จังหวัดสุพรรณบุรี... ปีพุทธศักราช ๒๕๖๘
เปลวแดดระอุเต้นระริกอยู่เหนือพื้นคอนกรีต ร้อนแรงจนภาพตรงหน้าดูบิดเบี้ยวราวกับภาพวาดสีน้ำมันที่ถูกไฟลน อุณหภูมิสี่สิบสององศาเซลเซียสในเดือนเมษายนไม่ใช่เื่ล้อเล่น มันคือหายนะทางอุตุนิยมวิทยาที่ทำให้มนุษย์พร้อมจะกลายสภาพเป็ไก่ย่างได้ทุกเมื่อ
“ร้อนฉิบหาย... นี่วัดหรือเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันวะเนี่ย ร้อนจนอิเล็กตรอนในหัวกูจะวิ่งชนกันะเิอยู่แล้ว!”
กันต์ วิศวกรหนุ่มวัย ๒๕ ปี บ่นอุบเสียงแหบพร่า พลางยกหลังมือปาดเหงื่อเม็ดโป้งที่ไหลย้อยเข้าตาจนแสบหนึบ เขาอยู่ในชุดที่ ‘ผิดที่ผิดทาง’ อย่างมหันต์ เสื้อยืดสีดำสกรีนลายวงร็อกฟอนต์อ่านยากที่ดูดซับความร้อนได้ดีเยี่ยม กางเกงยีนส์ขาดเข่าราคาแพงระยับที่ตอนนี้เริ่มเหนียวเหนอะหนะติดขา และรองเท้าผ้าใบสนีกเกอร์รุ่นลิมิเต็ดที่เปื้อนฝุ่นดินแดงจนดูไม่ได้ราคา
ในมือของเขาถือแก้วพลาสติกที่เคยบรรจุ ‘อเมริกาโน่เย็นคั่วเข้มไม่หวาน’ แต่บัดนี้เหลือเพียงน้ำสีน้ำตาลจางๆ กับก้อนน้ำแข็งที่ละลายกลายเป็น้ำเปล่า หยดน้ำเกาะพราวรอบแก้วไหลลงมาเปียกมือจนชุ่ม แต่มันเป็ความเย็นเดียวที่เขาััได้ในนรกบนดินแห่งนี้
วันนี้เป็วันหยุดยาว... วันที่มนุษย์เงินเดือนอย่างเขาควรจะได้นอนเปิดแอร์ฉ่ำๆ ที่คอนโด ปล่อยตัวจมลงไปในโซฟา ดูซีรีส์ไซไฟเื่โปรด หรือนั่งประกอบกันพลาตัวใหม่ที่เพิ่งพรีออเดอร์มา แต่ “ไอ้โน้ต” เพื่อนสนิทตัวดีกลับลากเขาฝ่าการจราจรนรกแตกบนสายเอเชีย เพื่อมาทัวร์ไหว้พระ ๙ วัดที่สุพรรณบุรี เพียงเพราะหมอดูทักว่าปีนี้ดวงตกหนัก “ปีชง”
“ชงบ้าชงบออะไร ไร้สาระ” กันต์บ่นพึมพำกระแทกเสียงลงในลำคอ คิ้วขมวดเป็ปมแน่น
“คนเราจะซวยมันก็ซวยที่ ‘Probability’ (ความน่าจะเป็) และการกระทำของตัวเองทั้งนั้น ไม่ใช่เพราะก้อนหินอวกาศหรือดาวพฤหัสย้ายราศีย้ายเรือนบ้าบออะไรนั่น ดาวมันอยู่ห่างไปตั้งกี่ล้านปีแสง แรงดึงดูดมันจะส่งผลต่อชีวิตกูได้ยังไงวะ? ถ้าจะดวงตก ก็ตกเพราะมึงลากกูมาตากแดดจนจะเป็ฮีทสโตรกตายนี่แหละ!”
เขาหยิบสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุดขึ้นมาดูหน้าจอ... สัญญาณ 5G เต็มเปี่ยม แต่แบตเตอรี่เหลือแค่ 15% เพราะอากาศร้อนจัดจนเครื่องร้อนจี๋ เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ กดปิดหน้าจอแล้วยัดใส่กระเป๋ากางเกง
ถึงปากจะพ่นคำบ่นเป็ชุดด้วยตรรกะวิศวะ แต่ขาก็ยังจำใจเดินตามแรงจูงใจของเพื่อนเข้ามาภายใน วัดแค วัดเก่าแก่ที่มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมา
ทันทีที่ก้าวพ้นซุ้มประตูวัด บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่ใช่ว่าเย็นลง แต่ร่มรื่นขึ้นด้วยเงาไม้ใหญ่ ต้นไม้น้อยใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมราวกับหลังคาธรรมชาติ กลิ่นธูปควันเทียนจางๆ ผสมกับกลิ่นดอกพิกุลร่วงหล่น และกลิ่นดินชื้นแฉะจากการรดน้ำต้นไม้ ลอยมาแตะจมูก
“โน้ตมันหายไปไหนแล้ววะ...”
กันต์ชะเง้อคอหาเพื่อน แต่คลื่นมหาชนที่มาทำบุญแน่นขนัดทำให้เขามองไม่เห็นใครเลยนอกจากศีรษะคน
เขาตัดสินใจเดินเลี่ยงกลุ่มคุณป้าในชุดขาวที่กำลังสาละวนกับการปิดทองลูกนิมิต มุ่งหน้าไปยังจุดไฮไลต์ที่ป้ายบอกทางชี้เชิญชวน... ต้นมะขามั์
ต้นไม้ขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ลำต้นของมันใหญ่โตชนิดที่ต้องใช้คนสิบคนโอบถึงจะรอบ เปลือกไม้หนาเตอะแตกระแหงเป็ร่องลึก บ่งบอกถึงอายุขัยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับศตวรรษกิ่งก้านสาขาแผ่ขยายกว้างใหญ่ไพศาลจนบดบังแสงอาทิตย์ยามบ่ายเสียมิด ใบสีเขียวสดขนาดเล็กนับล้านใบไหวระริกตามแรงลม เกิดเสียงเสียดสีกันดัง
ซู่... ซู่...
ราวกับเสียงกระซิบของคนโบราณ
กันต์ยืนกอดอก มองป้ายคำอธิบายประวัติศาสตร์ด้วยแววตาจับผิดแบบนิสัยเสียของคนช่างสงสัย
‘ต้นมะขามั์ อายุกว่าร้อยปี เชื่อกันว่าเป็สถานที่ที่ขุนแผนมาเรียนวิชาเสกใบมะขามเป็ต่อแตนกับหลวงปู่คง’
“เสกใบไม้เป็ต่อแตน...”
กันต์อ่านทวนประโยคนั้นแล้วแค่นหัวเราะ หึ ในลำคอ มุมปากยกยิ้มเหยียดหยาม
“ตลกและ... Quantum Physics ข้อไหนอธิบายเื่นี้ได้วะ? การจะเปลี่ยนสถานะของสสาร (Matter Transmutation) จากเซลล์พืชที่เป็เซลลูโลส ให้กลายเป็สิ่งมีชีวิตที่มีระบบประสาท มีปีก มีเหล็กใน มีโครงสร้างโปรตีน complex ในเสี้ยววินาทีเนี่ยนะ?”
สมองของเขาเริ่มรันสมการฟิสิกส์โดยอัตโนมัติ
“ตามกฎทรงมวล (Law of Conservation of Mass) มวลสารไม่สามารถสูญหายหรือเกิดขึ้นใหม่ได้... ใบมะขามใบเดียวมวลไม่ถึง 0.5 กรัม จะกลายเป็ตัวต่อที่มีมวลมากกว่าได้ยังไง? แล้วพลังงานที่ใช้ในการจัดเรียงอะตอมใหม่ล่ะ? E=mc² คำนวณดูคร่าวๆ พลังงานขนาดนั้นต้องใช้เตาปฏิกรณ์ปรมาณูระดับโรงไฟฟ้าเชียวนะ ถ้าหลวงปู่คงทำได้จริง ท่านคงไม่ใช่พระแล้ว ท่านคือ Dr. Manhattan แล้วมั้ง”
เขาพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างหงุดหงิด รู้สึกขัดใจกับความไม่สมเหตุสมผลของตำนาน แต่ก็นั่นแหละ มันคือ ‘ตำนาน’
กันต์เดินปลีกวิเวกแยกจากฝูงชนที่กำลังพนมมือไหว้ขอเลขเด็ด ขูดเปลือกไม้หาตัวเลขกันอย่างขะมักเขม้น
เขาอ้อมไปยืนพิงโคนต้นมะขามอีกฝั่งที่เงียบสงบกว่า ร่มเงาของมันช่วยบังแดดร้อนแรงได้ดีเยี่ยม
เขาวางมือทาบลงบนเปลือกไม้ที่หยาบกร้าน ััได้ถึงความเย็นประหลาดที่แผ่ออกมาจากเนื้อไม้... ไม่ใช่ความเย็นชื้นแบบต้นไม้ทั่วไป แต่มันเย็นเยียบเหมือนจับโลหะแช่แข็ง
“เฮ้อ... อยากกลับไปนอนตากแอร์ชะมัด”
กันต์หลับตาลง แหงนหน้าพิงลำต้น ปล่อยให้ความคิดล่องลอย...
