บทที่ 32 ชามทองคำขององค์ชายรุ่ย
ตอนนี้ทั้งลู่จือฉิงและเซี่ยมู่ต่างก็เป็นนักโทษหลบหนีของจวนอ๋องรุ่ย บนกำแพงด้านนอกคงจะมีการติดประกาศจับทั้งสองแม่ลูกเอาไว้ หากผู้ใดแจ้งเบาะแสย่อมได้รับรางวัลอย่างงาม หากผู้ใดให้ที่พักพิงแก่นักโทษ ผู้นั้นก็จะต้องโทษเช่นเดียวกัน ลู่จือฉิงเองก็เห็นเรื่องเช่นนี้ในทีวีมาไม่น้อย
สองแม่ลูกต้องคิดหนักอีกครั้ง แต่ในที่สุดทั้งคู่ก็ยังคงรู้สึกว่าไม่ว่าอย่างไรก็ต้องกินให้อิ่มท้องเสียก่อน ความหิวมีชัยเหนือความกลัวสองแม่ลูกจึงตัดสินใจออกเดินทางไปพร้อมกับชามทองคำ
การออกเดินทางต้องเลือกหาเส้นทางที่ปลอดภัย ไม่สามารถไปยังถนนที่มีคนพลุกพล่านเกินไป และไม่สามารถไปที่ตรอกอันมืดมิดใกล้กับที่ว่าการได้ ดังนั้นทั้งสองแม่ลูกต้องไปยังสถานที่ที่ทั้งปลอดผู้คน และมีโรงรับจำนำ และไม่มีทหารหรือองครักษ์
โชคดีที่เซี่ยมู่มีความจำเป็นเลิศ ยังจำได้ว่าบนเส้นทางที่หลบหนีออกมาจากตรอกนั้นมีโรงรับจำนำแห่งหนึ่งอยู่ซึ่งตรงกับเงื่อนไขทั้งหมดที่ต้องการอย่างพอดิบพอดี
คนทั้งสองปลอมตัวลู่จือฉิงใช้ผ้าคลุมศีรษะปิดบังใบหน้าเผยให้เห็นเพียงดวงตาทั้งสองข้าง เหตุเพราะทุกคนรู้จักหน้าตาของพระชายารุ่ย เป็นอย่างดี ส่วนเซี่ยมู่นั้นไม่ต้องปลอมตัวก็เปิดใบหน้าจริงได้เลย
เพราะแทบจะไม่มีผู้ใดเคยพบหน้าเซี่ยมู่มาก่อน คนที่จะจำได้ว่าเขามีรูปร่างหน้าตาเป็นเช่นไรยิ่งน้อยกว่าน้อย หากมีผู้ใดสามารถจำเขาได้ คงต้องเป็นคนของจวนอ๋องรุ่ยเท่านั้น หากพบเจอคนจากจวนอ๋องรุ่ย จริง ๆ แล้ว ไม่ว่าจะปลอมตัวอย่างไรก็ไร้ประโยชน์
ลู่จือฉิงได้แต่เสียใจที่ตนเองนั้นข้ามเวลามา เหตุใดถึงไม่ได้เรียนวิชาปลอมตัวของคนยุคโบราณบ้างเลย ทำให้ตอนนี้ทำได้เพียงใช้ผ้าคลุมศีรษะปกปิดบังใบหน้า ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่า การใช้ผ้าคลุมศีรษะนั้น ยิ่งทำให้เป็นจุดสนใจมากขึ้น แต่ตอนนี้ก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
คนทั้งสองก้มหน้าก้มตาเดินอย่างรวดเร็ว เซี่ยมู่รู้สึกว่าท่าทางของลู่จือฉิงนั้นราวกับต้องการบอกให้คนทั้งโลกรู้ว่านางเป็นนักโทษหลบหนี ทั้งเดินอย่างเร่งรีบยิ่งกว่าใคร ๆ ทั้งยังใช้ผ้าคลุมศีรษะ ทำเอาผู้คนบนท้องถนนต่างพากันหันมามอง
แม้ว่าจะดึงดูดสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมา แต่โชคยังดีที่ตลอดเส้นทางไม่มีใครขวางพวกนางเอาไว้ และหาโรงรับจำนำแห่งนั้นพบได้อย่างราบรื่น
