*เนื้อหาในนิยายต่อไปนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งในงานเขียน
บุคคลและสถานที่ต่าง ๆ ไม่มีอยู่จริง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์แต่อย่างใด
ทั้งนี้ขอให้ผู้อ่าน อ่านด้วยความสนุก ไม่คิดมากถึงความไม่สมเหตุผลในบางกรณี
บทที่ 8 : โสมป่า!
ฟู่อันฉีเตรียมยาและอาหารไว้ให้ลั่วซือหาน จากนั้นเธอก็เข้าไปปลุกเขาที่หลับไปอีกรอบ
“ซือหานลุกขึ้นมากินยาก่อน” ฟู่อันฉีปลุกลั่วซือหานให้มากินยาก่อนที่เธอจะออกไปทำงาน
ลั่วซือหานลืมตาตื่นขึ้นมา มองยาในมือของฟู่อันฉี มันคือยาสมุนไพรต้มน้ำสีดำ แค่ได้กลิ่นเขาก็รับรู้ได้ถึงรสชาติที่ไม่น่าพิสมัย
“กินยาก่อนแล้วค่อยนอนต่อ” ฟู่อันฉีบอก
ลั่วซือหานมองยาในชามด้วยสานตาขมขืน แค่ได้กลิ่นเขาก็อยากจะปาทิ้งแล้ว แต่มันคือยาที่ฟู่อันฉีตั้งใจต้มมาให้ ดังนั้นเขาจึงจำใจกลืนมันลงไป
รสชาติของยาทั้งขมและมีกลิ่นฉุน คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันด้วยความไม่ชอบใจ
เมื่อฟู่อันฉีเห็นว่าลั่วซือหานยอมกินยาแต่โดยดีเธอจึงวางใจ
ดีที่บ้านของพวกเขามียาสมุนไพรติดบ้านไว้เสมอ ด้วยความที่ลั่วซือหานชอบแกล้งป่วย ลั่วตงจึงซื้อยาติดบ้านไว้ตลอด
อาการป่วยครั้งนี้ ทำให้ลั่วซือหานนอนป่วยไปสามวัน
ในวันที่สาม ลั่วซือหานตื่นขึ้นมาก็เกือบจะเที่ยงวันแล้ว เมื่อเขาตื่นแล้วจึงลุกขึ้นไปทำอาหารง่าย ๆ ไว้รอฟู่อันฉีและลั่วตง
อาหารที่เขาเตรียมไว้ไม่ได้มีอะไรมาก มีแค่หมั่นโถวเมื่อเช้าที่ฟู่อันฉีทำไว้ และผัดผักกาดที่พวกเขาปลูกไว้กินเองอีกหนึ่งจาน
ความจริงแล้วเมื่อเช้าเขาอาการดีขึ้นมากแล้ว และคิดจะออกไปทำงานด้วยเช่นกัน แต่ฟู่อันฉีห้ามไว้ ยังไงก็ไม่ยอมให้เขาออกไปทำงาน ดังนั้นวันนี้จึงเป็นอีกวันที่เขาต้องนอนพักผ่อน
แม้ความจริงแล้วเขาอยากจะไป ทำงานเกี่ยวข้าวมากกว่าก็ตาม
เมื่อเตรียมอาหารเสร็จแล้ว เขาก็ออกไปที่ภูเขาด้านหลังหมู่บ้าน
ภูเขาลูกนี้ ชาวบ้านมักจะออกไปหาผักป่า และฟืนเป็นประจำ
ในความทรงจำของลั่วซือหาน เขามักจะเข้าไปหาของป่ามากินบ่อย ๆ ถ้าโชคดีก็อาจจะเจอผลไม้และได้ไก่ป่ากลับไปกิน
มีครั้งหนึ่งที่ลั่วซือหานได้ไก่กลับไป แม้ว่าครั้งนั้นเขาจะไม่ใช่คนล่ามันด้วยตัวเอง แต่คนที่เจอมันโดนกับดักอยู่คือเขา ดังนั้นลั่วซือหานจึงคิดว่าไก่ตัวนั้นจะต้องเป็นของเขา และสุดท้ายเขาก็ได้ไก่มา
ครั้งนี้ลั่วซือหานไม่ได้ขึ้นมาตามหาไก่ป่า แต่ขึ้นมาตามหาโสม!
ในนิยายย้อนยุคแบบนี้ ลั่วซือหานต้องไม่พลาดที่จะขึ้นเขามาตามหาโสมอย่างแน่นอน
เมื่อวานนี้ลั่วซือหานนอนฝันถึงเนื้อหาในนิยาย ตอนที่หลิวผิงอันเข้าไปเจอโสมป่าอายุร้อยปี ภายในภูเขาด้านหลังหมู่บ้าน
ลั่วซือหานจึงคิดจะไปเก็บมันมา ก่อนที่นางเอกจะมาเจอ เขาคิดว่าต่อให้หลิวผิงอันไม่มีโสมต้นนี้ก็คงไม่เป็นอะไร เพราะเธอมียาจำนวนมากในมิติอยู่แล้ว
ดังนั้นโสมนี้เขาขอเก็บไปก่อนก็แล้วกัน!