วูบ...
จู่ๆ ... สรรพเสียงรอบกายก็เงียบหายไป
ไม่ใช่แค่เบาลง แต่คือ ‘ดับวูบ’ (Total Silence) ไปดื้อๆ ราวกับมีใครกระชากปลั๊กเครื่องเสียงของโลกใบนี้ออก เสียงจอแจของนักท่องเที่ยว เสียงชัตเตอร์กล้อง เสียงแม่ค้าะโขายลอตเตอรี่ เสียงนกร้อง แม้กระทั่งเสียงลมหายใจของคนรอบข้าง... ทุกอย่างหายไปหมดสิ้น
ความเงียบที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้หูของเขาอื้ออึง
กันต์ลืมตาโพลงด้วยความใ ขนแขนลุกชันโดยไม่ทราบสาเหตุ อุณหภูมิรอบกายที่เคยร้อนระอุ ดิ่งฮวบลงจนหนาวสะท้านเข้าไปถึงกระดูก ภายในเสี้ยววินาที เหงื่อที่เคยไหลย้อยกลับแห้งผาก
กรุ๊งกริ๊ง...
เสียงเดียวที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน คือเสียงกระดิ่งลม... แต่มันไม่ได้ฟังดูรื่นหูเหมือนกระดิ่งทองเหลืองตามชายคาโบสถ์ มันฟังดูแห้งแล้ง หวีดหวิว และเย็นเยียบ ราวกับเสียงกระดูกกระทบกัน
และท่วงทำนองของมัน... ซ้อนทับกับเสียงพึมพำสวดมนต์ในภาษาบาลีสันสกฤตที่เขาฟังไม่ออก แต่มันก้องกังวานอยู่ในหัวสมองโดยตรง ไม่ได้ผ่านรูหู!
“เอ็ง... มาแล้วรึ?”
เสียงชายแก่ที่แหบพร่า สั่นเครือ แต่ทรงอำนาจดังขึ้นประชิดใบหูขวา! ลมหายใจเย็นเฉียบรดต้นคอจนกันต์สะดุ้งสุดตัว!
“เฮ้ย!”
กันต์ร้องลั่นด้วยความใจนแก้วกาแฟหลุดมือ เขาหมุนตัวขวับกลับไปมองข้างหลังด้วยสัญชาตญาณระวังภัยเต็มพิกัด หัวใจเต้นรัวเร็วเหมือนกลองชุด
แต่สิ่งที่เห็น... มีเพียงความว่างเปล่า
ไม่มีชายแก่... ไม่มีพระสงฆ์... ไม่มีแม้แต่นักท่องเที่ยว
ลานวัดที่เมื่อกี้ยังคลาคล่ำไปด้วยผู้คน บัดนี้ว่างเปล่า! เหลือเพียงต้นมะขามั์ที่ยืนตระหง่านอยู่โดดเดี่ยว ท่ามกลางบรรยากาศที่บิดเบี้ยว ท้องฟ้าที่เคยสดใสกลายเป็สีเทาหม่นเหมือนจอทีวีซ่าๆ ที่ไม่มีสัญญาณ
“เชี่ยอะไรวะเนี่ย...” กันต์ถอยหลังกรูด มือสั่นระริกควานหาสมาร์ตโฟนในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดู
หน้าจอดับสนิท... กดปุ่ม Power ย้ำๆ ก็ไม่มีการตอบสนอง
“อย่าบอกนะว่ากูหลอนแดด? ฮีทสโตรกเหรอ? หรือกูฝัน?”