ลู่จือฉิงโกรธจนแทบกัดฟัน หากไม่ใช่เพราะชิวหลินรุ่ยนั่นนางคงไม่ต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้เป็นแน่
หากไม่ใช่เพราะเขาพูดจากล่าวหานางว่ามีความเกี่ยวข้องกับพระชายาที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว หากไม่ใช่เพราะเขากล่าวหาว่านางมาที่จวนอ๋องรุ่ยเพราะมีแผนการร้าย นางคงไม่ต้องใช้ผ้าคลุมศีรษะอันน่าเกลียดเช่นนี้มาเดินบนท้องถนน
ในที่สุดก็หนีออกมาได้แล้ว ไฉนยังมีทหารออกตามล่าอีก หากนางคิดจะทำร้ายเขาจริง ๆ เหตุใดต้องหลบหนีด้วยเล่า ยิ่งไปกว่านั้นนางเป็นเพียงสตรีที่อ่อนแอที่มากับเด็กน้อยคนหนึ่งจะไปทำร้ายใครได้ แม้แต่ทะเลาะกันก็ยังสู้ไม่ได้
ชิวหลินรุ่ยผู้นี้ช่างเป็นคนที่เพี้ยนจริง ๆ ไม่แปลกใจเลยที่ฮ่องเต้ไม่เลือกเขาเป็นรัชทายาท ลู่จือฉิงยังคงกัดฟันด้วยความโกรธ คำพูดแย่ ๆมากมายผุดขึ้นในใจไม่หยุดหย่อน
เซี่ยมู่นั้นไม่ได้หัวรุนแรงเหมือนชิวหลินรุ่ย ระหว่างทางยังใช้เงินที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ซื้อซาลาเปาเนื้อมากินหนึ่งลูกเดินเคี้ยวตุ้ย ๆ ไปตลอดทางจนถึงโรงรับจำนำที่ซ่อนอยู่
ด้านหน้าโรงรับจำนำนั้น มีป้ายไม้แกะสลักอักษรสีทองอร่ามบนพื้นดำว่า ‘ร้านรับจำนำอันดับหนึ่งในใต้หล้า’
ช่างเป็นร้านที่ค่อนข้างโอ้อวดเสียจริง ทั้ง ๆ ที่ตั้งอยู่ในสถานที่เช่นนี้ แต่ก็ยังกล้าเรียกตัวเองว่า ‘อันดับหนึ่งในใต้หล้า’ ของประดับตกแต่งหน้าร้านนั้นยังดูเก่าแก่ แลดูมีอายุขัยมานานปี
ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ยืนสำรวจอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปข้างใน ขณะที่ก้าวเท้าเข้าไปในร้านก็ได้กลิ่นหอมของไม้จันทน์อันหอมกรุ่น ม่านลูกปัดสีเข้มแกว่งไกวเบา ๆ เสียงสะท้อนก้องอยู่ในร้านอันเงียบสงบ ราวกับยังได้ยินเสียงสะท้อนจากด้านหลังฉากกั้น
เมื่อเข้าไปในโรงรับจำนำ ก็ยังมองไม่เห็นรายละเอียดข้างใน แสงสลัวลงเรื่อย ๆ ยิ่งเข้าไปลึกก็ยิ่งมืดเหมือนจมดิ่งสู่ความมืด ลู่จือฉิงมองเข้าไปข้างใน แต่ก็มองไม่เห็นเจ้าของร้าน
ห้องโถงด้านหน้านั้นสั้นมาก มีโต๊ะน้ำชาสองตัว ตัวหนึ่งวางกระถางธูปโบราณ อีกตัววางแจกันหยก ภายในแจกันนั้นปักดอกไม้งามประจำฤดูกาล การตกแต่งนั้นวิจิตรงดงาม
