เกิดใหม่ในยุคสามก๊ก พร้อมระบบสังหารศัตรูอัปเลเวล!

    บทที่ 39 กันหยง เจี่ยนเซี่ยนเหอ

            “พี่ใหญ่ ข้าไม่ยินยอม!”

     

            เมื่อเห็นฟางรุ่ยเดินไปคัดเลือกคน เตียวหุยก็เป็นคนแรกที่เอ่ยคัดค้าน กำลังทหารของพวกเขามีไม่มากอยู่แล้ว ยามนี้ยังต้องยกให้ผู้อื่น จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร จึงเตรียมจะเข้าไปคัดค้านและขัดขวาง

     

            แต่เล่าปี่กลับเอ่ยขัดขึ้นว่า “เอ๊กเต๊ก พวกเราไม่มีปัญญาเลี้ยงดูทหารมากมายถึงเพียงนี้!”

     

            “แต่ก็ใช่ว่าจะต้องยกให้ผู้อื่นนี่ขอรับ” เตียวหุยพูดอย่างไม่ยินยอม “หรือว่าพวกเราจะลองหาทางอื่นดูอีกสักนิด?”

     

            หยางเจาเลิกคิ้วขึ้น เน้นย้ำว่า “ศิษย์พี่ ข้าขอเอ่ยให้กระจ่างแจ้งอีกคราว การจะยืมเงินนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ เงินรางวัลของข้าก็มีไม่มาก พอใช้จ่ายเท่านั้น หากไม่ยกคนสามร้อยยี่สิบคนให้ข้า เช่นนั้นก็แล้วกันไป ข้าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของพวกพี่น้องท่านอีก”

     

            “พี่รอง ท่านว่าควรจะยกให้หรือไม่?”

     

            เตียวหุยหันไปมองกวนอู

     

            กวนอูหรี่ตาลงเล็กน้อย ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “ข้าเห็นพ้องกับการตัดสินใจของพี่ใหญ่”

     

            ในเมื่อไม่มีเงื่อนไขจะเลี้ยงดูทหารมากมายถึงเพียงนั้น แต่ยังยืนกรานจะรั้งคนห้าร้อยกว่าคนไว้ สุดท้ายอาจจะไม่เหลือใครเลยสักคน การแบ่งออกไปส่วนหนึ่ง แล้วรั้งไว้ส่วนหนึ่ง ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

     

            เมื่อไปถึงอำเภอเหลียงเซียง มีตำแหน่งขุนนางติดตัว พวกเขายังสามารถระดมพลซ่องสุมกำลังทหาร ขยายกองกำลังส่วนตัว และสร้างเสริมกองกำลังให้เกรียงไกรขึ้นมาใหม่ได้

     

            “ศิษย์พี่ ตอนนี้ท่านคิดว่าอย่างไร?”

     

            หยางเจาเอ่ยถามอีกคราว

     

            การต้องแบ่งคนออกไปสามร้อยยี่สิบคน เล่าปี่เองก็ตัดใจไม่ลง แต่ก็พยักหน้ารับว่า “ย่อมต้องดำเนินต่อไป ศิษย์น้องโปรดปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างดีด้วย”

     

            “ข้าจะดูแลพวกเขาอย่างดีแน่นอน!”

     

            หยางเจายิ้มแล้วกล่าวต่อ “ฟางรุ่ย ดำเนินการต่อได้!”

     

            เตียวหุยไม่อาจขัดขวางได้ เมื่อลองคิดดูอย่างลึกซึ้ง ก็เข้าใจถึงความยากลำบากในยามนี้ ตลอดจนการตรึกตรองของพี่ใหญ่และพี่รอง จึงได้แต่บ่นอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ล้วนเป็นเพราะพี่ใหญ่เอาแต่ดื่มเหล้าอยู่ในลั่วหยาง จนใช้จ่ายเงินของพวกเราจนหมดสิ้น”

     

            เล่าปี่หน้าแดงก่ำด้วยความเก้อเขิน ไม่อาจเอ่ยโต้แย้งได้

     

            ไม่นานนัก ฟางรุ่ยก็คัดเลือกคนสามร้อยยี่สิบคนออกมา คนสามร้อยกว่าคนนี้ไม่มีใครคัดค้าน เดินตามหลังหยางเจาไปแต่โดยดี

     

            นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ในที่สุดหยางเจาก็มีกองกำลังทหารเป็นของตนเอง ไม่ใช่ผู้บัญชาการที่ไร้กองกำลังอีกต่อไป

     

            “ขอบคุณขอรับศิษย์พี่!”