เอาเป็นว่า ถ้าในอนาคตหลิวผิงอันต้องการใช้โสมจริง เขาอาจจะช่วยหามันอีกรอบก็ได้
เพียงแต่ไม่รู้ว่ามันจะมีอีกต้นไหมแค่นั้นเอง
แต่ก่อนอื่นเขาต้องหาโสมต้นนั้นให้เจอก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน!
ลั่วซือหานเข้าป่าไป โดยมีตะกร้าอยู่บนหลังของเขา มือข้างหนึ่งถือเคียวเอาไว้หนึ่งอัน
บนภูเขาไม่มีที่ไหนปลอดภัย เพราะทุกที่ล้วนมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่
เมื่อเข้าป่ามา ลั่วซือหานเจอกับผักป่าหลายชนิด มีทั้งที่เขารู้จักและไม่รู้จัก แต่เพราะหน้าจอระบบมันบอกว่าสามารถกินได้เขาจึงเก็บกลับไปด้วย
ลั่วซือหานใช้เวลาในป่ามากกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเจอโสมป่าเลยสักต้น
“โชคของตัวเอกไม่สามารถดูถูกได้จริง ๆ” ลั่วซือหานบ่นกับตัวเอง
ตอนที่นางเอกเจอโสมป่า นักเขียนบอกไว้เพียงแค่ว่าเจอบนภูเขา แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดอย่างแน่ชัดเอาไว้
ลั่วซือหานเดินเข้าไปในป่าลึกขึ้น ทางเดินที่เคยเห็นของชาวบ้านก็เริ่มมองไม่เห็นแล้ว
ซึ่งหมายความว่า ข้างหน้าอาจจะมีสัตว์ป่าดุร้ายอาศัยอยู่!
เขาเดินด้วยความระมัดระวัง แต่สายตาก็คอยสอดส่องหน้าจอที่แสดงขึ้นมาอัตโนมัติ
จนกระทั้งหน้าจอตรงหน้าปรากฎชื่อกระต่าย ดวงตาของลั่วซือหานลุกวาว
ดูเหมือนว่าวันนี้ที่บ้านของเขาตะมีเนื้อให้กินแล้ว!
อย่าดูถูกลั่วซือหานที่เป็นประธานบริษัท เพราะก่อนที่จะมารับช่วงต่อบริษัท ลั่วซือหานเองก็เคยรับใช้ชาติ เคยเป็นทหารมาก่อน
การเคลื่อนไหวของลั่วซือหานไหลลื่น และเงียบจนกระต่ายที่ประสาทสัมผัสดีเยี่ยมยังไม่รู้ตัว เขาเดินย่องเข้าไปที่ด้านหลังของมัน
กระต่ายไม่สามารถตอบสนองต่อความเร็วของลั่วซือหาน เพียงเสี่ยววินาที เขาได้ใช้เคียวจบชีวิตของกระต่ายป่าไป
ลั่วซือหานมองกระต่ายในมือด้วยความพึงพอใจ
จากนั้นลั่วซือหานจึงนำกระต่ายใส่ไว้ในช่องเก็บของก่อน เพราะกลิ่นเลือดอาจจะไปดึงดูดสัตว์ป่าตัวอื่นได้
เมื่อจะกลับถึงบ้านเขาค่อยนำมันออกมา
การเข้าป่ามาในวันนี้ถือว่าไม่เสียเปล่า อย่างน้อยครอบครัวเขาก็ยังมีเนื้อกระต่ายกิน แม้จะไม่เจอโสมที่ตามหาก็ตาม
ลั่วซือหานตัดสินใจแล้วว่า ถ้าอีกครึ่งชั่วโมงเขายังหาโสมไม่เจอ เขาจะกลับบ้าน
เนื่องจากตอนนี้เป็นเวลาเกือบจะเย็นแล้ว เขากลัวว่าถ้าออกไปช้า ฟ้าจะมืดก่อนป่าเวลากลางคืนมีแต่อันตรายที่หลบซ่อนอยู่
เพราะช่วงเวลากลางคืน มันคือช่วงหากินของพวกหมาป่า ต่อให้เขาเก่งแค่ไหนก็ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว
ลั่วซือหานหาโสมต่ออีกครึ่งชั่วโมง แต่หายังไงก็หาไม่เจอ แต่ไม่เป็นไรนอกจากหลิวผิงอัน ในหมู่บ้านก็ไม่มีใครสามารถหาเจอได้
หรือว่าแม้แต่เขาก็ไม่สามารถหาเจอได้เหมือนกัน?
