จักรพรรดิผีดิบ

    ตอนที่ 116 เมื่อสามพันปีก่อน

    ตอนที่ 116 เมื่อสามพันปีก่อน ในขณะนี้เองภายในโลกสีขาวโพลนไร้ขอบเขต ผืนที่ฝ่าเท้าเหยียบย่ำดุจแดนน้ำตื้นอันกว้างไกล หนึ่งบุรุษกำลังยืนตรงข้ามกับสองเด็กหนุ่ม บุรุษผู้นั้นเป็นใครไปไม่ได้นอกจากกาติรัส อาภรณ์สีดำกระชับตัวอากัปกิริยาของเขายังดูสับสนมึนงงเล็กน้อย ในขณะที่เด็กหนุ่มสองคนกลับดูสุขุมเยือกเย็นอย่างถึงที่สุดดุจน้ำแข็งหมื่นปี เด็กหนุ่มทางซ้ายสวมอาภรณ์สีขาวสะอาดไร้มลทิน เด็กหนุ่มทางขวาสวมอาภรณ์สีดำดูใหญ่กว่าตัว เด็กหนุ่มทั้งสองคนนั้นต่างแผ่บรรยากาศของผู้สูงส่งคับฟ้าออกมา เป็นความสูงส่งอย่างแท้จริง ขนาดที่เหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่าชั้นแนวหน้าของโลกต้นกำเนิดล้วนครั่นคร้ามในพวกมัน เพลานี้ช่างสงบเงียบและอบอุ่น ภายใต้ความเงียบงันนั้นเด็กหนุ่มอาภรณ์ดำได้เปิดปากเอ่ยขึ้น “จะยอมให้เรื่องราวแบบนี้ซ้ำรอยหรือ…” เมื่อเด็กหนุ่มอาภรณ์ดำกล่าวจบ เด็กหนุ่มอาภรณ์ขาวพลันเอ่ยขึ้นทันที “หากท่านไม่ทำอะไรสักอย่างและยังปล่อยให้มันครอบงำอีก เกรงว่าข้าจะเสียใจไปชั่วชีวิต ดังเช่นเรื่องราวอดีตในครั้งนั้น…” กาติรัสที่อยู่ในอาการสับสนงุนงน เมื่อชายหนุ่มพึงตระหนักถึงตัวตนของสองเด็กหนุ่มเบื้องหน้า ใบหน้าฉงนพลันกลับคืนสู่ความเยือกเย็นในพริบตา แน่นอน เด็กหนุ่มทั้งสองคนนั้นก็คือ “จักรพรรดิผู้โหดเหี้ยม” และ “จักรพรรดิผู้สรรสร้าง” เด็กหนุ่มอาภรณ์ดำคือตัวตนที่ทำให้ทั่วโลกต้นกำเนิดตกสู่ความหวาดกลัว หนุ่มอาภรณ์ขาวคือตัวตนที่ทำให้สิ่งมีชีวิตทั่วทั้งโลกก้มหัวเคารพในพลัง กล่าวได้ว่า ทั้งสองตัวตนนี้คือจุดสูงสุดดุจกำแพงมหึมาที่มิอาจก้าวข้าม “ข้าสามารถตัดสินใจเองได้! มิจำเป็นต้องให้จิตวิญญาณที่หลงเหลือไว้มาตักเตือน!!” กาติรัสแผดเสียงก้องคล้ายเกิดโทสะ เมื่อเด็กหนุ่มทั้งสองได้เห็นปฏิกิริยาการตอบสนองเช่นนั้น พวกเขาก็ได้แต่ส่ายศีรษะเบาๆ “ข้าคือเจ้าและเจ้าคือข้า และโชคดีนักที่ข้าคำนึกถึงสถานการณ์เช่นนี้เอาไว้ ดูเหมือนว่า… เจ้าจะลืมเป้าหมายในชีวิตไปแล้วจริงๆ” เด็กหนุ่มอาภรณ์ขาวกล่าวเสียงเบาคล้ายผิดหวังอย่างมาก การตอบสนองของเด็กหนุ่มทั้งสองคนราวกับว่าท่าทีที่กาติรัสแสดงนั้น ไม่ได้เกินความคาดหมายของพวกเขาเลย อย่างไรก็ตาม กาติรัสก็คือพวกเขานั่นแหละ… “เป็นเพียงจิตวิญญาณที่หลงเหลือไว้ แล้วเจ้ากำลังพูดอันใดกัน