ลู่จือฉิงจูงมือเซี่ยมู่ไปยังหน้าฉากกั้นไม้ นางหยิบชามทองคำออกมาจากย่าม แม้ในสภาพแวดล้อมที่มืดมิดเช่นนี้ชามทองคำก็ยังคงเปล่งประกายสีทองอร่าม สันนิษฐานได้ว่าต้องทำจากทองคำบริสุทธิ์อย่างแน่นอน
ทันทีที่หยิบชามทองคำออกมา ลู่จือฉิงก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลังฉากกั้น นางเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเป็นชายชราผู้หนึ่ง ดวงตาเบ้าลึก สวมแว่นตาขอบทองจากดินแดนตะวันตก ดูเหมือนจะมีประสบการณ์ในการตีราคาสินค้าเป็นอย่างมาก
จู่ ๆ เซี่ยมู่ก็ดึงชายเสื้อของลู่จือฉิงอย่างแรงจนลู่จือฉิงตกใจนึกว่าทหารตามมาทัน นางจึงรีบกอดชามทองคำไว้แน่น แล้วหันหลังกลับไปมอง
ด้านหลังไม่มีอะไรเลย นางจึงก้มหน้าลงมองเซี่ยมู่ด้วยความสงสัย นี่มันอะไรกันไม่มีอะไรแล้วจะดึงให้นางดูทำไม นางกำลังยุ่งอยู่กับการตกลงธุรกิจเชียวนะ
เซี่ยมู่ดึงชายเสื้อของลู่จือฉิงอีกครั้งอย่างแรง ท่าทางดูร้อนรน ลู่จือฉิง มองเขาด้วยความไม่เข้าใจ เขาไม่พูดอะไรออกมาสักคำ ใครจะไปรู้ว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร
เซี่ยมู่ได้แต่พูดอย่างจนใจว่า “ท่านตามข้ามาก่อนข้ามีเรื่องจะบอก”
‘ถ้าข้าไม่เตี้ยขนาดนี้ คงไม่ต้องอ้อมค้อมเช่นนี้หรอก ลู่จือฉิงก็ช่างไร้ไหวพริบเสียจริง จ้องตาแป๋วราวกับไม่รู้เรื่องรู้ราว คู่หูเช่นนี้ช่างทำให้เหนื่อยใจจริง ๆ’
ลู่จือฉิงย่อตัวลงจนอยู่ระดับเดียวกับเขา แล้วถามว่า “มีอะไรก็รีบ ๆ พูดเข้า เถ้าแก่รออยู่”
เถ้าแก่จ้องมองมาจากหลังฉากกั้นด้วยความคาดหวัง ไม่รู้ว่าคนทั้งสองกำลังทำอะไรกัน เซี่ยมู่รีบคว้าชามใบนั้นมาแล้วกระซิบที่ข้างหูลู่จือฉิง ว่า “ชามใบนี้เอาไปจำนำไม่ได้”
“ทำไมล่ะ?!” นี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่พวกเขามีอยู่แล้ว หากไม่จำนำชามใบนี้จะยอมกินลมกินตะวันหรืออย่างไร
เซี่ยมู่ไม่ได้อธิบายอะไรมากมาย เพียงพลิกชามให้ลู่จือฉิงดู “ดูสิ”
ลู่จือฉิงก้มลงมอง บนชามนั้นมีรอยประทับไม่ทราบว่าเป็นรอยประทับอะไร ลู่จือฉิงขยับเข้าไปใกล้อีกเล็กน้อยพึมพำออกมาว่า “อ๋องรุ่ย”
พึมพำออกมาได้เพียงสองคำก็ไม่กล้าพูดต่อ ลู่จือฉิงรีบเอามือปิดปากตัวเอง สวรรค์! ชิวหลินรุ่ยนี่มันบ้าไปแล้ว แม้แต่ชามก็ยังประทับตราของตนเองเอาไว้เช่นนี้ กะจะไม่ให้นักโทษอย่างพวกนางมีที่ยืนในสังคมเลยหรือ!