เขาพยายามหาตรรกะมารองรับสถานการณ์ตรงหน้า สมองสั่งการให้หาหลักยึด เขาหันกลับไปหาต้นมะขามั์ ยื่นมือที่สั่นเทาไปแตะเปลือกไม้เพื่อพิสูจน์ความจริงว่านี่คือภาพลวงตาหรือของจริง
ทันทีที่ปลายนิ้วชี้ของเขาััเข้ากับเปลือกไม้...
เปรี้ยงงงงงงงงง!!!!!
เสียงกัมปนาทราวกับฟ้าผ่าลงมากลางกะโหลกศีรษะดังสนั่นลั่นในสมอง! มันไม่ใช่เสียงจากภายนอก แต่มันคือเสียงของ ‘มิติ’ ที่ฉีกขาดออกจากกัน!
ทัศนียภาพรอบตัวที่เคยเป็วัดสีขาวนวลพลันแตกสลายกลายเป็เศษกระจก แสงสว่างจ้าสีขาวโพลนบาดตาจนเขาต้องหลับตาปี๋ ร่างกายของเขาถูกแรงดึงดูดมหาศาลที่มองไม่เห็นกระชากอย่างรุนแรง ราวกับเขาเป็เพียงตุ๊กตากระดาษที่ถูกพายุทอร์นาโดดูดกลืน
พื้นดินใต้เท้าหายไป!
“ว้ากกกกกกกกกก!!!”
กันต์กรีดร้องสุดเสียง ความรู้สึกเหมือนตกจากตึกระฟ้า ร่างกายหมุนคว้างเคว้งคว้างในอุโมงค์แสงที่บิดเบี้ยว แรงกดดันมหาศาลบีบอัดหน้าอกจนหายใจไม่ออก อวัยวะภายในปั่นป่วนจนอยากจะอาเจียน
ความกลัวสุดขีดแล่นพล่านจับขั้วหัวใจ นี่ไม่ใช่ฝัน... ความเ็ปจากการถูกแรงจี (G-Force) อัดก็ไม่ใช่ฝัน... เขากำลังจะตาย!
โลกหมุนติ้ว... ภาพความทรงจำไหลย้อน... หน้าพ่อแม่... โปรเจกต์ที่ยังไม่เสร็จ... กันพลาที่ยังไม่ได้ต่อ...
แล้วทุกอย่างก็ดับวูบลง
.................................................................................... ....................................................................................
ตุ้บ!
แรงกระแทกหนักหน่วงที่แผ่นหลังปลุกสติของเขาให้ตื่นขึ้นทันที
“โอ๊ย! อั้ก!”
กันต์ร้องโอดโอย ลมหายใจถูกกระแทกออกจากปอดจนหมด ความเ็ปร้าวระบมแล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลังและกระดูกสันหลัง ราวกับถูกใครเอาค้อนปอนด์ทุบ เขานอนตัวงอเป็กุ้ง สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ด้วยความทรมาน
แต่แล้ว... เขาก็ต้องเบ้หน้าจนสุดขีด แล้วสำลักออกมาอย่างรุนแรง
“อุ้บ... แค่กๆๆ!”
สิ่งที่ไหลเข้าสู่ปอดไม่ใช่ลมร้อนหรือลมแอร์... แต่มันคือกลิ่นที่ชวนสะอิดสะเอียนที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้เขาเคยัั
กลิ่นคาวสนิม... เข้มข้นจนได้รสเฝื่อนในลำคอ ผสมปนเปกับ กลิ่นเหม็นเน่า ของเนื้อสดที่เริ่มเน่าเฟะ... และ กลิ่นดินโคลน ที่คละคลุ้ง
“ที่นี่... ที่ไหนวะ...”
กันต์พยายามยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก อาการมึนหัวตึ้บๆ เหมือนคนเมาค้างทำให้ภาพตรงหน้าพร่าเลือน เขาขยี้ตาแรงๆ เพื่อปรับโฟกัส
เมื่อสายตาเริ่มชินกับความมืดสลัว... ความจริงที่ปรากฏตรงหน้าก็กระชากสติของเขาจนขาดผึง หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ
“เฮ้ย...”
เสียงของเขาแหบแห้งและสั่นเครือ
รอบกายของเขา... ไม่ใช่วัดแค ไม่ใช่โรงพยาบาล
แต่มันคือ ทุ่งสังหาร!