เป้าหมายของข้าก็คือการขึ้นเป็นผู้ปกครองสูงสุด เป้าหมายนี้เที่ยงแท้ไม่เป็นสอง เจ้าคิดว่าจักรพรรดิผู้เลิศปัญญาที่สุดจะลืมเพียงแค่เพราะเป้าหมายในชีวิตน่ะหรือ?” กาติรัสกล่าวหน้านิ่วคิ้วขมวด “หากเจ้าจำได้จริง… เหตุใดถึงต้องการขึ้นเป็นผู้ปกครองสูงสุด?” เด็กหนุ่มอาภรณ์ขาวเอ่ยถามพลางยืนกอดอก ใบหน้ามาดมั่นประสานสายตากับกาติรัสไม่ไหวติ่ง ในขณะที่เด็กหนุ่มอาภรณ์ดำคอยเฝ้ามองสถานการณ์อย่างเงียบงัน ทันทีที่เด็กหนุ่มอาภรณ์ขาวถามกลับ กาติรัสกลับนิ่งงันไปชั่วครู่หนึ่งดุจสายฟ้าฟาดใส่ ชายหนุ่มมิสามารถหาคำตอบของคำถามนั้นได้ในทันที ด้วยภูมิปัญญาของจักรพรรดิ เพียงชั่วพริบตา จักรพรรดิพลันเอ่ยเหตุผลที่ดูสมเหตุสมผลอย่างที่สุด “ข้าต้องการให้โลกใบนี้คืนสู่ความสงบสุข” “ผิดแล้วตัวข้า… เจ้ากล้าพูดเช่นนี้ในขณะที่ตัวเจ้าเองนั่นแหละคือความโกลาหลของจักรวาล…” เด็กหนุ่มอาภรณ์ขาวเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ คำกล่าวของเขาราวกับพุ่งผ่านโสตประสาทของกาติรัสไป กาติรัสนิ่งงันด้วยความตกตะลึงคล้ายนึกบางสิ่งขึ้นมาได้ “ข้าคิดไว้แล้วว่าราชันย์สูงสุดจะลบความทรงจำบางอย่างไป จึงได้หลงเหลือเศษเสี้ยวพลังซึ่งเปรียบดั่งจิตวิญญาณเอาไว้” เมื่อเด็กหนุ่มอาภรณ์ขาวกล่าวจบ เขาขยับปลายนิ้วชี้ไปทางกาติรัสก่อนแสงสีขาวจะพุ่งทะลวงใส่ศีรษะของกาติรัสไป ทันใดนั้นเอง ห้วงความคิดพลันวิ่งแล่นด้วยความทรงจำที่ถูกถ่ายทอดเข้ามา ---โลกต้นกำเนิดเมื่อสามพันปีก่อน ในยุคสามพันปีแห่งความว่างเปล่า--- สถานที่แห่งนี้ถูกกล่าวขานกันในฐานะหนึ่งในเก้าดินแดนที่สงบที่สุดในโลกต้นกำเนิด เหตุนั้นเป็นเพราะว่า มันอยู่ภายใต้การปกครองของเทพบรรพกาล บริเวณเขตป่าวิหกเพลิง ต้นไม้น้อยใหญ่เรียงราย เสียงของสายลมพัดผ่านเบาบางและแสงตะวันที่สาดส่องลงมาผ่านใต้ร่มไม้สูงใหญ่ตนหนึ่ง ภายในป่าวิหกเพลิงนั้นต้นไม้ต้นนี้มีขนาดใหญ่โตและเด่นชัดที่สุด มันสูงกว่าร้อยยี่สิบเมตรและแผ่กิ่งก้านสาขากว้างไกลปกคลุมผืนไม้เบื้องล่างคอยให้ร่มเงาสร้างความสบาย ถึงอย่างนั้น แสงตะวันยังสามารถสาดส่งลงมาถึงผืนดินเบื้องล่าง นอกจากต้นไม้ต้นนี้จะมีขนาดใหญ่โตแล้ว มันยังมีสีที่แปลกประหลาดตากว่าต้นไม้ต้นอื่นอย่างมาก สืบเนื่องมาจากมันเป็นสีแดง… จึงถูกเรียกว่า “วิหกสีชาด” ซึ่งวิหกสีชาดนี้ก็มาจากเผ่าฟีนิกซ์ที่อาศัยอยู่ ณ บริเวณแห่งนั้น แน่นอน สถานที่แห่งนี้อยู่ภายใต้การปกครองของสัตว์เทพบรรพกาลอย่าง “ฟีนิกซ์เพลิงอมตะ” ดินแดนแห่งนี้ถูกม่านพลังบางอย่างคลุมล้อมเอาไว้ดุจกรงนกมหึมา มันมีขนาดใหญ่มากถึงขั้นใส่ราชอาณาจักรได้ถึงสามอาณาจักร ซึ่งภายในม่านพลังนี้มีอาณาจักรของเหล่าฟีนิกซ์อยู่สามแห่ง กอปรด้วย อาณาจักรสีชาด อาณาจักรเพลิง อาณาจักรวิหก ไม่มีใครสามารถก้าวผ่านม่านพลังนี้เข้ามาได้นอกเสียจากท่านจะมีสายเลือดของฟีนิกซ์อยู่ เพียงชั่วพริบตานั้น แรงสั่นสะเทือนได้ส่งผ่านทั่วทั้งผืนป่าวิหกเพลิงอย่างรุนแรง เสียงสะท้านกัมปนาทดังกึกก้อง บึ้ม… บึ้ม… บึ้ม… บึ้ม… บึ้ม… ราชอาณาจักรวิหกซึ่งอยู่ห่างจากต้นไม้วิหกสีชาดไปไม่ไกลนัก ทันทีที่ผู้คนในอาณาจักรได้เห็นม่านพลังบนฟากฟ้าที่เปล่งประกายสีแดงอร่ามเป็นระลอกๆ ทุกอย่างพลันตกสู่ความโกลาหลในพริบตา ถึงแม้จะเป็นฟีนิกซ์แต่รูปลักษณ์ล้วนมิแตกต่างจากมนุษย์นัก… “นั่นเสียงอะไร” “ดูนั่น!!” ฟีนิกซ์ตนหนึ่งชี้นิ้วไปบนฟากฟ้าปรากฏม่านพลังสีแดงอร่ามกำลังเปล่งประกายเป็นระยะ โดยเสียงดังสะท้านก้องไม่มีวี่แววว่าจะคลายเบาลง บึ้ม… บึ้ม… บึ้ม… ในขณะนี้ภายนอกม่านพลังนั้นปรากฏเด็กหนุ่มผู้หนึ่งใต้อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ไร้มลทิน ท่าทางของเขาราวกับพึ่งปล่อยหมัดออกไปเนื่องจากแขนขวาที่ค้างไว้บริเวณม่านพลัง “แข็งแกร่ง…” เมื่อเด็กหนุ่มกล่าวจบพลันชักดาบหลากสีข้างเอวออกมา หมัดที่ว่าทรงพลังของเขายังมิอาจทะลวงผ่านม่านพลังสีแดงฉานนี้ ทว่า เมื่อเด็กหนุ่มได้ลงดาบ… สวบ…  ทันใดนั้นรอยแตกร้าวพลันปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัดก่อนแผ่ขยายโดยรอบอย่างรวดเร็ว กึก… กึก… กึก…เพล้ง!!  “บะ---บ้าน่า…” ฟีนิกซ์ตนหนึ่งซึ่งกำลังจับจ้องเหตุการณ์เบื้องหน้าภายใต้ความเงียบงันทั่วทั้งแดนดิน ไม่ใช่แค่มันที่ตระหนักถึงการคงอยู่ของม่านพลังนี้ แต่เผ่าฟีนิกซ์ทุกชีวิตล้วนรับรู้ถึงการคงอยู่ของม่านพลังที่ป้องกันอันตรายจากโลกภายนอกเอาไว้!! ม่านพลังนี้ถูกสร้างขึ้นจากเทพบรรพกาล ฟีนิกซ์เพลิงอมตะ… ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตนั้นจะแข็งแกร่งขนาดไหน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นมังกรหรือพญามาร อย่างไรก็ตาม การที่พวกมันจะพังม่านพลังนี้เข้ามาจำต้องเตรียมการมาอย่างดีและวางแผนมาอย่างรอบคอบ เคยมีการรุกรานจากเผ่ามังกรอยู่ครั้งหนึ่ง