ทลายสวรรค์ กลืนพิภพ

ตอนที่ 229 ได้เป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์

ประชาชนเริ่มซุบซิบกันถึงความยิ่งใหญ่ของการที่ชื่อของใครสักคนจะถูกจารึกลงในหอสมุดอาณานิคมซึ่งเป็นเกียรติสูงสุดที่ไม่ใช่ทุกคนจะได้รับ

 

"และยิ่งไปกว่านั้น... ผู้ชนะของเราจะกลายเป็น 'พลเมืองกิตติมศักดิ์แห่งฝั่งตะวันตก' ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุดที่เรามอบให้แก่ผู้ที่สร้างคุณประโยชน์และมีบทบาทสำคัญในเมืองของเรา"

 

เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้งแต่ครั้งนี้เต็มไปด้วยความชื่นชมและเคารพ

"ในฐานะพลเมืองกิตติมศักดิ์เขาจะได้รับอาณาเขตเป็นของตัวเองซึ่งหมายความว่าเขาจะเป็นเจ้าของที่ดินบางส่วนในเขตนี้"

ผู้ว่าการเดอร์แคลพูดด้วยน้ำเสียงที่ภาคภูมิใจ

เขามองไปที่ฝูงชน สายตาของเขาหยุดอยู่ที่จุดหนึ่งก่อนจะกล่าวด้วยเสียงที่ดังกังวาน

"ขอให้นาฟขึ้นมาบนเวทีเพื่อรับเหรียญพลเมืองกิตติมศักดิ์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศของเมืองเรา!"

ฝูงชนหันไปมองหาชายหนุ่มผู้ถูกเรียกชื่อเสียงปรบมือดังขึ้นเป็นระลอก ขณะที่นาฟก้าวขึ้นไปบนเวทีท่ามกลางสายตานับพันคู่ที่จับจ้องเขา

บรรยากาศเต็มไปด้วยความรู้สึกของการยอมรับและความภาคภูมิใจทุกสายตาต่างเฝ้าดูนักแข่งหนุ่มผู้เป็นตำนานใหม่ของอาณานิคม

บนเวที ผู้ว่าการยื่นเหรียญพลเมืองกิตติมศักดิ์ซึ่งทำจากโลหะเงินบริสุทธิ์ให้กับนาฟ

เหรียญนั้นถูกสลักเป็นรูปนกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองฝั่งตะวันตกนาฟก้มตัวรับเหรียญด้วยท่าทางสง่างามท่ามกลางเสียงปรบมือที่ดังกึกก้องไปทั่วจัตุรัสใหญ่

"นับจากวันนี้เจ้าคือพลเมืองกิตติมศักดิ์ของเรา"

ผู้ว่าการกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

"จงใช้ความสามารถและพลังของเจ้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับอาณานิคมนี้สืบไป"

 

เมื่อผู้ว่าการเดอร์แคลส่งสัญญาณให้นาฟ ชายหนุ่มยืนตัวตรงอยู่บนเวทีท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมายที่รอคอยคำกล่าวจากเขานาฟสูดลมหายใจลึกเล็กน้อยก่อนจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง สายลมอ่อนพัดผ่านเสียงฝีเท้าของเขาดังเบาๆ บนเวที

“ข้าต้องขอขอบคุณสำหรับเกียรติยศอันยิ่งใหญ่นี้ ข้าเพียงแค่ทำหน้าที่ในฐานะหนึ่งในพลเมืองที่อาศัยอยู่ในอาณานิคมผู้หนึ่งที่ต้องการปกป้องสิ่งที่เรารัก ครอบครัว เพื่อน และบ้านของเรา”

นาฟมองไปยังผู้คนที่สวมชุดไว้อาลัยสีดำดวงตาของพวกเขาสะท้อนความโศกเศร้าและความหวัง

“ชัยชนะนี้ไม่ได้เป็นของข้าคนเดียว มันเป็นของทุกคนของเหล่าผู้กล้าที่ร่วมสู้ในสนามแข่งขัน ผู้ที่ปกป้องบ้านของเราอยู่ทุกวันพวกเขาคือผู้ชนะตัวจริง”

เสียงซุบซิบเล็กน้อยดังขึ้นท่ามกลางฝูงชนขณะที่พวกเขารับรู้ถึงความอ่อนน้อมของนาฟ

 