ภายใต้แสงจันทร์สลัวรางที่ส่องผ่านเมฆหมอกหนาทึบ ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาลเต็มไปด้วยซากศพ... ซากศพมนุษย์นับร้อยนับพันนอนตายเกลื่อนกลาดทับถมกันเป็ูเาย่อมๆ บางร่างแขนขาด ขาขาด บางร่างมีลูกธนูปักคาอก บางร่างหัวหลุดกระเด็นไปคนละทาง
และสิ่งที่เขาคิดว่าเป็ ‘พื้นดิน’ ที่เขานอนทับอยู่เมื่อครู่... มันไม่ใช่ดิน
มือของกันต์ััเข้ากับความเย็นชื้นและหยุ่นนิ่ม... เขาค่อยๆ ก้มลงมองมือตัวเองที่เปื้อนของเหลวสีคล้ำเหนียวหนืด
มันคือ หน้าอกของศพ ชายฉกรรจ์คนหนึ่งที่นอนตาเหลือกโพลง ร่างกายชุ่มโชกไปด้วยเืที่เริ่มแห้งกรัง!
“เชี่ยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!”
กันต์กรีดร้องลั่นจนเสียงหลง ตะเกียกตะกายถอยกรูดไปข้างหลังด้วยความสยองขวัญสุดขีด มือไม้ปัดป่ายไปโดนแขนศพ ขาศพ จนเขาลื่นล้มคลุกคลานไปกับกองเืและโคลนตม
ความกลัว... ความกลัวระดับสัญชาตญาณสัตว์ป่าเข้าครอบงำ น้ำตาไหลพรากออกมาโดยไม่รู้ตัว ร่างกายสั่นเทาควบคุมไม่ได้ เขาโก่งคออาเจียนเอาน้ำย่อยออกมาจนหมดไส้หมดพุง
“ไม่จริง... ไม่จริง... กูฝัน... ตื่นสิวะไอ้กันต์! ตื่น!”
เขาตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่ เพียะ! ความเ็ปแล่นริ้วที่แก้ม... เจ็บจริง!
นี่คือความจริง!
ขณะที่เขากำลังสติแตก สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นความผิดปกติบางอย่างที่น่าใยิ่งกว่าศพ
“มือ...”
กันต์ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาดู... มือที่เคยหนา ใหญ่ และหยาบกร้านจากการจับเมาส์และเครื่องมือช่าง... บัดนี้กลับกลายเป็ มือเล็กจิ๋ว!
ข้อมือเล็กบอบบาง ผอมแห้งจนเห็นกระดูกปูดโปน ผิวพรรณที่เคยขาวซีดแบบคนทำงานในห้องแอร์ กลายเป็สีคล้ำแดดจัดและเขรอะไปด้วยคราบโคลน
เขารีบก้มมองสำรวจตัวเอง... เสื้อยืดวงร็อกหายไป กางเกงยีนส์หายไป รองเท้าผ้าใบหายไป... แทนที่ด้วย ผ้าขาวม้าเก่าๆ ผืนเดียวที่พันกายท่อนล่างแบบลวกๆ และเสื้อคอกระเช้าเก่าขาดวิ่นเปื้อนเื
“ตัวกู... ทำไมตัวกูหดเหลือแค่นี้!?”
เขาจับหน้า จับแขน จับขา... นี่มันร่างของเด็ก! เด็กผู้ชายอายุไม่เกิน ๑๐-๑๒ ขวบ!
“นี่มัน Isekai (ต่างโลก) เหรอวะ!? เกิดใหม่เหรอ? ทะลุมิติ? บ้าไปแล้ว! ฟิสิกส์ข้อไหนอธิบายเื่นี้ได้วะเนี่ย!”
ความตื่นตระหนกทำให้เขาหายใจไม่ทัน (Hyperventilation) สมองมึนงงไปหมด
กุบกับ... กุบกับ...