พวกมันยกแม่ทัพมังกรซึ่งถือเป็นแนวหน้าของเผ่ามาบุกรุกรานเกือบหมด! การรุกรานครั้งนั้นมีนักรบมังกรนับแสนตน และแม่ทัพมังกรสิบตน แต่ทว่า การโจมตีประสานของพวกมันกลับสร้างรอยแตกร้าวให้กับม่านพลังเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคงจะเป็น… ช่วงเวลาที่พวกมันกำลังโจมตี เผ่าฟีนิกซ์สามารถจู่โจมจากภายในม่านพลังได้… และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เผ่ามังกรเกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ ทว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคงจะเป็นม่านพลังสีแดงม่านนี้ หลังจากถูกเผ่ามังกรทำให้เสียหายไป มันกลับฟื้นฟูกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ในวันเดียว ซึ่งม่านพลังที่เคยเป็นที่ภาคภูมิใจของเผ่าฟีนิกซ์ทั้งปวง มันได้พังทลายลงมาต่อหน้าต่อตาราวกับฝันร้าย “ม่านพลังของท่านฟีนิกซ์เพลิงอมตะพังทลายลง…” “ท่านผู้เฒ่า!! นี่มันเกิดอะไรขึ้น!! เรื่องราวเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?” หญิงสาวนางหนึ่งกล่าวอย่างตื่นตระหนก ภาพเบื้องหน้าของนางคือชายชราเฒ่า สังขารนั้นบ่งบอกถึงอายุอานามได้เป็นอย่างดี หลังโก่งค่อมราวกับกุ้ง ผิวหนังเหี่ยวย่นและดวงตาที่แทบจะปิดอยู่ตลอดเวลา แต่บรรยากาศที่ฟีนิกซ์โดยรอบมอบให้เขากลับเปี่ยมล้นด้วยความเคารพเชิดชูบูชา “นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการรุกราน ศัตรูที่รุกรานเข้ามาต่างหมายปองสิ่งหนึ่งเดียวของเผ่าเรา หยดน้ำตาของเทพีสวรรค์…” ผู้ชราเฒ่ากล่าวเสียงเรียบนิ่งไม่มีความกังวลหรืออาการลนลานใดๆ ท่าทางสุขุมเรียบขรึมจึงยากจะคาดเดาอารมณ์ของผู้ชรา “ถ้าเช่นนั้นเราก็ไปกำจัดผู้บุกรุกกัน! ข้าจะออกไปจัดการพร้อมกับกองทัพวีรชนในทันที อีกสองอาณาจักรคงทราบเรื่องและเดินทางไปกันแล้ว” แท้จริงแล้ว… หญิงสาวที่เอ่ยถามกับท่านผู้เฒ่าชราก็คือ… องค์หญิงสีชาดแห่งราชอาณาจักรวิหก และเฒ่าชราผู้นี้ก็คือฟีนิกซ์วีรชนจากยุคปฐมเทพ ผู้ชราเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “พวกเราจบสิ้นแล้วองค์หญิง… หากอยากอยู่รอดเราต้องทำตามประสงค์ของเขาไป…” องค์หญิงสีชาดที่กำลังจะเตรียมการเดินออกไปจากห้องพระโรงกลับชะงักงันพลันหันกายกลับมา “ท่านผู้เฒ่าวีรชน… ท่านหมายความว่าเช่นไร?” ผู้เฒ่าเบื้องหน้าของนางคือเฒ่าฟีนิกซ์วีรชนจากยุคปฐมเทพ เขามีอายุมากกว่าหมื่นปีเศษ… ช่างเป็นตัวตนที่เหมาะสมกับคำนิยามอย่างสัตว์ประหลาดเฒ่าชั้นแนวหน้าของโลกอย่างแท้จริง ถึงกระนั้น สัตว์ประหลาดเฒ่าที่เก่งกาจปานพลิกแผ่นดินด้วยฝ่ามือกลับเกิดอาการเกรงกลัวอย่างน่าประหลาด “ศัตรูรอบนี้มาเพียงคนเดียว…” ผู้ชราเฒ่าเอ่ยขึ้นก่อนดวงตาคล้ายปิดอยู่ตลอดเวลาจะเบิกกว้างขึ้นเผยดวงตาสีแดงฉานดุจเปลวเพลิงไร้ซึ่งสีอื่นเจือปน “ไม่เกินเลยที่จะกล่าวว่า พลังของมันมากพอจะบดบังโลกใบนี้ด้วยฝ่ามือเดียว…” ไม่ใช่แค่ราชอาณาจักรวิหกที่มีผู้เฒ่าวีรชนดำรงอยู่ แม้กระทั่งอาณาจักรสีชาดหรืออาณาจักรเพลิงต่างมีเฒ่าวีรชนดำรงอยู่แห่งละคน ทั้งนี้เพื่อคอยชี้แนะผู้นำราชอาณาจักรไปสู่เส้นทางรุ่งโรจน์ แน่นอน เมื่อผู้เฒ่าวีรชนให้คำแนะนำองค์หญิงแห่งราชอาณาจักรวิหกเช่นนั้น ผู้เฒ่าวีรชนอาณาจักรอื่นย่อมให้คำแนะนำเช่นนี้ไม่แตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆจากกองทัพฟีนิกซ์เลยสักราชอาณาจักรเดียว ตัดมาที่เขตภายนอกม่านพลัง ณ ขณะนี้ ม่านพลังได้ถูกทำลายลงไปแล้ว เด็กหนุ่มในอาภรณ์สีขาวไร้มลทินเก็บดาบประกายสีรุ้งเจิดจรัสกลับไปในคมฝัก รูปร่างสมส่วนผิวขาวเนียนละเอียด หากแต่ใบหน้ากลับเรียบนิ่งไร้ซึ่งอารมณ์อันใดปรากฏเพียงความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งหมื่นปี ท่านจะต้องเชื่อไม่ลงอย่างแน่ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้มีอายุเพียงเก้าขวบเท่านั้น ตัวตนที่เป็นที่ยำเกรงทั่วทั้งโลกต้นกำเนิด “จักรพรรดิผู้สรรสร้าง” หรือในนามของเด็กคนหนึ่ง “กาติรัส” กาติรัสย่างกรายเข้าสู่เขตแดนของเทพบรรพกาลฟีนิกซ์เพลิงอมตะได้อย่างง่ายดาย ม่านพลังที่กางโดยเทพบรรพกาลฟีนิกซ์มิอาจยับยั้งความตั้งใจอันแน่วแน่ของเขาไว้ได้ ความปรารถนานั้นล้วนเป็นเหตุผลเดียวกันกับการรุกรานของเผ่าพันธุ์อื่น “หยดน้ำตาของเทพีสวรรค์” กาติรัสเดินอยู่ในเขตป่าวิหกเพลิงอยู่พักใหญ่ ทั้งที่บริเวณเขตป่าวิหกเพลิงนั้นเต็มไปด้วยสัตว์อสูรกล้าแกร่งจำนวนมาก แต่กลับไม่มีสัตว์อสูรตนใดเลยที่กล้าพุ่งเข้าหาเขา เพียงกลิ่นอายก็มากพอที่จะทำให้พวกมันวิ่งหนีป่าราบอย่างไม่คิดชีวิต แม้กระทั่งสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งดุจผู้ปกครองผืนป่านี้ยังหวาดกลัวไปด้วย ในบริเวณเขตป่าวิหกเพลิงตอนนี้ บรรยากาศช่างเงียบงันดุจป่าช้า แม้เสียงสายลมพัดผ่านยังยากจะได้ยิน เป็นความเงียบงันโดยสมบูรณ์ แต่เมื่อกาติรัสเดินเข้าไปในป่าลึก