ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 137 กลับมา

            ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้มีสามคนบนโลกนี้ที่อยู่ๆ ก็งานยุ่งขึ้นมาแบบสุดตัว

            หลินเฮ่ายวนต้องถูกเหล่ากษัตริย์จากอาณาจักรต่างๆ ที่แต่ละคนล้วนสวมใส่เสื้อผ้าเครื่องประดับรูปร่างประหลาดๆหลายคนมาตามถามว่า “องค์ชายอยู่ที่ไหนหรือ?ข้าพอจะมีบุญได้เจอบ้างรึเปล่า?”

            เวินติ่งเทียนก็ต้องถูกเหล่าผู้มีอำนาจที่มีฐานะสูงส่งเกินกว่าที่จะสามารถจินตนาการถึงได้ตามถามอยู่ตลอดเวลาว่า“ผู้อาวุโสหลินของพวกท่านยังไม่กลับมาอีกหรือ?มีข่าวคราวของเขาบ้างไหม?”

            ส่วนจ้าวเหวินชางดูจะความสุขมากที่สุดแล้ว

            เพราะเจ้าหมอนี่ตอนนี้แม้แต่กษัตริย์แห่งราชอาณาจักรโล่ยื่อยังต้องเกรงใจเขาสามส่วนเลย เพราะไม่รู้ว่าที่หมอนี่มันเรียกพี่หลินๆอยู่ตลอดเวลาเพราะมันได้เป็นพี่น้องร่วมสาบานกับหลินหยางแล้วจริงๆ หรือมันแค่โม้ขึ้นมาแต่ถ้าเป็นของจริงละก็ก็หมายความว่าหมอนี่มันได้เป็นพรรคพวกกับหลินหยางเรียบร้อยจนลอยลำแล้วน่ะสิ!!!!

            ในตอนนั้นทั่วทั้งภาคตะวันตกและภาคใต้ต่างก็กำลังตามหาชายหนุ่มที่ชื่อว่าหลินหยางผู้นี้กันให้ควั่ก

            แม้แต่มหาอำนาจต่างๆ จากทั้งดินแดนแห่งพื้นที่ราบภาคตะวันออกดินแดนหิมะแห่งภาคเหนือ และสุดท้าย ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ภาคกลางต่างก็เริ่มให้ความสนใจกับชื่อของคนที่อยู่ๆ ก็กลายเป็นที่โด่งดังขึ้นมาคนนี้แล้ว

            แต่หลินหยาง... กลับหายเงียบไปราวกับว่าเขาได้หายสาบสูญไปจากทวีปชี่อู่แห่งนี้แล้วไม่มีใครได้เห็นร่องรอยของเขาอีกเลย

            ..................................

            การเดินทางกลับบ้านของหลินหยางครั้งนี้นั้นกินเวลานานถึงครึ่งเดือนเต็มๆ

            พอผ่านไปครึ่งเดือนแล้วในช่วงเวลาที่วีรกรรมอันกล้าหาญของหลินหยางกกำลังแพร่กระจายไปทั่วเมืองอวิ๋นเฉิงอย่างร้อนแรงอยู่นั่นเองมีอยู่คืนหนึ่ง ได้มีประกายแสงสีดำสายหนึ่งได้ข้ามผ่านขอบฟ้ายามค่ำคืนไปจากนั้นมันก็ร่วงลงมาอยู่ตรงบริเวณที่พักของหลินเฮ่ายวนหรือก็คือลานกว้างของพระราชตำหนักหมื่นปีนั่นเอง

            “ใครน่ะ!!”

            หัวหน้าองครักษ์ที่ทำหน้าที่รักษาการณ์รอบพระราชตำหนักหมื่นปีคือเหวินไท่เป่ย พอเขาเห็นมีคนบินลงมาจากฟ้า ก็รีบส่งเสียงข่มขู่ทันทีแต่ชายฉกรรจ์ผู้มีนิสัยมุทะลุคนนี้เพิ่งแสดงอาการข่มขู่คุกคามออกไปได้ไม่ถึงวินาทีอยู่ๆ สีหน้าของเขาก็พลิกกลับตาลปัตรทันที

            ท่าทางเขาในตอนนี้เหมือนลูกศิษย์ผู้มีศรัทธาแรงกล้าคนหนึ่งที่ในที่สุดก็ได้พบกับเทพเจ้าที่เขานับถือมาโดยตลอดก็ไม่ปานบนใบหน้าของเขาตอนนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกเคารพนับถือและความรู้สึกยินดีจนแทบคลั่ง

            “องค์ชายหลินหยาง!!!!”

            เหวินไท่เป่ยตอนนี้รู้สึกตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างมากจนถ้าไม่ควบคุมอารมณ์ให้ดีๆเขาคงจะซาบซึ้งจนร้องไห้ออกมา ณ ตรงนั้นเลยก็เป็นได้

            “ท่านหัวหน้าเหวิน ไม่เจอกันนานเลยนะ”

            หลินหยางหันไปยิ้มให้กับเหวินไท่เป่ยพร้อมกับพยักหน้าให้ขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกงงงวยอยู่เต็มอก

            นี่มันเรื่องอะไรกัน?

            ทำไมแววตาของหัวหน้าเหวินถึงได้ดูน่าขนลุกขนาดนี้ล่ะนี่?

            หลินหยางยังไม่รู้ตัวเลยว่าชื่อเสียงของตัวเองในเมืองอวิ๋นเฉิงตอนนี้ได้โด่งดังเหนือพ่อของเขาหลินเฮ่ายวนไปไกลมากแล้ว

            แค่เขาไปยืนกลางถนนตอนนี้แล้วพูดออกไปว่า ข้าคือหลินหยางบริเวณนั้นจะเกิดความวุ่นวายอลหม่านขึ้นในทันที

            ยอดคนผู้มากด้วยพรสวรรค์บนทวีปชี่อู่ที่สักหมื่นปีจะมีแค่หนึ่งคนนี่คือภาพของหลินหยางที่อยู่ในใจของผู้คนทั้งหมดในเวลานี้

            “เสด็จพ่อท่านพักผ่อนหรือยัง?” หลินหยางถามขึ้น

            “ยัง ยังไม่...” เหวินไท่เป่ยที่ได้พบกับองค์ชายของเขาที่ตอนนี้ถูกยกให้มีสถานะสูงส่งปานเทวดาไปแล้วนั้นถึงกับพูดติดๆ ขัดๆ ขึ้นมาทันที

            “ดีเลย ข้ามีเรื่องอยากจะพูดคุยกับเขาพอดี”

            “เชิญ เชิญเลยขอรับ!!!!”

            หลินหยางรีบก้าวเท้าเร็วๆ เดินออกไปทันที หั่วเอ๋อร์ที่เกาะอยู่บนไหล่เขาเองก็รู้สึกว่าบรรยากาศมันดูแปลกๆพิกล จึงกระซิบถามขึ้นมาเบาๆ ว่า

            “หลินหยางน้อยทำไมคนพวกนี้ดูเหมือนอยากจะเข้ามาขย้ำเจ้ากินจนใจจะขาดเลยล่ะ?”

            หลินหยางส่ายหน้าจากนั้นก็ดันประตูเปิดเข้าไปในพระราชตำหนักหมื่นปีทันที

            ข้างในนั้นพลันมีกลิ่นหอมของเกี๊ยวซ่าลอยโชยมาทันทีหลินเฮ่ายวนกำลังห่อกระเทียมอยู่เลย

            “กลับมาแล้วรึ?”

            พ่อผู้เป็นจักรพรรดิท่านนี้ไม่แม้แต่เงยหน้าขึ้นมามองเหมือนเขาจะรู้อยู่แล้วว่าหลินหยางกำลังจะกลับมาถึงในคืนนี้

            “โอ้ว!! ตาลุงช่างพึ่งพาได้จริงๆ!! ข้ากำลังหิวอยู่พอดีเลย!!!!”

            หั่วเอ๋อร์ไร้ซึ่งความเกรงใจโดยสิ้นเชิงมันบินตรงดิ่งไปคาบเกี๊ยวซ่าชิ้นหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาเขมือบลงท้องไปทันที

            “ฮ่า~ อย่างไรเกี๊ยวซ่าก็อร่อยจริงๆนั่นล่ะ!! หลายวันมานี้ได้กินแต่อาหารทะเลทุกวันๆ จนจะอ้วกแล้วเอ๊ะ? หรือไม่อ้วกดีกว่านะ น่าเสียดาย... ช่างมันเถอะอืมม...ถ้าพูดถึงเกี๊ยวซ่าก็ต้องไส้กุยช่ายผัดไข่นี่แหละอร่อยที่สุดแล้ว...”

            หลินหยางหัวเสียเล็กน้อย

            หลินเฮ่ายวนมองไปที่หั่วเอ๋อร์พร้อมหัวเราะฮ่าฮ่าจากนั้นก็หันกลับมามองทางหลินหยาง “เจ้าไม่เอาหน่อยหรือ?”

            “ไม่ดีกว่า”

            หลินหยางตอบพลางขยี้จมูกที่เขากลับมายังพระราชตำหนักก่อนเป็นที่แรก ชัดเจนมากว่าไม่ได้มาเพื่อกินเกี๊ยวซ่าแน่นอน

            “ข้าออยากถามท่านเรื่องเมื่อสิบห้าปีก่อนสรุปแล้วมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”

            หลินหยางถามตรงๆ เจาะประเด็นทันที

            ก่อนหน้านี้องค์หญิงเซียวเซียงเคยพูดไว้แค่นิดเดียวเท่านั้นแต่มันกลับทำให้หลินหยางนึกขึ้นได้ว่า เรื่องที่หลินเฮ่ายวนเลือกที่จะจากไปตอนที่เขาเพิ่งเกิดนั้นมันจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อสิบห้าปีก่อนที่เซียวเซียงเคยพูดถึงเป็นแน่

            ที่เขาเลือกที่จะไม่ตามไปสอบถามความจริงกับองค์หญิงเซียวเซียงก็เพราะเขานึกขึ้นได้ว่า เปรียบเทียบกับการฟังจากปากคนนอกแล้ว ไปถามเอาตรงๆ แบบชัดเจนจากหลินเฮ่ายวนเลยน่าจะดีกว่า

            “โห?” หลินเฮ่ายวนวางตะเกียบลงเขามองไปที่หลินหยางด้วยแววตาเหมือนจะแอบรู้สึกแปลกใจอยู่เล็กน้อย “นี่เจ้ารู้เรื่องนั้นแล้วรึ ?”

            “ข้าไม่ควรรู้หรืออย่างไร?” หลินหยางจ้องมองไปที่หลินเฮ่ายวนอย่างตั้งใจ

            ในใจของเขานั้น นี่คือความลับที่กวนใจของเขามากที่สุดแล้วเพราะมันอาจจะเป็นเบาะแสสำคัญที่ใช้ในการตามหาสถานที่ที่แม่ของเขา เซี่ยอวี่เวยอาศัยอยู่ก็เป็นได้

            “ฮ่าฮ่ามันแค่เร็วกว่าที่ข้าคาดเดาไว้นิดหน่อยก็เท่านั้นเอง” หลังจากหลินเฮ่ายวนรู้สึกประหลาดใจได้ไม่นานก็คีบเกี๊ยวซ่าขึ้นมาหนึ่งชิ้นแล้วยื่นไปทางหลินหยาง

            “ไม่กินจริงหรือ?”

            กินบ้าอะไรตอนนี้!!

            หลินหยางเริ่มหงุดหงิดแล้ว

            ตอนนั้นทำไมท่านแม่ถึงได้เลือกผู้ชายที่ดูพึ่งพาไม่ได้แบบนี้มาเป็นคู่ชีวิตนะ?