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่เต้นโครมคราม เสียงหนึ่งก็แทรกเข้ามา... เสียงกีบเท้าสัตว์หนักๆ กระทบพื้นดินแฉะๆ ดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
กันต์สะดุ้งเฮือก รีบตะกายไปหลบหลังกองซากศพ กัดฟันข่มความกลัว ชะโงกหน้าออกไปดู
แสงคบเพลิงวูบวาบจากที่ไกลๆ เริ่มส่องสว่างขึ้น เผยให้เห็นร่างเงาตะคุ่มของอาชาตัวมหึมา มันสูงใหญ่กว่าม้าแข่งที่เขาเคยเห็นในทีวีหลายเท่า ขนของมันสีเทาหม่นดั่งหมอกยามเช้า ดวงตาของมันวาวโรจน์สะท้อนแสงไฟดุร้ายราวกับสัตว์นรก ลมหายใจพ่นออกมาเป็ไอขาวฟุ้ง
มันก้าวข้ามซากศพอย่างมั่นคง ไม่สะทกสะท้านต่อกลิ่นคาวเื
และบนหลังม้าตัวนั้น...
ชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่กำยำราวกับั์ปักหลั่นนั่งเหยียดหลังตรงสง่าผ่าเผย ผิวของเขาคล้ำเกรียมแดด กล้ามเนื้อแขนและหน้าอกที่โผล่พ้นเสื้อผ้าน้อยชิ้นขึ้นเป็ลูกมัดดูทรงพลังราวกับเหล็กไหล สิ่งที่สะดุดตาและน่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ รอยสักอักขระขอมโบราณสีดำเข้ม ที่สลักเสลาไปทั่วทั้งตัว ั้แ่ลำคอ แขน แผ่นอก ลามไปจนถึงแผ่นหลัง ราวกับเป็เสื้อเกราะล่องหน
เขาสวมกางเกงขาก๊วยสีแดงเข้ม คาดผ้าประเจียดที่ต้นแขน สะพายดาบยาวฝักไม้เนื้อดีไว้ข้างกาย ผมทรงมหาดไทยตัดสั้นรับกับใบหน้าคมเข้มดุดัน แววตาที่จ้องมองลงมานั้นคมกริบและเ็าดั่งพญาเหยี่ยวที่กำลังมองเหยื่อ
รังสีอำมหิต (Killing Intent) ที่แผ่ออกมาจากตัวชายคนนั้น รุนแรงจนกันต์รู้สึกหายใจไม่ออก เหมือนมีก้อนหินหนักๆ มากดทับหน้าอก
ชายผู้นั้นกระตุกบังเหียนม้าหยุดกึก ห่างจากจุดที่กันต์ซ่อนอยู่เพียงไม่กี่เมตร
เขาไม่ได้จ้องมองกันต์ในทันที แต่กลับเอียงคอเล็กน้อยไปทางไหล่ซ้าย เหมือนกำลังตั้งใจฟังคำกระซิบจากความว่างเปล่า
“หื้ม?”
เขาพึมพำกับอากาศธาตุแล้วหัวเราะในลำคอเสียงต่ำ “หึๆ ... เอ็งว่ามันประหลาดรึ? ... ข้าเองก็ว่ามันแปลก”
กันต์ขนลุกซู่ั้แ่ท้ายทอยลามไปถึงตาตุ่ม ความเย็นะเืแล่นผ่านไขสันหลัง
‘คุยกับใครวะ!? ผีเหรอ? นี่กูเจอคนบ้าหรือหมอผีวะเนี่ย!’
จู่ๆ ชายคนนั้นก็หันขวับมาจ้องตรงจุดที่กันต์ซ่อนอยู่! สายตาคมกริบนั้นเหมือนมองทะลุซากศพที่บังหน้าเขาอยู่
“ออกมาไอ้หนู... ก่อนที่ข้าจะให้ม้าข้าเหยียบมึง”
เสียงนั้นเรียบง่าย แต่ทรงพลังอำนาจจนกันต์ขาสั่นพับๆ เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างกล้าๆ กลัวๆ ตัวสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำ ยกมือไหว้ท่วมหัวโดยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด
ชายคนนั้นบังคับม้าเดินเข้ามาใกล้ ใช้ปลายฝักดาบเชยคางกันต์ขึ้นมาพิจารณา แสงไฟจากคบเพลิงสะท้อนในดวงตาที่เป็ประกายประหลาด
“เอ็ง... ร่างกายอ่อนแอเหมือนลูกหมาใกล้ตาย ผอมแห้งแรงน้อย... แต่จิตมึงแข็งกว่าศพพวกนี้” เขาเอ่ยวิจารณ์ตรงๆ “แต่งตัววิปลาส... ชื่ออะไรไอ้หนู?”