เขากลับได้ยินเสียงสายหนึ่งดังขึ้น “ฮืออออออ… แงงงงงง… ฮาาาแงงงงงง” เมื่อเด็กหนุ่มเดินตามต้นกำเนิดของเสียงนั้นไป กลับมีเสียงของสายธารดังขึ้นตามมา ถึงกระนั้นก็ไม่มีวี่แววว่าเสียงร้องไห้นี้จะหยุดลง อย่างไรก็ตาม เสียงร้องงอแงนี้กลับเสียงใสคล้ายทำให้คนคล้อยตามได้อย่างน่าประหลาด ภาพเบื้องหน้าของจักรพรรดิผู้สรรสร้างเริ่มเด่นชัดยิ่งขึ้น หลังพุ่มหญ้าปรากฏลำธารไหลผ่านให้ความรู้สึกสดชื่นเมื่อเปรยมอง ทันทีที่กาติรัสแหวกพุ่มหญ้าและก้าวเดินออกไป แหล่งกำเนิดของเสียงใสดุจแก้วมณีพลันปรากฏขึ้น ต้นกำเนิดของเสียงนั้นเป็นดรุณน้อยนางหนึ่ง… เผ้าผมยาวสลวยสีแดงฉาน ผิวพรรณขาวผ่องดุจหยกเนียนละเอียดละออ คิ้วโก่งดุจจันทร์เสี้ยวเลิกสูงขึ้น ดวงตาคู่งามดุจอัญมณีกำลังพร่ามัวเพราะหยาดน้ำตา ด้วยโฉมหน้านวลนางมิเกินเลยที่จะกล่าวว่า “โฉมงามสะคราญล้างเมือง” ถึงนางจะยังเด็กแต่ความสวยสง่ากลับเปล่งรัศมีตั้งแต่ยังเยาว์วัย ดรุณน้อยได้แต่ล้างหน้าตัวเองที่ลำธารสายนี้ แต่เมื่อล้างหน้าเสร็จ นางกลับคร่ำครวญอีกครั้ง… “ฮืออออ… แงงงงงงฮาแงงงงงงงงง….” กาติรัสจ้องมองสถานการณ์เบื้องหน้าอย่างเงียบงัน แม้จะมีอิสตรีรุ่นราวคราวเดียวกันซึ่งสวยปานสะท้านเมือง แต่ใบหน้าของจักรพรรดิกลับนิ่งงันไร้อารมณ์อย่างถึงที่สุด ใบหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็งทอดมองภาพเบื้องหน้ามิเอ่ยกล่าวสิ่งใด เมื่อเด็กหนุ่มก้าวขาออกไปก้าวหนึ่ง เปรี๊ยะ เสียงของกิ่งไม้แตกหักดังขึ้นส่งผลให้ดรุณน้อยผมแดงหันขวับมาทางต้นเสียงในฉับพลัน เมื่อจักรพรรดิยลโฉมใบหน้าของนาง ทว่า ห้วงอารมณ์กลับนิ่งสนิทไม่ความรู้สึก ถึงนางจะเป็นโฉมงามสำหรับผู้อื่นแต่คงเป็นไปไม่ได้สำหรับจักรพรรดิ อย่างไรก็ตาม นางนับว่ามีความพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นัยน์ตาคู่งามดุจดาราอัญมณีกลับมีสีที่แตกต่างกัน นัยน์ตางามข้างซ้ายมีสีแดงสดดุจโลหิต ดวงเนตรคมงามข้างขวากลับมีสีดำสนิทดุจราตรียามค่ำคืน นับว่าสะดุดตาอย่างมากเมื่อผู้คนได้พบมอง ร่างกายของสาวน้อยเริ่มสั่นเทาก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ทะ---ท่านเป็นใคร…” พรืด… ..สเตตัสปัจจุบัน...
    ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์เลเวล:11,414 พลังกาย:96,954,879 พลังเวทย์:98,901,001 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