม้แต่อันจิ้งยังต้องอยู่หอพักรวมเหมือนกัน” หลี่เสวียนกล่าว
“อันจิ้งก็เข้ามหาวิทยาลัยซีหยางเหรอ” โจวเหวินตกใจเล็กน้อย
“แน่นอนอยู่แล้ว พี่ชายของเธอเป็นถึงผู้บัญชาการอันเทียนจั่ว มีตำแหน่งสูงในกองทัพ เธอก็ต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัยซีหยางที่มีกองทัพอยู่เบื้องหลังสิ”
เมื่อหลี่เสวียนพูดถึงตรงนี้ก็ถามโจวเหวินด้วยสีหน้ายิ้มเจ้าเล่ห์ “เล่าให้เพื่อนฟังบ้างสิ นายไปทำอะไรอันจิ้งไว้กันแน่ เธอถึงตั้งใจย้ายไปโรงเรียนมัธยมกุยเต๋อเพื่อจัดการนายโดยเฉพาะ ด้วยนิสัยของอันจิ้ง เธอไม่เคยทำเรื่องแบบนี้มาก่อนเลยนะ”
โจวเหวินคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมองหลี่เสวียนแล้วถามว่า “นายรู้จักโอวหยางหลานไหม”
“รู้จักสิ ถ้าใช้ชีวิตอยู่ในลั่วหยางแล้วไม่รู้จักแม้กระทั่งโอวหยางหลาน ก็คงเสียชื่อกันหมด” หลี่เสวียนยิ้มพูด “อย่าบอกนะว่านายมีเรื่องกับโอวหยางหลาน งั้นนายโชคร้ายจริง ๆ ไม่แปลกที่อันจิ้งตามเล่นงานนาย”
โจวเหวินส่ายหน้า “ฉันไม่ได้มีเรื่องกับโอวหยางหลาน”
“งั้นนายพูดถึงเธอทำไม” หลี่เสวียนมองโจวเหวินอย่างสงสัย
โจวเหวินถามต่อ “โอวหยางหลานมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในช่วงนี้บ้างไหม”
“มีสิ ใครในเมืองลั่วหยางบ้างจะไม่รู้ว่าโอวหยางหลานแต่งงานใหม่ แต่ไม่ได้จัดงานใหญ่โต แค่เชิญเพื่อนที่สนิทร่วมงานเลี้ยง คนนอกต่างไม่รู้ว่าโอวหยางหลานแต่งงานกับใคร แค่ได้ยินมาว่าเป็นนักแปล เหมือนจะสกุลโจว...” เมื่อหลี่เสวียนพูดถึงตรงนี้ก็เบิกตากว้างทันที มองโจวเหวินแล้วถามว่า “นายก็สกุลโจว...พวกนายคงไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกันหรอกนะ”
โจวเหวินแค่ส่ายหน้าโดยที่ไม่ได้พูดอะไรต่อ ส่วนหลี่เสวียนก็อยากรู้อยากเห็นมาก แต่ถ้าโจวเหวินไม่ยอมเล่า เขาเองก็ทำอะไรไม่ได้
หลังจากโจวเหวินย้ายมาพักที่บ้านของหลี่เสวียน เมื่อเขากลับไปที่ห้องของตัวเอง ก็โทรหาโจวหลิงเฟิงทันที
โจวหลิงเฟิงเป็นพ่อของโจวเหวิน ไม่ใช่ลูกชายของโจวเหวิน เขาจึงไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามต่อการตัดสินใจของโจวหลิงเฟิง ดังนั้นไม่ว่าโจวหลิงเฟิงจะอยากทำอะไร โจวเหวินก็ไม่เคยคิดจะคาดคั้นเอาคำตอบ
ความจริงโจวหลิงเฟิงเองก็ไม่เคยขัดการตัดสินใจของโจวเหวิน แม้แต่เรื่องสำคัญอย่างการเข้าเรียนมหาวิทยาลัย โจวหลิงเฟิงก็ไม่เคยแสดงความคิดเห็นเลย สิ่งนี้กลายเป็นความเข้าใจที่ปราศจากคำพูดระหว่างพวกเขาสองพ่อลูก
โจวเหวินโทรหาโจวหลิงเฟิง แค่เพื่อแจ้งข่าวว่าเขามาถึงลั่วหยางแล้ว และหลังจากนี้จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยซีหยาง
“ลูก สอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จแล้วเหรอ ผลสอบเป็นยังไงบ้าง” เสียงของโจวหลิงเฟิงดังขึ้นจากโทรศัพท์ เสียงฟังดูเกียจคร้าน
“ก็ไม่เลว ผมยื่นสมัครเข้ามหาวิทยาลัยซีหยางแล้ว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ต่อจากนี้คงได้เรียนที่นั่น” โจวเหวินกล่าว
“มหาวิทยาลัยซีหยางเหรอ นั่นอยู่ที่ลั่วหยางนี่นา ลูกมาพักอยู่กับพ่อสิ” โจวหลิงเฟิงกล่าว
“ไม่เป็นไรครับ ผมพักอยู่บ้านเพื่อนชั่วคราว พอเข้าเรียนแล้วจะย้ายไปอยู่หอเลย” โจวเหวินไม่อยากข้องเกี่ยวกับตระกูลอัน
โจวหลิงเฟิงเองก็ไม่ได้บังคับโจวเหวิน “ก็ได้ ถ้าต้องการอะไรก็บอกพ่อได้นะ พ่อจะพยายามจัดการให้เต็มที่ ลูกเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ถือว่าไม่เด็กแล้ว พ่อจะเพิ่มเงินค่าใช้จ่ายรายเดือนให้ลูกนะ”
โจวเหวินไม่ได้ปฏิเสธ แค่ถามขึ้นมาว่า “พ่อครับ พ่อไปได้วิชาพิฆาตตะวันมาจากไหนเหรอ”