     

            หยางเจายิ้มอย่างเบิกบานใจ แล้วออกเดินทางต่อ

     

            พวกเขาเดินทางออกจากด่านเฮาโลก๋วน เลาะขึ้นเหนือไปตามเทือกเขาไท่หาง ผ่านเมืองจาวเกอ เมืองหานตาน เมืองจงซาน และสถานที่อื่น ๆ เดินทางอยู่กว่าครึ่งเดือน ในที่สุดก็มาถึงบริเวณใกล้เคียงกับอำเภอจัวเซี่ยนของเมืองจัวจวิ้น

     

            อำเภอจัวเซี่ยนของเมืองจัวจวิ้น ก็คือบ้านเกิดของเล่าปี่นั่นเอง

     

            เตียวหุยเองก็เป็นชาวเมืองจัวจวิ้น เมื่อเดินทางกลับมาถึงที่นี่ จึงรู้สึกผูกพันและคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง

     

            “ศิษย์น้อง พวกเราเร่งเดินทางกันมานานถึงเพียงนี้ ย่อมไม่เสียเวลาหากจะช้าลงสักนิด เดินทางผ่านอำเภอจัวเซี่ยนทั้งที ไปนั่งพักที่บ้านของข้าสักหน่อยดีหรือไม่?”

     

            เล่าปี่เอ่ยเชิญชวน

     

            หยางเจาเห็นพ้องว่า “ก็ดีเหมือนกัน!”

     

            พวกเขาให้กองกำลังส่วนตัวตั้งค่ายพักแรมอยู่นอกเมือง แล้วจึงเดินเข้าไปในอำเภอจัวเซี่ยนด้วยกัน

     

            “เสวียนเต๋อ เป็นเจ้าจริง ๆ ด้วย!”

     

            ในตอนนั้นเองก็มีชายคนหนึ่งเดินสวนมา

     

            เล่าปี่ยังไม่ทันถึงบ้าน ก็พบเจอคนคุ้นเคยบนท้องถนนด้านนอก เขายิ้มพลางกล่าวว่า “เซี่ยนเหอ ไม่ได้พบกันเสียเนิ่นนาน”

     

            กล่าวจบ เขาก็หันกลับมามองหยางเจา เอ่ยแนะนำว่า “ท่านนี้คือศิษย์น้องของข้า นามหยางเจา นามรองหมิงกวาง ส่วนท่านนี้คือสหายเก่าของข้า กันหยง นามรองเซี่ยนเหอ”

     

            ที่แท้ชายผู้นี้ก็คือกันหยง

     

            “ยินดีที่ได้พบขอรับ!”

     

            หยางเจาเอ่ยทักทายตามมารยาท

     

            กันหยงประสานมือคารวะเป็นการตอบรับ แล้วถามว่า “เสวียนเต๋อ มิใช่เคยบอกว่าหลังปราบกบฏโพกผ้าเหลืองจะได้รับการแต่งตั้งให้รับราชการอยู่ในลั่วหยางหรอกหรือ เหตุใดจึงเดินทางกลับมาเล่า?”

     

            เล่าปี่ใบหน้าร้อนผ่าว รู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย “การรับราชการอยู่ในลั่วหยางย่อมเป็นเรื่องดี แต่ข้าและศิษย์น้องมีอุดมการณ์ ไม่ได้รั้งอยู่ที่ลั่วหยาง คราวนี้ได้รับการแต่งตั้งเป็นมือปราบแห่งอำเภอเหลียงเซียง เพื่อปกป้องชายแดนทิศเหนือให้แก่ราชวงศ์ฮั่น”

     

            หยางเจาหน้าขึ้นสีดำคล้ำ นี่มันเหตุผลของตนชัด ๆ กลับถูกเล่าปี่ขโมยไปใช้เสียอย่างนั้น

     

            “เสวียนเต๋ออุดมการณ์สูงส่งยิ่งนัก!”

     

            กันหยงเอ่ยชมเชยด้วยความเลื่อมใส

     

            จากนั้นเล่าปี่ก็เชื้อเชิญพวกเขาไปที่บ้าน

     

            บ้านของเขาในอำเภอจัวเซี่ยน ขนาดไม่ใหญ่และไม่เล็ก ฐานะทางบ้านธรรมดา ภายในบ้านยังมีท่านอา หลิวหยวนฉี่ และลูกพี่ลูกน้อง หลิวเต๋อหราน ซึ่งลูกพี่ลูกน้องผู้นี้ก็เป็นศิษย์ของโลติดเช่นกัน

     

            พวกเขาต้อนรับขับสู้หยางเจาอย่างอบอุ่น

     

            หลิวหยวนฉี่เมื่อรู้ว่าเล่าปี่มีตำแหน่งขุนนาง กำลังจะเดินทางไปรับตำแหน่ง เพื่อปกป้องชายแดนให้แก่บ้านเมือง ย่อมตื่นเต้นยินดีเป็นล้นพ้น

     

            เล่าปี่เอ่ยขึ้นว่า “ข้าเดินทางกลับมาคราวนี้ อยากจะเอ่ยถามเซี่ยนเหอ ว่ามีความสนใจจะเดินทางไปอำเภอเหลียงเซียงด้วยกันกับพวกเราหรือไม่?”