ยิ่งคิดก็ยิ่งหวาดกลัวหากนำชามใบนี้ไปจำนำ เถ้าแก่ต้องจำได้แน่ว่าชามทองคำใบนี้มาจากที่ใด ถึงตอนนั้นพวกนางไม่ถูกตามล่าจนสิ้นชื่อ ก็คงกลายเป็นว่าพวกนางเดินเข้าไปติดกับดักด้วยตนเอง
โชคดีที่เซี่ยมู่สังเกตเห็นเสียก่อน ลู่จือฉิงที่ยังตั้งสติไม่ได้ก็เอ่ยปากชมเซี่ยมู่ออกมาว่า “โชคดีจริง ๆ ที่เจ้าตัวเตี้ย”
แม้คำพูดนั้นจะถูกต้อง หากไม่ใช่เพราะ เซี่ยมู่ตัวเตี้ยจนมองเห็นก้นชาม พวกนางก็คงหนีไม่พ้นเคราะห์กรรมนี้แน่ แต่คำพูดนี้ไม่ว่าจะฟังอย่างไรก็รู้สึกแปลก ๆ เซี่ยมู่ได้ยินเช่นนั้นแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้ว
ในตอนนั้นเองก็มีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาว่า “แม่นาง แม่นาง”
เสียงแหบพร่าและแห้งกร้านทำให้ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ได้สติกลับมา จำได้ว่ายังมีเถ้าแก่ยืนอยู่หลังฉากกั้น
พวกเขาทั้งสองบุกเข้ามาในโรงรับจำนำแห่งนี้ เรียกเถ้าแก่ให้ออกมา แต่สุดท้ายก็หันหลังกลับและจากไปโดยไม่ได้อะไรเลย ทำเช่นนี้นี่มันถูกต้องแล้วหรือ ลู่จือฉิงไม่กล้าพอที่จะทำเรื่องเช่นนั้น
แต่พวกเขาก็ไม่สามารถหยิบอะไรขึ้นมาสักอย่างเพื่อกลบเกลื่อนได้ เพราะตอนนี้ นอกจากชามทองคำใบนี้ พวกเขาก็ไม่มีของมีค่าอะไรแล้ว จะให้เอาเสื้อผ้าเก่า ๆ ของเซี่ยมู่ไปจำนำงั้นหรือ เช่นนี้มันจะไม่ดูแย่เกินไปหน่อยหรือไม่ ลู่จือฉิงยิ่งไม่กล้าทำเรื่องแบบนั้น
ขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีบุคคลหนึ่งเดินเข้ามาจากประตู บุคคลผู้นั้นเดินย้อนแสงเงาของเขาทาบทับลงบนร่างของลู่จือฉิง
เงาร่างย้อนแสงนั้นดูเลือนรางมองเห็นเพียงร่างสูงโปร่งก้าวเดินอย่างผ่อนคลาย ในมือถือพัดกระดาษภาพลักษณ์ราวกับบุรุษรูปงามผู้สง่างาม
สายตาของลู่จือฉิงจับจ้องไปที่บุคคลผู้นั้นจนกระทั่งเขาเดินมาถึงหน้าฉากกั้น ลู่จือฉิงจึงมองเห็นใบหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน
นี่คือบุรุษรูปงามจากที่ใดกัน บุรุษรูปงามคนอื่น ๆ เมื่อเทียบกับเขาแล้ว ช่างเทียบกันไม่ได้เลยจริง ๆ ลู่จือฉิงมักจะเรียกตัวเองว่า ‘นักวิจารณ์หนุ่มหล่อสไตล์จีนโบราณ’
ครั้งนี้ ย้อนเวลากลับมายังยุคโบราณ ไม่ค่อยได้เห็นผู้ใดที่ถูกใจนัก ไม่คิดเลยว่าจะเก็บโชคทั้งหมดไว้ในปีนี้ ตั้งแต่บัณฑิตจอมกะล่อนอย่าง เยว่เชียนหานไปจนถึงชิวหลินรุ่ยผู้เย็นชา และตอนนี้ก็บุรุษผู้นี้ทำให้ลู่จือฉิงอยากจะวาดภาพขึ้นมาเสียเดี๋ยวนี้
หากจะกล่าวว่าเยว่เชียนหานนั้นมีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลา เป็นที่ต้องตาต้องใจของผู้คนโดยไม่รู้ตัว ชิวหลินรุ่ยนั้นจัดว่าเป็นหนุ่มรูปงามหาตัวจับยาก แต่กลับมีนิสัยที่ไม่คู่ควรกับใบหน้านั้นเลย
แต่บุรุษตรงหน้าผู้นี้ลู่จือฉิงนึกคำอธิบายไม่ออก บุรุษผู้นี้ราวกับสายน้ำใสบริสุทธิ์จากหุบเขา มีรัศมีบริสุทธิ์อย่างแท้จริง แต่ก็เปล่งประกายราวกับหยก
ก้าวย่างอย่างมั่นใจ แววตาเปี่ยมไปด้วยความรู้และประสบการณ์ เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก ไม่เพียงแต่เป็นบุรุษรูปงามเท่านั้น ทว่ายังทำให้ลู่จือฉิงรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน