บทที่ 23 งานชุมนุม 2
หวังเฟิง จินเต๋อ เฉาเฟิง แยกตัวออกมาพูดคุยกันที่มุมด้านซ้ายซึ่งเป็ที่รวมตัวกันของคนหนุ่มสาว ที่ตรงนี้เห็นได้ชัดว่าคึกคัก และมีชีวิตชีวากว่าบริเวณอื่น จินเต๋อนั้นเป็คนอัธยาศัยดี ไม่นานก็ได้คบหากับเพื่อนวัยเดียวกันมากมาย ขณะเดียวกันเฉาเฟิงเองก็เป็ที่รู้จักพอสมควร เพราะเป็ศิษย์เอกของสำนักอินทรีผงาด หนึ่งในสำนักชั้นนำฝั่งตะวันตกของเมืองหลวง
กลับกัน หวังเฟิง เป็คนที่มีนิสัยพูดน้อย แม้จะชอบเป็ผู้ฟังมากกว่า แต่ด้วยแรงดึงดูดบางอย่าง บวกกับใบหน้าอันหล่อเหลาที่หาตัวจับได้ยาก จึงทำให้มีหญิงสาวหลายคนเข้ามาทำความรู้จักด้วย ควรทราบไว้ว่าคนที่ปรากฏตัวในงานชุมนุมแบบนี้ได้ กว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นล้วนมีฐานะไม่ธรรมดา อย่างคำคนโบราณสมัยก่อนที่เคยพูดไว้ “ร่ำรวยฝึกปรือวิชาบู๊ ยากจนศึกษาวิชาบุ๋น” โดยเฉพาะเมื่อยู่ในยุคนี้แล้วยิ่งไปกันใหญ่ ขอถามสักคำ หากคุณมัวแต่ฝึกวิชา ไม่ทำงาน ทำการ จะมีปัญญาซื้อข้าวกินหรือ ? รึคิดจะหวังพึ่งข้าวเปล่าของสำนัก ? ขอโทษที อยากกินข้าวของสำนักยังต้องจ่ายเงิน !
“นี่หวังเฟิง เธออยู่สำนักไหนเหรอ ?”
“แล้วเธอยังเรียนอยู่หรือเปล่า”
“เรียนอยู่ที่ไหนเหรอ ?”
ถูกหญิงสาวรุ่นเดียวกันรุมล้อมแบบนี้ หวังเฟิงก็อดใจเต้นไม่ได้ เพียงแต่ท่าทางที่แสดงออกภายนอกยังคงสุขุมดังเดิม ถามคำตอบคำ เื่ไหนที่เป็เื่ส่วนตัวก็ไม่คิดบอก ตอบปัดไปอย่างอ้อม ๆ แน่นอนสำหรับหญิงสาวเหล่านี้แค่เพียงได้คุยกับหวังเฟิงก็เพียงพอแล้ว สนใจที่ไหนกันว่าสิ่งที่เขาบอกจะเป็เื่จริง หรือไม่จริง
และระหว่างที่ทุกคนกำลังพูดคุยสนุกสนานกันอยู่นี้เอง เสียงประกาศก็ดังขึ้น
[่เวลาสำคัญของงานชุมนุมมาถึงแล้วครับ ขอเชิญทุกคนมาตรงสนามประลองด้วย]
เมื่อได้ยินเสียงประกาศนี้เหล่าชายหนุ่มเืร้อนก็ร้องเฮออกมาทันที ส่วนหญิงสาวก็ส่งเสียงกรี๊ดกันยกใหญ่ ต่างรีบมุ่งหน้าไปยังสนามประลองที่อยู่ด้านในทันที
“ไปพวกเรา ความสนุกกำลังจะเริ่มแล้ว”
พวกจินเต๋อก็รวมกลุ่มไปยังสนามประลองเช่นกัน หวังเฟิงเองก็รอ่เวลานี้อยู่ เพราะเขาสนใจอย่างมากว่าคนในแวดวงนี้จะมีฝีแค่ไหน เพราะแต่ไหนแต่ไรมาเขาได้แต่ฝึกกับแม่มาโดยตลอด นอกจากคนใกล้ตัวแล้ว เขาก็ยังไม่เคยเจอผู้ฝึกปราณคนอื่นเลยสักครั้ง
หวังเฟิงอยากรู้ว่าตนเองเมื่อเทียบกับคนเหล่านี้แล้วแข็งแกร่งแค่ไหน !
สนามประลองมีขนาดใหญ่ พอๆ กับสนามแข่งกีฬาเทควันโด เพียงแต่จะพื้นสนามจะมีการยกสูงขึ้นเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง และความยืดหยุ่นของพื้นสนามให้สามารถรองรับการกระแทก และการลงน้ำหนักของผู้ประลอง
เวลานี้บนสนามประลอง มีชายวันกลางคน สวมชุดจงซาน ยืนถือไมค์พร้อมกับพูดว่า [สวัสดีทุกคน ่เวลาสำคัญของงานชุมนุมครั้งนี้ได้มาถึงแล้ว เพื่อไม่ให้เสียเวลา ฉันจะไม่พูดถึงกฎที่เรารู้กันดีอยู่แล้ว แต่ถ้าคนไหนมาใหม่ก็รบกวนผู้าุโทั้งหลาย บอกกฎที่สำคัญให้กับรุ่นเยาว์ของเราด้วยนะครับ]
“กฎ” ที่ว่านี้ หวังเฟิงรับรู้แล้วก่อนจะมาคือ ห้ามทำร้ายจุดตายคู่ประลอง ห้ามใช้อาวุธ รวมถึงหากคู่ประลองยอมแพ้ต้องหยุดมือทันที
[คู่เปิดสนามของเราครั้งนี้คือ ไป๋จ้าน หมัดพายุ กับ คังอี้ สี่บาทา ทั้งสองคนต่างก็เป็ผู้ฝึกยุทธ์ที่โดดเด่นในรุ่นอายุไม่เกิน 25 ปี สำหรับผู้ชนะก็จะได้เงินรางวัลสองหมื่นหยวน พร้อมการชี้แนะพิเศษจากท่านผู้าุโฉินเป็การส่วนตัว]
พอได้ยินคำว่า “ผู้าุโฉิน” ทุกคนต่างส่งเสียงฮือฮา ผู้าุโฉิน หรือชื่อเต็ม ๆ คือ ฉินหว่าน เป็ผู้าุโสาม ในบรรดาห้าาุโของสำนักหงส์ร้อง สำนักชั้นยอดที่มีอยู่น้อยนิดในเมืองหลวง ฝึกฝีมือจนสำเร็จขั้นรวมปราณขั้นกลาง ชื่อเสียงโด่งดังในแวดวงผู้ฝึกยุทธ์ หากได้รับการชี้แนะจากเขา รับรองว่าหนทางการฝึกฝนข้างหน้าต้องช่วยย่นระยะเวลาไปไม่น้อยแน่
“โห รางวัลดีมาก”
“ใช่! เงินน่ะไม่เท่าไหร่ ยังไงก็หาได้ แต่การได้รับคำชี้แนะจากผู้าุโฉินนี่สิ ใช่ว่ามีเงินแล้วจะหาได้”
“ต้องมาดูแล้วว่าใครจะชนะ”
“ฉันพนันข้างไป๋จ้าน”
“ไป๋จ้านน่ะไม่เท่าไหร่ ต้องคังอี้สิ เก่งกว่าเห็น ๆ”
“ฉันว่าไป๋จ้าน”
“ฉันว่าคังอี้ ไป๋จ้านจะสักเท่าไหร่เชียว !”
ข้อถกเถียงเริ่มมีมากขึ้น จากการพูดถึงเื่วัล ลามไปว่าระหว่างผู้ประลองคนไหนจะเก่งกว่ากัน แน่นอนว่านี่คือสิ่งที่พิธีกร้าอยู่แล้ว พอเห็นบรรยากาศรอบสนามประลองร้อนได้ที่ เขาก็รีบเรียกคู่ประลองอย่างไป๋จ้าน กับคังอี้ขึ้นเวที และพอทั้งคู่ขึ้นมายืนบนเวทีพร้อมกันเสียงเชียร์ดังสนั่นก็ลั่นไปทั่วทั้งสนาม
[แหม! ในเมื่อแรงเชียร์ทุกคนร้อนแรงขนาดนี้ งั้นฉันก็ขอปล่อยสนามประลองนี้ให้กับทั้งสองคน การประลอง เริ่มได้ !]
ทั้งสองยืนห่างกันราวสามเมตร สายตาต่างจดจ้องทุกอิริยาบถของคู่ต่อสู้ พริบตานี้เองคังอี้ที่ถือดีในกำลังเท้าเริ่มลงมือก่อน คังอี้ดีดตัวพุ่งไปด้วยเท้าขวาย่นระยะจากสามเมตรเหลือราวหนึ่งเมตรครึ่งในพริบตา จากนั้นก็ใช้แรงหนุนต่อเนื่องวางเท้าซ้ายพุ่งทะยานต่อพร้อมตวัดเท้าขวาพุ่งเข้าใส่ใบหน้าของไป๋จ้านในทันที
ไป๋จ้านเองก็ระวังตัวอยู่ก่อน พอเห็นคังอี้เข้ามาปุ๊บก็ถอนเท้าถอยหลัง ยืดระยะออกไป พร้อมกันนั้นก็ปล่อยหมัดซ้ายขวาพร้อมกันหวังทำลายขาขวาของคังอี้
ดวงตาของคังอี้หรี่ลง ร่างของเขาทะยานอยู่กลางอากาศ ไม่สามารถหลบหลีกหมัดคู่นี้ของไป๋จ้านได้ จึงได้แต่ทุ่มสุดตัว เท้าซ้ายที่ว่างอยู่สะบัดออกไปสกัดมือขวาของไป๋จ้านไว้ ส่วนเท้าขวายังคงมุ่งใส่หน้าอกโดยตรง
ปึก !
เสียงทึบหนัก ๆ ดังขึ้น ร่างของไป๋จ้านถอยหลับไปเกือบสิบก้าว ส่วนร่างของคังอี้หมันคว้างกลางอากาศสองรอบ การปะทะกันครั้งแรกระหว่างทั้งสองดูเหมือนผลจะออกมาเสมอกัน
“ไป๋จ้านาเ็ที่อกซ้ายแล้ว”
“คังอี้ก็ไม่ดีกว่ากันเท่าไหร่ ขาขวาาเ็ ออกกระบวนท่าได้ลำบากแน่”
หัวคิ้วของทั้งสองต่างขมวดจนเป็ปม สีหน้าไม่สู้ดีนัก เพราะกระบวนท่าเมื่อครู่ต่างออกแรงเต็มกำลัง ไม่คิดออมมือ
ไป๋จ้านสูดลมหายใจเข้า ปรับเืลมในร่างกาย กดข่มความเ็ปไว้ จากนั้นก็พุ่งตรงไปปล่อยหมัดขวาเข้าใส่สีข้างของคังอี้
คังอี้คล้ายกับรอคอยอยู่ก่อนแล้ว เพราะเขาเคลื่อนไหวไม่สะดวก จึงได้แต่ตั้งรับ หัวสมองคำนวนทิศทางที่ปลายหมัดพุ่งเข้ามา รีบกระแทกเข่ารับหมัดนั้นไว้ พร้อมกันนั้นก็ใช้เท้าขวาเป็จุดหมุนเหวี่ยงศอกกลับใส่ใบหน้าของไป๋จ้าน
ผัวะ !
เืสีแดงสดพุ่งออกจากปากของไป๋จ้าน ขณะเดียวกันร่างของคังอี้เองก็ล้มหงายไปด้านหลังจากแรงปะทะ การโจมตีเมื่อครู่นี้มองเผิน ๆ เหมือนคังอี้จะได้เปรียบ แต่ความจริงแล้วเขาเองก็าเ็ไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะอย่าลืมว่าแต่เดิมขาขวาของเขาก็าเ็อยู่แล้ว พอออกแรงหมุนยิ่งเป็การซ้ำเติมแผลเดิม รวมกับแรงกระแทกจากหมัดของไป๋จ้าน จึงส่งผลให้ร่างล้มหงายราวกับไม้ไผ่ที่หักโค่น
ทว่าคังอี้เหมือนคำนวณทุกอย่างเอาไว้แล้ว พอร่างล้มลงเขาก็อาศัยมือต่างเท้าดันร่างตัวเองขึ้นลอยไป เตะใส่ไป๋จ้านที่ยังคงตั้งหลักไม่ทัน
ปึก !
ร่างของไป๋จ้านพลิกม้วน สลบคาที่ !
“เยี่ยม”
“คังอี้เหนือกว่าไป๋จ้านจริง ๆ”
“ไป๋จ้านแพ้แล้ว…”
“เดี๋ยวพอคังอี้ได้รับการชี้แนะจากผู้าุโฉิน ไป๋จ้านก็จะยิ่งถูกทิ้งห่างมากขึ้น”
ทุกคนต่างวิจารณ์กันเซ็งแซ่ นี่ถือเป็การประลองเปิดสนามที่เร้าใจนัก ตอนนี้บนสนามเพื่อนจากสำนักเดียวกันของทั้งสองต่างก็รีบแบกคนของตัวเองลงไปเพื่อเคลียร์พื้นที่ เพราะหลังจากนี้ยังจะมีการประลองอีกหลายคู่