"วันนี้เราไว้อาลัยให้กับผู้ที่สูญเสียพวกเขาจะไม่ถูกลืม และเราจะไม่ยอมให้การเสียสละของพวกเขาไร้ค่า พวกเราจะก้าวไปข้างหน้าแข็งแกร่งกว่าเดิม เราอาจสูญเสียคนสำคัญเราอาจเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดที่ไม่สามารถลบล้างได้แต่เราต้องไม่ยอมให้มันทำลายหัวใจของเรา ข้าเองก็จะก้าวผ่านความสิ้นหวังไปพร้อมๆกับพวกท่าน ‘ความหวัง’ ความหวังที่ว่าเราจะสามารถสร้างวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าเดิมได้หากเรามุ่งมั่นและไม่ยอมแพ้”

 

เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้งคราวนี้ดังกึกก้องกว่าเดิม คำพูดของนาฟเริ่มส่งผลบางคนในฝูงชนที่เคยรู้สึกสิ้นหวังจากเหตุการณ์ร้ายที่ผ่านมาเริ่มรู้สึกถึงแรงใจที่กลับมาอีกครั้ง เขาพูดด้วยความจริงใจที่สัมผัสได้ผู้คนต่างมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม

ท่ามกลางเหล่าคณาจารย์และเจ้าหน้าที่คนสำคัญสายตาคมของครูใหญ่จ้องมองศิษย์รักของตนบนเวทีด้วยความภาคภูมิใจอย่างลึกซึ้ง

บรรดาเพื่อนๆ และนักศึกษาจากสถาบันที่ยืนอยู่ใกล้ๆต่างรู้สึกทึ่งและซาบซึ้งเขาได้แสดงความถ่อมตนและปลุกขวัญกำลังใจให้กับผู้คนทั้งหลาย

 

ณ มุมหนึ่งของจัตุรัส เมญ่าผู้ซึ่งเฝ้าดูอยู่ห่างๆน้ำตาซึมขึ้นมาบนดวงตาของเธอ เธอเห็นนาฟในทุกก้าวย่าง ความทุ่มเทที่เขาได้ทำมาตลอดช่วงเวลานี้ทำให้เธอรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ในหัวใจของเขาความมุ่งมั่นที่ไม่เคยหวั่นไหว

 “นาฟ...!”

เมญ่ากระซิบกับตัวเองน้ำตาแห่งความปลื้มปิติไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวความรู้สึกอบอุ่นที่แล่นผ่านหัวใจของเธอทำให้เธอรู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็นมากกว่าผู้ที่เธอเฝ้าดูอยู่จากระยะไกล

 


นาฟก้มศีรษะเล็กน้อยเป็นการขอบคุณแล้วก้าวถอยหลังสายตาของเขามองออกไปยังจัตุรัสที่เต็มไปด้วยผู้คน

ที่แม้จะเจอกับความสูญเสีย แต่เขาเชื่อว่าความหวังที่ก่อเกิดขึ้นในจิตใจจะเป็นแรงผลักดันให้ทุกสิ่งดีกว่าเดิม

หลังจากงานพิธีไว้อาลัยอันยิ่งใหญ่ที่จัตุรัสใหญ่ผ่านพ้นไปนาฟถูกเชิญเข้าสู่ห้องทำงานส่วนตัวของผู้ว่าการเดอร์แคลอาคารเก่าแก่แห่งนี้มีเสน่ห์สงบนิ่ง ภายในห้องมีบรรยากาศเงียบขรึมตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้โบราณและภาพวาดประวัติศาสตร์ของเมืองฝั่งตะวันตกประตูไม้หนาหนักปิดลงอย่างเงียบงันหลังจากที่นาฟก้าวเข้ามา

ผู้ว่าการยืนอยู่ข้างโต๊ะทำงาน เขาสวมชุดเครื่องแบบเต็มยศมองนาฟด้วยสายตาชื่นชมเล็กน้อยแต่ยังคงท่าทีสง่างามและเคร่งขรึมตามแบบขุนนางใหญ่ของอาณานิคม

"นาฟทางอาณานิคมในโดยองค์ชายสามและราชวงศ์รู้สึกขอบคุณเจ้าเป็นเป็นอย่างมากที่เจ้าได้ช่วยเหลือองค์ชายไว้ในเหตุการณ์นั้น"

นาฟลดศรีษะลงเล็กน้อย ขณะที่หัวใจของเขาเต้นช้าลงด้วยความสงบ

"การเป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์ไม่ใช่แค่ตำแหน่งในเชิงสัญลักษณ์ แต่ถือเป็นตำแหน่งราชการชั้นผู้ใหญ่เจ้าจะได้รับสิทธิพิเศษมากมาย"

ผู้ว่าการเดินไปที่โต๊ะไม้โอ๊กและหยิบเอกสารเล่มหนึ่งขึ้นมาวางตรงหน้านาฟ