ตอนนี้ของที่เขาหาได้จากภูเขา มีผักป่าและกระต่ายหนึ่งตัว
ก่อนหน้านี้ลั่วซือหานบังเอิญเจอไก่ป่าอีกสองตัว กำลังนอนกกไข่อยู่ ในตอนที่ไก่ยังไม่รู้ตัวพวกมันจึงถูกเขาจีดการ
ตอนนี้เขาจึงมีไก่อยู่ในระบบเพิ่มมาอีกสองตัว และไข่ไก่อีกห้าฟองอยู่ในตะกร้า
เมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยมาเกินครึ่งชั่วโมงแล้ว ลั่วซือหานจึงคิดจะกลับบ้าน
ดูเหมือนว่าโชคของเขาจะดีไม่เท่าตัวเอกหญิงอย่างหลิวผิงอัน
ระหว่างทางกลับบ้าน ลั่วซือหานยังคงสอดส่องสายตามองหาโสมป่าไม่หยุด เพราะบางที่ตอนที่เดินเข้าไป เขาอาจจะพลาดตรงไหนไปก็ได้
ในตอนนั้นเอง ดวงตาของลั่วซือหานจ้องมองไปยังหน้าจอสถานะที่มันขึ้นชื่อว่าโสมคน
เขารีบกดเข้าไปดูข้อมูลของมันทันที
[โสมคน อายุ 117ปี สรรพคุณ มีฤทธิ์อุ่น ออกฤทธิ์ตามเส้นลมปราณของปลอดและม้าม บำรุงหยวนซี่]
“ไม่ผิดแน่ นี่คือโสมที่กำลังตามหา!” ลั่วซือหานพูดด้วยความดีใจ
ลั่วซือหานรีบไปขุดโสมคนด้วยสีหน้าจริงจัง เขาใช้มือขุดโสมขึ้นมาด้วยสกิลเก็บเกี่ยว เพราะกลัวว่าจะทำให้โสมได้รับความเสียหาย
ไม่รู้ว่า จะเรียกว่าโชคดีได้ไหม? เพราะหน้าจอแจ้งเตือนของระบบทำให้หัวใจของลั่วซือหานเต็นเร็วขึ้นด้วยความตื่นเต้น
[คุณได้ทำการเก็บเกี่ยว โสมคนที่สมบูรณ์ อายุ 117 ปี]
[ยินดีด้วยคุณได้รับโบนัสการเก็บเกี่ยว คุณได้รับโสมคนที่สมบูรณ์ อายุ 117 ปี]
“โบนัสเก็บเกี่ยว!” ลั่วซือหานอุทานออกมาด้วยความตกใจ
ดังนั้นตอนนี้ในมือของลั่วซือหานจึงมีโสมคนอยู่หนึ่งต้น และในช่องเก็บของอีกหนึ่งต้น
หัวใจของลั่วซือหานเต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้น ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาเองก็โชคดีไม่แพ้หลิวผิงอันเหมือนกัน?!
ลั่วซือหานพึงพอใจมาก เมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้ว เขาจึงได้เดินทางกลับบ้านด้วยอารมณ์ที่ดีมาก ๆ
แน่นอนว่าโสมคนนั้น เขาเก็บมันไว้ในช่องเก็บของก่อนเพื่อความปลอดภัย
เมื่อใกล้จะถึงบ้าน ลั่วซือหานได้นำกระต่ายป่าออกมาจากช่องเก็บของก่อน ส่วนไก่เขายังไม่คิดจะนำมันออกมา
เอาไว้พรุ่งนี้เขาจะทำทีเป็นมาหาของในภูเขาอีก แล้วค่อยนำออกมาทีละตัว ถ้านำของออกมาทั้งหมดในทีเดียว เขาเกรงว่าเพื่อนบ้านจะรู้สึกอิจฉาเอาได้
พอถึงบ้าน ดวงอาทิตย์ก็ใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว
เมื่อเข้าบ้านมาลั่วซือหานก็เจอกับลั่วตง ที่กำลังสานตะกร้าอยู่หน้าบ้านเช่นเคย
ลั่วตงมองลั่วซือหานที่พึ่งเดินเข้ามา ด้วยใบหน้าเบื่อหน่าย
“แกไปไหนมา?” ลั่วตงถาม
“ไปหาฟืนบนภูเขามา นอกจากนั้น ผมโชคดีบังเอิญได้กระต่ายป่ากลับมาด้วย” ลั่วซือหานตอบ
ลั่วตงมองไปที่ตะกร้าบนหลังของลั่วซือหาน จากนั้นเขาก็ไม่ได้สนใจอีก
แม้จะดูเป็นแบบนั้น แต่ลั่วตงก็คิดในใจว่า วันนี้เขาจะได้กินของดีแล้ว!