     

            ในที่สุดหยางเจาก็กระจ่างแจ้ง เล่าปี่เดินทางกลับมาอำเภอจัวเซี่ยน ก็เพื่อคิดจะชักชวนกันหยงให้มาเป็นคนของตนเองนั่นเอง

     

            เล่าปี่ในช่วงแรกไร้ซึ่งกุนซือไว้ใช้งาน

     

            กันหยงนับเป็นกุนซือของเขา แต่ความสามารถกลับไม่ได้เก่งกาจนัก ในช่วงหลังทำหน้าที่เป็นเพียงนักการทูต คอยเดินทางไปเจรจาพูดคุยเสียเป็นส่วนใหญ่

     

            สำหรับเล่าปี่แล้ว ต่อให้กันหยงจะมีความสามารถไม่สูงส่ง แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย ทั้งยังเริ่มมีความคิดที่จะสร้างขุมกำลังส่วนตัว และวางแผนหาทางรอดให้ตนเองแล้ว

     

            “ข้ายินดีอย่างยิ่ง!”

     

            กันหยงตอบตกลงอย่างรวดเร็ว

     

            หยางเจาพักผ่อนอยู่ในอำเภอจัวเซี่ยนหนึ่งวัน เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเขาก็ออกเดินทางกันอีกครั้ง

     

            อำเภอเหลียงเซียงอยู่ทางทิศเหนือของอำเภอจัวเซี่ยน เป็นอำเภอเล็ก ๆ ที่มีประชากรไม่ถึงหนึ่งหมื่นครัวเรือน ตามกฎระเบียบแล้ว หากมีหนึ่งหมื่นครัวเรือนขึ้นไปจะเรียกว่าเซี่ยนลิ่ง*[1] หากต่ำกว่าหนึ่งหมื่นครัวเรือนจะเรียกว่าเซี่ยนจ่าง*[2] ดังนั้นหยางเจาจึงเป็นนายอำเภอรับเบี้ยหวัดหกร้อยสือ*[3]

     

            ถือเป็นข้าราชการระดับสูงสุดของอำเภอเล็ก ๆ แห่งนี้

     

            อำเภอเหลียงเซียงไม่มีนายอำเภอและมือปราบ เหลือเพียงผู้ช่วยนายอำเภอคนเดียวเท่านั้น

     

            พวกเขาเดินทางต่ออีกสามวัน ในที่สุดก็มาถึงจุดหมายปลายทาง พบว่าบริเวณประตูอำเภอ แม้แต่ทหารยามก็ไม่มี เมื่อไม่มีนายอำเภอและมือปราบคอยควบคุม ทุกสิ่งอย่างจึงหย่อนยานไปหมด

     

            โชคดีที่เหลียงเซียงยังไม่เกิดความวุ่นวาย

     

            เมื่อมาถึงที่ว่าการ ก็เห็นที่นี่มีทหารเพียงสามนายยืนอยู่อย่างสะเปะสะปะ เมื่อเห็นคนมาก็รีบเข้ามาขวางไว้ทันที

     

            “ข้าคือนายอำเภอคนใหม่”

     

            หยางเจานำตราประจำตำแหน่งของตนออกมา

     

            ขุนนางที่รับเบี้ยหวัดสี่ร้อยสือถึงสองพันสือ จะใช้ตราทองแดงสายรัดสีดำ ส่วนเล่าปี่ในฐานะมือปราบ มีเพียงตราทองแดงสายรัดสีเหลืองเท่านั้น

     

            ทหารทั้งสามนายจำตราประจำตำแหน่งได้ ก็รีบโค้งกายขออภัย แล้วพาพวกหยางเจาเข้าไปภายในที่ว่าการ

     

            ภายในว่างเปล่าไร้ผู้คน ข้าวของวางกระจัดกระจายไร้คนดูแล บางที่ยังเต็มไปด้วยฝุ่นหนาเตอะ ราวกับไม่ได้ใช้เป็นที่ทำงานมาเนิ่นนานแล้ว ต่อให้นายอำเภอจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ก็ยังมีผู้ช่วยนายอำเภอและขุนนางคนอื่น ๆ ไม่น่าจะถึงขั้นไร้คนทำงานเช่นนี้

     

            “ขุนนางคนอื่น ๆ เล่า?” หยางเจาเอ่ยถามเสียงเข้ม

     

            ทหารสามนายนั้นอ้ำอึ้ง เหมือนมีบางอย่างที่ไม่กล้าพูดออกมา

     

            หยางเจาถามซ้ำอีกครั้ง “ผู้ช่วยนายอำอยู่ที่ใด?”

