เสียงระฆังภายในเขตสำนักหมื่นกลจักรดังกังวานต่ำ
ก้องสะท้อนทั่วแคว้นโลหะราวกับเสียงลมหายใจของจักรกลโบราณที่ยังมีชีวิต
หลิงเซียวนั่งนิ่งอยู่ภายในห้องฝึกส่วนตัวของตน
หลังการประลองกับเหลียนอวิ๋นเพียงวันเดียว พลังจิตในร่างเขากลับยิ่งนิ่งสงบยิ่งขึ้น
ไม่ใช่เพราะพักฟื้น…แต่เพราะกำลัง “แปรรูปพลัง”
เขานั่งขัดสมาธิบนแผ่นกลไกทองแดงที่ฝังไว้กลางห้อง
ปลายนิ้วแตะวงจรจิตภายในร่าง — กลจักรพลังปราณหมุนช้าลง ราวกับกำลังปรับสภาพใหม่
‘จิตของข้า…มันไม่ใช่แค่พลังที่เพิ่มขึ้น’
‘แต่กำลังเปลี่ยนวิธีที่ข้ามองโลก…’
ในห้วงจิต เขาเห็นฟันเฟืองขนาดมหึมาหมุนวนอยู่ในความว่างเปล่า
เหมือนโลกทั้งใบประกอบขึ้นจากโครงสร้างและกลไกที่ซ้อนทับกันไม่รู้จบ
และตรงแก่นกลางของโครงสร้างนั้น—มีบางสิ่งกำลังรอเขาอยู่
ทันใดนั้น ประตูไม้เปิดออก
เฟิ่งเหยาเดินเข้ามาอย่างเงียบงันพร้อมกับเอกสารบางอย่างในมือ
“จดหมายจากอาจารย์เยว่อี้” นางยื่นให้
หลิงเซียวรับมา เปิดดูคร่าว ๆ ก่อนจะเลิกคิ้วเล็กน้อย
“ข้าได้รับเชิญไปยัง ‘หอแก่นกลาง’…?”
เฟิ่งเหยาพยักหน้า
“นั่นคือสถานที่สำหรับผู้ที่ถูกคัดเลือกให้เรียนรู้ศาสตร์ลับของสำนักโดยตรงจากกลจักรแก่นกลาง”
“ไม่เคยมีศิษย์ใหม่คนใดได้รับเชิญภายในเดือนแรก…เจ้าเป็นคนแรก”
หลิงเซียวหลุบตาลง
“…หรือเพราะ ‘มัน’ เลือกข้า”
—
หอแก่นกลางมิได้ตั้งอยู่กลางนครอย่างที่คิด
แต่มันฝังลึกอยู่ภายใต้ฐานของหอคอยจักรกลหลัก — ต้องเดินผ่านทางเดินเวียนวงกลมทอดยาวที่สร้างจากหินจักรโลหะซ้อนกันถึงเจ็ดชั้น
ระหว่างทาง เขาพบกับเหล่าอาวุโสที่ยืนเฝ้าเหมือนหุ่นกลนิ่ง
พวกเขาไม่เอ่ยคำใด เพียงผงกศีรษะเบา ๆ เมื่อเขาผ่านไป
และในที่สุด…เขาก็มาถึงห้องกลมขนาดใหญ่
กลางห้อง มีแท่นโลหะโบราณหนึ่งตั้งอยู่ บนแท่นคือ “แก่นกลางแห่งจักรกล”
มันคือวัตถุทรงกลมสีเงินหม่น ผิวเป็นเส้นลายละเอียดหมุนวนราวกับวงจรเวทนับไม่ถ้วน
ภายในมีแสงจาง ๆ ที่ไม่หยุดเคลื่อนไหว
มันไม่พูด ไม่ส่งเสียง
แต่เพียงยืนอยู่ใกล้ก็รู้สึกถึงแรงดึงดูดมหาศาลที่ซึมเข้าสู่จิต
“สัมผัสมัน…แล้วเจ้าจะรู้”
เสียงของเยว่อี้ดังก้องจากมุมห้อง เขายืนอยู่ตรงเงามืด ไม่เดินเข้ามาใกล้
หลิงเซียวมองแก่นกลางอยู่ครู่หนึ่ง…ก่อนจะยื่นมือออกไป
ทันทีที่ปลายนิ้วแตะลง
ภาพในสายตาของเขาก็เปลี่ยนไป
—
เขาเห็นอดีตกาลไกลโพ้น
สำนักหมื่นกลจักรยังไม่มีแม้แต่เสาแรก
มีเพียงชายผู้หนึ่ง—กำลังนั่งเงียบงันท่ามกลางภูผาหิมะ ถือแผ่นไม้หนึ่งแผ่น
แต่สิ่งที่ชายผู้นั้นเขียนลงไป…กลับไม่ใช่อักษร
แต่เป็น “สูตรกลไกของโลก”
ฟันเฟืองหมุนจากอากาศ
พลังวิญญาณไหลเป็นท่อเส้นเลือด
และเส้นสายแห่งโชคชะตาก็ถูกปรับแต่งได้เหมือนแกนหมุน
ภาพนั้นเปลี่ยน
เขาเห็นนักประดิษฐ์ผู้เปลี่ยนเสียงดนตรีให้กลายเป็นคลื่นทำลาย
เห็นผู้ใช้เวทกลผนวกกลศาสตร์กับจิตวิญญาณกลายเป็น “จอมเวทจักรกล”
เห็นจักรกลขนาดใหญ่ยืนต้านทัพนับหมื่นด้วยเพียงผู้ควบคุมหนึ่งคน
แต่เหนือทั้งหมดนั้น
เขาเห็นแก่นกลางของโลก—ที่ไม่ใช่พลัง
แต่คือ “ความเข้าใจ”
—
หลิงเซียวลืมตาขึ้นอีกครั้ง
เหงื่อเย็นไหลจากไรผมลงสู่คาง
แต่แววตาของเขากลับใสกระจ่างดั่งกระจกใส
เยว่อี้เดินเข้ามา
“เจ้าสัมผัสมันแล้วใช่หรือไม่”
“ใช่”
เสียงเขานิ่ง แต่หนักแน่น
“เจ้าจะเริ่มเข้าใจว่า ‘พลัง’ มิใช่สิ่งที่ต้องฝึก…แต่คือสิ่งที่ต้อง ‘เปิดเผย’ จากภายใน”
“จากนี้ไป—เส้นทางของเจ้า จะไม่ใช่แค่ของศิษย์แห่งหมื่นกลจักร…”
“…แต่คือผู้ที่อาจเดินเข้าสู่ระดับ ‘ผู้ออกแบบจักรวาล’ ได้ในสักวัน”