            “เฮ้อ ทำไมพวกหนุ่มสาวสมัยนี้ถึงชอบใจร้อนกันจังนะ”หลินเฮ่ายวนพึมพำออกมาหลังจากที่เห็นแววตาอันเคร่งเครียดของหลินหยาง

            “ข้าเคยบอกแล้วถ้าหากเจ้าอยากรู้ที่อยู่ของอวี่เวยละก็อย่างน้อยเจ้าก็ต้องทะลวงขึ้นไปสู่ขอบเขตของระดับโพ่ไห่ให้ได้ก่อนส่วนเรื่องเหตุการณ์เมื่อสิบห้าปีก่อนนั้น มันเกี่ยวข้องกับข้าและอวี่เวยจริงๆ นั่นละแต่ตอนนี้เจ้ายังไม่มีคุณสมบัติมากพอจะรู้เรื่องนั้น”

            “แล้วต้องทำอย่างไรท่านถึงจะยอมบอกข้า!!”หลินหยางถามเสียงต่ำ

            “ก็กินเกี๊ยวก่อนอย่างไร... โถ่!! อย่าทำหน้าบูดแบบนั้นสิ!! เจ้านี่ไม่มีอารมณ์ขันเอาเสียเลย!! ทำไมตรงจุดนี้ของเจ้ามันไม่เหมือนพ่อเลยนะ”

            หลินเฮ่ายวนที่เห็นสีหน้าของหลินหยางดูบูดบึ้งขึ้นเรื่อยๆจึงกลับมาทำหน้าเคร่งขึม จากนั้นก็ชี้นิ้วข้างหนึ่งไปที่ด้านหลังของหลินหยาง “ต้องทำอย่างไรน่ะหรือ ง่ายมากเจ้าเอาชนะตาต้วนได้เมื่อไหร่เมื่อนั้นเจ้าก็จะมีสิทธิรู้เรื่องเหตุการณ์เมื่อสิบห้าปีก่อนเอง...และแน่นอนว่าต้องห้ามใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือใดๆ ด้วย!!”

            ตาต้วน? ต้วนเทียนหยา!!

            หลินหยางตกใจทันทีที่เขารู้ตัวว่ายอดฝีมือลึกลับผู้นั้นเขายืนอยู่ในห้องโถงใหญ่นี่ตลอดเวลาแต่ตัวเองกลับไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย

            ต้วนเทียนหยาผู้นี้คงใช้ได้แค่คำว่ามิอาจหยั่งคาดมาอธิบายถึงตัวเขาหลินหยางไม่สามารถวัดระดับความสามารถของอีกฝ่ายได้เลยด้วยซ้ำอย่าว่าแต่จะให้เอาชนะอีกฝ่ายในขณะที่ห้ามสวมใส่อุปกรณ์เลย

            นี่เป็นภารกิจที่มีความยากและท้าทายเป็นอย่างมากแต่มันกลับตรงกับความต้องการของหลินหยางพอดิบพอดี

            เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดที่หลินหยางต้องทำในตอนนี้ก็คือการเพิ่มระดับพลังของตัวเองให้สูงขึ้นซึ่งการที่พ่อของเขาส่งต้วนเทียนหยามาเป็นบททดสอบนั้น ถือเป็นบททดสอบผลสำเร็จบนวิถียุทธ์ที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งเลย

            “ได้” หลินหยางตอบตกลงอย่างเด็ดเดี่ยว

            “ตกลงตามนี้ ถ้าอย่างนั้นเจ้าไปเตรียมตัวก่อนเถอะอีกสามวันให้หลังข้าจะเตรียมห้องฝึกซ้อมในพระราชวังให้เจ้าไว้ห้องหนึ่งโดยเฉพาะ”

            หลินเฮ่ายวนนั้นได้เตรียมการทุกอย่างเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว

            “ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัว” แต่หลินหยางดูท่าจะรอไม่ไหวแล้ว

            “อย่าใจร้อนไปไอ้หนู...” หลินเฮ่ายวนกลับสะบัดมือตอบกลับไป

            “ข้าได้ยินว่าสมาคมการค้าตระกูลจ้าวจากราชอาณาจักรโล่ยื่อได้มาที่เมืองอวิ๋นเฉิงนี่สักพักแล้วพี่น้องของเจ้าคนนั้นแล้วก็สาวน้อยที่แอบปลื้มเจ้าอยู่คนนั้นที่ชื่อ...ชื่ออะไรนะ?”