     

            “ผู้ช่วยนายอำเภอ... ไม่ได้มาทำงานครึ่งเดือนแล้วขอรับ”

     

            หนึ่งในนั้นทำใจกล้าเอ่ยออกมา

     

            หยางเจาพอจะเข้าใจได้ว่า ผู้ช่วยนายอำเภอคงเป็นพวกที่กินเบี้ยหวัดเปล่าโดยไม่ทำงาน โชคดีที่เวลาผ่านไปไม่นาน อำเภอเหลียงเซียงจึงยังไม่เกิดความวุ่นวาย มิเช่นนั้นประชากรเก้าพันกว่าครัวเรือนในเมือง ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร

     

            “ขุนนางคนอื่น ๆ ในอำเภอเหลียงเซียงเป็นเหมือนผู้ช่วยนายอำเภอ ไม่ยอมจัดการงานใด ๆ เลยหรือ?”

     

            เล่าปี่เอ่ยถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง แล้วเอ่ยต่อว่า “ข้าคือมือปราบคนใหม่”

     

            เขาถือเป็นผู้บังคับบัญชาสายตรงของทหารสามนายนี้ ตำแหน่งมือปราบ เทียบเท่ากับผู้กำกับการสถานีตำรวจของอำเภอ

     

            ทหารทั้งสามนายพยักหน้าเล็กน้อย

     

            “ขุนนางเหล่านั้นไม่เพียงแต่ไม่จัดการงาน แต่พวกเขายังเป็นคนของตระกูลโจว รวมถึงตัวผู้ช่วยนายอำเภอด้วยขอรับ”

     

            ทหารคนที่เอ่ยปากเมื่อครู่ กล่าวต่อว่า “ตระกูลโจวเป็นตระกูลที่ใหญ่ที่สุดในท้องถิ่นของพวกเรา นายอำเภอคนก่อนถูกตระกูลโจวซื้อตัว ทั่วทั้งอำเภอ ตระกูลโจวชี้ไม้เป็นไม้ชี้นกเป็นนก พวกเรายังได้ยินมาอีกว่า นายอำเภอคนใหม่กำลังจะเดินทางมาถึง จึงเตรียมจะข่มขวัญนายอำเภอคนใหม่ เพื่อให้นายอำเภอคนใหม่รับรู้ ว่าที่อำเภอเหลียงเซียง ผู้ใดเป็นผู้กุมอำนาจขอรับ”

     

            ตอนนี้ที่ว่าการจึงว่างเปล่าไร้ผู้คน

     

            หยางเจาเดินทางมารับตำแหน่ง ไร้คนออกมาต้อนรับ นั่นก็คือการข่มขวัญที่ตระกูลโจวมอบให้ เพื่อทำลายบารมีของข้าราชการใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง

     

            “ตระกูลในอำเภอเล็ก ๆ อย่างมากก็เป็นเพียงตระกูลชนชั้นสามัญชนธรรมดา หรือไม่ก็เป็นพ่อค้าที่มีทรัพย์สินมหาศาล กล้ากำเริบสิบเกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”

     

            กันหยงส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “นายอำเภอและเสวียนเต๋อมารับตำแหน่งที่นี่ หากต้องเผชิญหน้ากับตระกูลโจว ปัญหาอาจจะไม่ใช่น้อย ๆ ยิ่งเป็นตระกูลเล็ก ๆ เช่นนี้ ก็ยิ่งจัดการได้ยาก”

     

            [1] เซี่ยนลิ่ง เป็นคำใช้เรียกนายอำเภอที่ปกครองอำเภอขนาดใหญ่ มีประชากร 10,000 ครัวเรือนขึ้นไป

     

            [2] เซี่ยนจ่าง เป็นคำใช้เรียกนายอำเภอที่ปกครองอำเภอขนาดเล็ก มีประชากร ต่ำกว่า 10,000 ครัวเรือน

     

            [3] สือ เป็นหน่วยตวงปริมาตรและน้ำหนักโบราณของจีน โดย 1 สือ ในสมัยราชวงศ์ฮั่น มีน้ำหนักประมาณ 27-30 กิโลกรัม

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ในยุคสามก๊ก พร้อมระบบสังหารศัตรูอัปเลเวล! ที่คุณอ่าน