มหาปราชญ์ต่างโลก

    ตอนที่ 80 พวกเจ้ามันก็สวะกันทั้งนั้น

    หลินเทียนใช้เวลาไปหลายชั่วยามในการฟื้นฟูพลังของตัวเอง แต่ถึงจะเป็นอย่างงั้นมันก็เป็นผลดีต่อเขาอย่างมากมายมหาศาลนั่นเป็นเพราะพลังของเขานั้นเพิ่มมากขึ้นถึง 1 ระดับ เพียงแค่นี้ก็นับว่าการมาเยือนที่หอคอยสวรรค์แห่งนี้นั้นนับว่าไม่สูญเปล่าแล้ว ไม่เพียงแต่ตัวของหลินเทียนเท่านั้นที่สามารถเพิ่มระดับพลังความแข็งแกร่งของตนได้แต่ก็มีศิษย์รุ่นเยาว์เป็นจำนวนไม่น้อยที่สามารถทำได้เช่นกันแต่ช่างเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ตัวของพวกมันนั้นตกรอบไปก่อน ส่วนทางด้านของหลินเทียนนั้นยิ่งตัวของเขามีระดับพลังความแข็งแกร่งมากเท่าใดร่างกายของเขานั้นก็ต้องการปัจจัยภายนอกและภายในเท่านั้นเพื่อที่จะมาเสริมสร้างพลังเวทของตน ร่างกายของหลินเทียนนั้นเป็นถึงผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับ 7 ดาว จึงต้องการพลังเงินที่มาหล่อเลี้ยงเสริมสร้างเป็นพิเศษหากตัวของเขาสามารถทะลวงผ่านระดับไปได้พลังของหลินเทียนย่อมมากกว่าผู้ที่อยู่ระดับเดียวกันอย่างมากมายมหาศาลณ ด้านนอกของหอคอยสวรรค์มีศิษย์รุ่นเยาว์เป็นจำนวนไม่น้อยที่ถูกส่งออกมาสู่ด้านนอกของหอคอยทางด้านของผู้อำนวยการชิงหลงจ้องมองภาพเหตุการณ์ด้านหน้าด้วยความพึงพอใจอย่างถึงที่สุดนั่นเป็นเพราะภายในปีนี้นั้นมีผู้ที่สามารถขึ้นไปถึงชั้นลำดับสูงๆได้เป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวและมันมากกว่าปีก่อนๆเสียอีก“ปีนี้มันเกิดอะไรขึ้นกัน ทำไมศิษย์รุ่นเยาว์ของพวกเรามันสามารถที่จะผ่านไปได้ชั้นลำดับสูงๆได้อย่างมากมายนักสถาการณ์เช่นนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ฉินอู๋โหย่วกล่าวออกมาด้วยความสงสัยอย่างถึงที่สุด เพราะพวกมันรู้ซึ้งถึงความร้ายกาจของเจ้าสัตว์อสูรที่คอยเฝ้าในเขาวงกตเป็นอย่างดี มันไม่ใช่สิ่งที่ศิษย์ทั่วไปจะรับมือหรือหนีรอดออกมาได้ทั้งที่จริงพวกมันส่วนนึงก็ควรที่จะถูกส่งตัวออกมาแล้ว เพราะในฐานะของอาจารย์ผู้สอนตัวของมันย่อมรู้ซึ้งถึงขีดความสามารถของศิษย์รุ่นเยาว์แต่ระคนเป็นอย่างดี เหตุการณ์เช่นนี้นั้นช่างเป็นเรื่องที่น่าสงสัยจนเกินไป เห็นทีถ้าพวกมันออกมาตนคงที่จะต้องกล่าวถามกับพวกมันเพียงสักเล็กน้อย“เหอ เหอ ไม่ว่ามันจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็แล้วแต่ แต่ที่แน่ๆศิษย์รุ่นเยาว์ของพวกเรานั้นจะต้องได้ประโยชน์อย่างมากมายมหาศาลเมื่อพวกเขากลับออกมาพวกเขาจะต้องมีความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นไม่มากก็น้อย” ถึงแม้ว่าทางด้านตัวของผู้อำนวยการชิงหลงจะเกิดความสงสัยขึ้นมาเช่นกันว่าแท้จริงแล้วมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ แต่ถึงจะเป็นอย่างงั้นตัวของเขานั้นก็ไม่ได้คิดมากอะไรเพราะสำหรับทางโรงเรียนแล้วนี่มีแต่ได้กับได้เท่านั้น ภาพเบื้องหน้าของพวกมันในยามนี้นั้นเป็นจออักขระเวทชนิดหนึ่งที่กำลังฉายภาพออกมา ถึงจะเป็นอย่างงั้นพวกเขาก็ไม่สามารถล่วงรู้ถึงสถานการณ์ภายในได้ภาพที่แสดงออกมานั้นเป็นเพียงแค่จุดกลมๆสีเขียวที่บ่งบอกถึงพลังงานชีวิตเท่านั้นพวกเขาเพียงแต่ล่วงรู้ได้ว่าในยามนี้นั้นศิษย์รุ่นเยาว์ของตนกำลังขึ้นไปสู่ชั้นไหนแล้วสีของสัญญาณชีวิตของทุกคนนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสีเขียว มีเพียงแต่ตัวของหลินเทียนเท่านั้นที่แตกต่างจากของผู้อื่นสีของเด็กหนุ่มในยามนี้นั้นเป็นสีฟ้า เพราะตัวของผู้อำนวยการชิงหลงนั้นต้องการที่จะเฝ้าติดตามมองดูหลินเทียนเป็นพิเศษว่าแท้จริงแล้วเด็กหนุ่มผู้นี้จะสามารถขึ้นไปสู่ที่ชั้นใดกันแน่“เจ้าคิดว่าเจ้าหนูนั่นมันจะสามารถขึ้นไปสูงสุดที่ชั้นไหนและเป็นไปได้ไหมที่ตัวของเขานั้นจะก้าวข้ามพวกเรา” ฉินอู๋โหย่วกล่าวถามกับสหายของตนด้วยความอยากรู้อยากเห็นเพราะยิ่งชั้นลำดับที่สูงเพียงใดความยากง่ายของมันก็ยิ่งที่จะมีแต่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ แม้แต่ตัวของผู้อำนวยการชิงหลงเองก็สามารถไปถึงเพียงแค่ชั้นที่ 15 เท่านั้นและตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาก็ยังไม่มีศิษย์รุ่นเยาว์คนไหนสามารถที่จะก้าวข้ามมันไปได้เลย“ข้าไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเจ้าหนูนั่นมันจะสามารถขึ้นไปถึงที่ชั้นใดกันแน่ แต่ถ้าหากมันไม่สามารถเทียบชั้นกับข้าได้ตัวข้าเองก็คงรู้สึกผิดหวังอยู่ไม่น้อยแต่ตัวของข้านั้นจะไม่กล่าวโทษมันเป็นอันขาด” ผู้อำนวยการชิงหลงนั้นคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจ้าเด็กหนุ่มผู้นี้นั้นจะสามารถก้าวข้ามตนไปได้ เพราะตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้มีพรสวรรค์ระดับ 7 ดาวนั้นมันยิ่งใหญ่จนเกินไปก็ไม่แปลกที่ตัวของเขานั้นจะคาดหวังตัวหลินเทียนสูงขนาดนั้น“แต่ข้าเชื่อว่าเจ้าหนูนั่นจะไม่ทำให้พวกเราต้องผิดหวังอย่างแน่นอน” ฉินอู๋โหย่วเองกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นสำหรับตัวมันแล้วไม่มีเรื่องไหนที่เจ้าเด็กผู้นี้ที่มันจะทำไม่ได้ ในระหว่างที่พวกมันทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นก็มีศิษย์รุ่นเยาว์ผู้นึงที่ต้องการที่จะขอพบหรือพูดคุยกับพวกมันเป็นการส่วนตัว ผู้ที่จะขอพบหรือพูดคุยกับตัวตนผู้อำนวยการเช่นมันพวกนี้ได้เห็นทีจะมีแต่พวกศิษย์หลักเท่านั้น
    “เจ้ามีธุระอันใด ถึงได้กล้ามารบกวนพวกข้าเช่นนี้” ผู้อำนวยการชิงหลงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่สุดแสนจะเย็นชาเพราะตัวของเขานั้นย่อมรู้ดีว่ามันผู้นี้นั้นมาด้วยเรื่องและเหตุผลอันใด แต่ที่ตัวของเขานั้นไม่รู้สึกสบอารมณ์อย่างถึงที่สุดเพราะเรื่องราวนี้นั้นมันจะต้องเกี่ยวข้องกับหลินเทียนอย่างแน่นอน“ข้าน้อย หมิงโจว ศิษย์หลักลำดับที่ 5 ข้าต้องการที่จะมาขอร้องความเป็นธรรมต่อพวกท่าน หมิงยู่ผู้เป็นน้องชายของข้านั้นถูกศิษย์น้องหลินเทียนทำร้ายจนพิการ การกระทำของเขานั้นช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก ตัวบัดซบเลวทรามเช่นนี้ควรที่จะถูกกำจัดออกจากโรงเรียนจอมเวทของพวกเราให้โดยไวที่สุด ข้าขออาสาที่จะท้าประลองเป็นตายกับมันหวังว่าพวกท่านจะไม่ขัดขวาง” การประลองเป็นตายระหว่างศิษย์ฝ่ายในและศิษย์หลักเช่นนี้นั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมานับว่าโรงเรียนจอมเวทแห่งนี้มีความเสียหายอยู่ไม่มากก็น้อยเพราะศิษย์หลักชั้นหัวแถวพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรไปจากเสาหลักในอนาคตของโรงเรียนจอมเวทแห่งนี้“ก็น้องชายของเจ้ามันสวะ นี่ตัวเจ้าไม่รู้จริงๆอย่างงั้นหรือ” เพียงคำพูดไม่กี่คำของผู้อำนวยการชิงหลงใบหน้าของศิษย์หลักลำดับที่ 5 ถึงกับสั่นสะท้าน ตัวของเขานั้นไม่เคยพบเจอคำพูดที่รุนแรงและเสียดสีเช่นนี้มาก่อนเขาไม่คาดคิดเลยว่าผู้อำนวยการชิงหลงผู้นี้จะเข้าข้างหลินเทียนอย่างออกนอกหน้าเช่นนี้“ท่าน ท่าน” ตัวของมันถึงกับพูดอะไรไม่ออก ใบหน้าของมันในยามนี้นั้นเขียวคล้ำอย่างถึงขีดสุดเนื้อตัวของมันนั้นแทบที่จะสั่นเป็นเจ้าเข้า“ได้ข้าจะให้พวกเจ้าต่อสู้เป็นตายกัน แต่เจ้าจะต้องพาท่านลุงของเจ้ามาเป็นสักขีพยานด้วย” ชิงหลงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมอย่างถึงที่สุด เพราะดูเหมือนว่าท่านลุงของหมิงโจวผู้นี้จะเป็นคนใหญ่คนโตมิใช่น้อย“ได้ เมื่อวันนั้นมาถึงข้าจะพาท่านลุงของข้ามาด้วย” หมิงโจวกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ขุ่นเคือง มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าพูดจากับท่านลุงของมันเช่นนี้