            “ชื่อสวี่เหยา!!” หั่วเอ๋อร์ที่สวาปามเกี๊ยวซ่าจนเกือบจะหมดแล้วในที่สุดก็เริ่มพูดแทรกขึ้น

            “เอ้อ ใช่!! สวี่เหยา!! เจ้าไม่คิดจะไปหาคนเขาหน่อยหรืออย่างไร? ยังมีแม่สาวน้อยจากตระกูลเวินนั่นอีก...แล้วก็เจ้าอาจจะยังไม่รู้ ราชอาณาจักรโล่ยื่อได้ประกาศขอหมั้นอย่างเป็นทางการแล้วฝั่งนั้นเขาต้องการจะยกองค์หญิงเซียวเซียงให้เป็นคู่หมั้นของเจ้านะ ไอ้หนูดูไม่ออกเลยนะนี่ว่าเจ้าจะเนื้อหอมขนาดนี้เจ้านี่ร้อนแรงกว่าพ่อเจ้าสมัยก่อนเยอะเลยนะ!!”

            หลินหยางเริ่มสับสนแล้ว

            อะไรนะ?

            ทำไมถึงมีองค์หญิงเซียวเซียงมาเพิ่มได้ล่ะ??

            แม่หนูนั่นจะมายุ่งเรื่องอะไรอีกล่ะนี่!!!!

            เห็นได้ชัดว่าหลินหยางคาดการณ์เรื่องผลกระทบของตัวเองที่มีต่อทวีปชี่อู่ในช่วงครึ่งเดือนมานี้ต่ำเกินไป

            “กลับไปเถอะ ข้าให้เวลาสามวันไปจัดการเรื่องเบ็ดเตล็ดให้เสร็จเรียบร้อย... ตอนที่กลับมาที่นี่อีกครั้งอย่าให้มีเรื่องที่รู้สึกติดค้างอยู่ในใจล่ะไม่อย่างนั้นเจ้าไม่มีทางชนะตาต้วนนี่ได้หรอกนะ”

            “กลับดีๆ ล่ะ ข้าไม่ไปส่งนะ!!!!”

            หั่วเอ๋อร์ที่ไร้ซึ่งมารยาทโดยสิ้นเชิงกะจะพักอยู่กลับพ่อของเขาที่นี่ไปเลย

            หลินหยางออกมาจากพระราชตำหนัก

            เป็นอย่างที่หลินเฮ่ายวนได้กล่าวไว้ก่อนที่จะเริ่มเก็บตัวฝึกหนักนั้นเขาจำเป็นต้องจัดการเรื่องราวทางโลกของเขาให้เรียบร้อยก่อน

            ที่คฤหาสน์ตระกูลเวินนั้นยังมีคนอีกมากที่รอให้เขากลับไปอยู่

            หลินหยางใช้วิธีโบยบินบนอากาศมายังคฤหาสน์เวินเมื่อมาถึงแล้วก็โรยตัวลงมาอยู่ที่ลานกว้างหน้าประตูของห้องคว้าเมฆ

            ภาพที่เขาเห็นตอนที่ลงมาถึงพื้นนั้นไม่ค่อยต่างจากตอนที่อยู่ในพระราชสำนักสักเท่าไร

            พ่อบ้านเวินชงที่พอเจอหลินหยางแล้ว ก็น้ำตาไหลพรากออกมาทันทีรวมถึงเหล่านักรบประจำตระกูลเวินทั้งหลายที่มองมาทางหลินหยางด้วยสายตาราวกับกำลังมองเทพเจ้าอยู่อย่างไรอย่างนั้น

            “ผู้ ผู้อาวุโสหลิน!!!!” ทุกรอยเหี่ยวย่นของเวินชงตอนนี้ต่างก็พรั่งพรูไปด้วยความรู้สึกตกใจและความยินดีอย่างเต็มเปี่ยม

            หลายวันมานี้ ตระกูลเวินรุ่งโรจน์สุดขีดเลย