ฟู่อันฉีที่ได้ยินเสียงของลูกชายจึงออกมาดู
วันนี้หลังจากพักเที่ยงเธอและลั่วตง กลับมาจากทำงานแต่ไม่เจอใครอยู่เลย เธอจึงรู้สึกเป็นห่วง แต่ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลั่วซือหานไม่อยู่บ้าน
เมื่อเห็นว่ามีกับข้าววางไว้รอ เธอรู้ได้ทันทีว่าเป็นลั่วซือหานที่เตรียมไว้ให้
จากนั้นเธอก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก และคิดไปว่าเขาอาจจะหายดีแล้ว จึงออกไปเที่ยวเล่นเหมือนอย่างเคย
แต่ว่าหลังจากที่พวกเธอกลับมาจากการทำงานช่วงเย็น ลั่วซือหานก็ยังไม่กลับบ้าน เธอจึงรู้สึกร้อนใจจนไม่เป็นอันทำกับข้าว
ฟู่อันฉีอยากออกไปตามหาลูกชาย แต่ลั่วตงห้ามไว้ก่อน เธอจึงรอจนกว่าจะค่ำ
ถ้าหากลั่วซือหานยังไม่กลับ เธอจะออกไปตามหาเขาที่บ้านคังอี้เฉิน เพื่อนของลั่วซือหานที่เขาชอบไปเที่ยวเล่นด้วยกันบ่อย ๆ
แต่ดีที่ลั่วซือหานกลับมาก่อน เธอจึงไม่ได้ออกไปตามหาเขา
“ซือหาน หายไปไหนมา!” ฟู่อันฉีรีบถามด้วยความเป็นห่วง
“ผมขึ้นภูเขาไปหาของป่ามา”
จากนั้นลั่วซือหานจึงได้วางตะกร้าบนหลังลง
“ลูกยังไม่หายดีทำไมถึงรีบออกไปข้าง ถ้าเป็นอะไรขึ้นมา…”
“ผมหายดีแล้ว ดูของในตะกร้าก่อนสิ ผมได้อะไรมาบ้าง”
ลั่วซือหานพูดตัดบท แล้วเปลี่ยนเรื่อง
ลั่วซือหานเปิดตะกร้าออก ฟู่อันฉีมองเห็นของด้านใน จากนั้นดวงตาของเธอจึงทอแสงด้วยความดีใจ
“ลูกจับมันได้เหรอ?”
“ใช่ วันนี้ผมขึ้นภูเขาไปลึกหน่อย เลยเจอของดีเยอะแยะเลย” ลั่วซือหานพยักหน้าบอกด้วยรอยยิ้ม
ฟู่อันฉียิ้มดีใจ เธอเชื่อที่ลั่วซือหานพูด ความจริงแล้วไม่ว่าเขาจะพูดอะไรเธอก็เชื่อเขาทั้งหมด นี่คือการตามใจที่แท้จริง
ในนิยายลั่วซือหานถึงได้มีจุบจบที่ไม่ดีนัก เพราะมีพ่อแม่ที่คอยเข้าข้างอยู่ตลอดเวลา แม้เขาจะทำผิดก็ตาม
ลั่วซือหานยังคงช่วยฟู่อันฉีทำอาหารตามเคย
ครั้งนี้ฟู่อันฉีไม่ได้เอ่ยปากไล่เขาอีก เพราะคิดว่าไล่ไปเขาก็คงไม่ฟัง
กับข้าววันนี้ฟู่อันฉีทำผัดผักป่าที่หามาได้ ส่วนกระต่ายเธอทำเป็นเนื้อกระต่ายตุ๋น และไข่ต้มอีกสามฟอง
หลังจากอาหารถูกเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ลั่วตงจึงเข้ามากินข้าว
เมื่อเข้ามาลั่วตงจึงเห็นว่ามีเนื้ออยู่ในมื้ออาหารจริง ๆ เขาอดที่จะน้ำลายไหลไม่ได้ เขาได้แอบเช็คน้ำลายตัวเองเงียบ ๆ
ช่วยไม่ได้เพราะพวกเขาไม่ได้กินเนื้อมานานแล้ว กว่าจะได้กินเนื้อแต่ละที คงต้องรอให้ถึงวันปีใหม่ก่อนพวกเขาถึงจะได้กิน
กลิ่นของเนื้อกระต่ายตุ๋น ทำให้ลั่วตงมีความอยากอาหารมากขึ้นกว่าเดิม
จากนั้นพวกเขาก็ต่างคนต่างกินอย่างเอร็ดอร่อย มื้อนี้ถือว่าเป็นมื้อที่พวกเขามีความสุขที่สุด!