กันต์ปากคอสั่นระริก สมองพยายามประมวลผลทางรอด ‘ภาษา... เขาพูดภาษาไทย... แต่สำเนียงโบราณ... กูต้องตอบยังไง? ชื่อกันต์? ไม่ได้ มันฟังดูสมัยใหม่ไป... ต้องชื่อไทยๆ ... ไทยที่สุด...’
“จะ... จุก... ขอรับ... ชื่อจุก”
เขาโพล่งชื่อแรกที่แวบเข้ามาในหัว ซึ่งเป็ชื่อหมาที่บ้านยาย เพื่อเอาตัวรอดไปก่อน
“ไอ้จุก...” ชายหนุ่มทวนคำเบาๆ มุมปากกระตุกยิ้มเหยียดเล็กน้อย ราวกับขบขันในชื่ออันแสนธรรมดา
“ข้าชื่อ พลายแก้ว... แต่คนแถวนี้เขาเรียกข้าว่า ขุนแผน”
“ขุนแผน!?”
กันต์เบิกตาโตเท่าไข่ห่าน ลืมความกลัวไปชั่วขณะ สมองอันปราดเปรื่องของวิศวกรทำงานเร็วปรู๊ดประมวลผลข้อมูลใหม่
ขุนแผน... วรรณคดี... ย้อนเวลา... ต้นมะขาม... สุพรรณบุรี...
จิ๊กซอว์ทุกชิ้นต่อกันครบ!
“โอ้โห... ตัวจริงเสียงจริง! 3D 4K ชัดแจ๋ว!” กันต์เผลอหลุดปากออกมาด้วยความลืมตัวและความตื่นเต้นแบบเด็กเนิร์ดเจอไอดอล “เอ่อ... ท่านพลายแก้ว... ท... ที่มีเพื่อนชื่อ ขุนช้าง หัวล้านๆ รวยๆ ใช่ไหมจ๊ะ? ที่เมียสวยๆ ชื่อวันทองใช่ไหมจ๊ะ?”
กึก...
บรรยากาศรอบตัวพลันเย็นเฉียบราวกับถูกแช่แข็งในไนโตรเจนเหลว!
ม้าสีหมอกพ่นลมหายใจแรง ฟุดฟิด อย่างหงุดหงิด ขาหน้าตะกุยดินราวกับรับรู้อารมณ์โกรธของเ้านาย
ขุนแผนหรี่ตามองเด็กตัวจ้อยตรงหน้า แววตาที่เคยนิ่งสงบเปลี่ยนเป็วาวโรจน์ด้วยความระแวงรุนแรง มือหนาขยับไปแตะด้ามดาบโดยอัตโนมัติ
“สำเนียงเอ็งมันแปร่งหูนัก... วาจาวิปลาส... แถมยังรู้อีกว่าข้าได้ยศขุน... ทั้งที่ข้าเพิ่งได้มาหมาดๆ” น้ำเสียงของขุนแผนเย็นเยียบ “เอ็งเป็ใคร? เป็สายลับของไอ้ช้างรึ? มันส่งเอ็งมาดูความตายของข้าใช่ไหม?”
กันต์หน้าซีดเผือดเป็ไก่ต้ม ความตายมายืนจ่อคอหอยแล้ว!
“ปะ... เปล่าจ้ะ! ไม่ใช่จ้ะ!”
กันต์รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน เหงื่อกาฬไหลพราก ‘
ชิบหายแล้วไอ้กันต์! ปากพาซวยแท้ๆ! ดันไปทักถึงศัตรูหัวใจเขาอีก! ข้อมูล Wikipedia พาตายชัดๆ!’
“สาบานจ้ะ! ผม... เอ้ย ข้า... ข้าหลงทางมา! ข้าไม่รู้จักขุนช้างเป็การส่วนตัว! ข้าเกลียดคนหัวล้าน!”
ขุนแผนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของกันต์นิ่งอยู่ครู่ใหญ่ ราวกับจะใช้อาคมอ่านใจ มองให้ทะลุถึงก้นบึ้งของิญญาเพื่อหาความเท็จ
กันต์กลั้นหายใจ ตัวแข็งทื่อ
ทันใดนั้น... ท่ามกลางความตึงเครียด กันต์ก็ได้ยินเสียงหนึ่ง...
คิก... คิก... คิก...
เสียงหัวเราะของเด็ก... แหลมเล็ก ใสซื่อ แต่ดังกังวานก้องมาตามลม... แต่มันไม่ได้มาจากทิศทางไหนไกลเลย
มันดังมาจาก ข้างหูขวาของขุนแผน นั่นเอง!
และที่น่าขนลุกไปกว่านั้น คือกันต์เห็น... รอยบุ๋ม บนบ่าของขุนแผน ราวกับมีเด็กที่มองไม่เห็นนั่งกดทับอยู่!
ขุนแผนเหลือบตามองที่ว่างบนไหล่ตัวเองอีกครั้ง ความดุดันในแววตาคลายลงเล็กน้อย มุมปากกระตุกยิ้มบางๆ
“ลูกข้ามันชอบใจ... มันบอกว่าเอ็งตลกดี... จิตเอ็งไม่ได้คิดร้าย มีแต่ความกลัวและความงุนงง”
ขุนแผนละมือจากด้ามดาบ ขยับม้าสีหมอกเข้ามาใกล้จนกันต์ได้กลิ่นสาบม้าผสมกลิ่นเครื่องรางของขลัง
เขายื่นมือหนาที่มีเส้นเืปูดโปนและรอยแผลเป็จากการสู้รบลงมาตรงหน้ากันต์
“ถ้าเอ็งไม่ใช่คนของไอ้ช้าง... ก็ขึ้นมา ข้าขาดคนเลี้ยงม้าพอดี อีกอย่าง... ลูกข้ามันอยากได้เพื่อนเล่น”
กันต์มองมือข้างนั้นอย่างชั่งใจ ‘ทางเลือกคือ ขึ้นไปกับฆาตกรต่อเนื่องยุคโบราณ หรือ นอนเฝ้าศพอยู่ที่นี่...’
คำตอบมันชัดเจนอยู่แล้ว
เขายื่นมือเล็กๆ ที่ยังสั่นไม่หายไปจับมือหนาของขุนแผน ััแรกคือความร้อนผ่าวและพลังมหาศาล
วูบ!
ร่างผอมแห้งของกันต์ถูกดึงลอยหวือขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายบนหลังม้าสีหมอกอย่างง่ายดายราวกับเขาเป็เพียงปุยนุ่น
“จับเอวข้าให้แน่นๆ ล่ะไอ้จุก... คืนนี้ทางกลับค่ายมัน ‘ดุ’ หน่อยนะ... ิญญาสัมภเวสีแถวนี้มันหิวโหย”
“ฮี่!!!”
สิ้นคำพูดนั้น ม้าสีหมอกก็ส่งเสียงร้องก้องกัมปนาท โผนทะยานออกไปในความมืดมิดด้วยความเร็วที่เหนือธรรมชาติ ทิ้งูเาซากศพและกลิ่นความตายไว้เื้ั
กันต์กอดเอวหนาของขุนแผนแน่นจนหน้าแทบจมไปกับรอยสักยันต์กลางหลัง ััได้ถึงลมเย็นะเืที่พัดผ่านหน้าอย่างรุนแรงจนตาพร่ามัว
และในวินาทีนั้นเอง... เขาก็รู้สึกถึงลมหายใจเย็นๆ เป่ารดที่ต้นคอ พร้อมกับเสียงกระซิบแ่เบาที่ข้างหู เป็น้ำเสียงเด็กเล็กที่ใสซื่อแต่กลับชวนให้ขนหัวลุกไปถึงขั้วหัวใจ
“ยินดีต้อนรับนะจ๊ะ... พี่ชาย... มาเล่นกันเถอะ...”
กันต์หลับตาปี๋ น้ำตาเล็ดด้วยความกลัว
“แม่จ๋า... ช่วยกันต์ด้วย... กันต์อยากกลับบ้านนนน!”
และนี่คือจุดเริ่มต้นของวิศวกรหนุ่มจากปี ๒๐๒๕ ที่ต้องทิ้งไม้บรรทัดและเครื่องคิดเลข เพื่อมาใช้ชีวิตท่ามกลางคมดาบ ไสยเวทย์ และสมรภูมิเืแห่งกรุงศรีอยุธยา... ในฐานะ “ไอ้จุก” เด็กรับใช้ของขุนแผนแสนสะท้าน!