เฉียนเชี่ยนเดินเข้ามาเมื่อเห็นสถานการณ์ของฉินลู่และเซี่ยหลิงก็พูดอย่างอึดอัด “ฉันมาผิดเวลาหรือเปล่า...”
ฉินลู่อึ้งไปสามวินาที จากนั้นก็ยืนขึ้นและพูดอย่างกระตือรือร้นว่า“ฮ่าๆๆ ไม่เลยสักนิด เชี่ยนเชี่ยน เธอรีบเข้ามาสิ ฉันจะแนะนำให้รู้จัก...”
เฉียนเชี่ยนถอยหลังไปหนึ่งก้าว ก้าวออกไปนอกประตู จากนั้นก็ปิดประตูและเสียงก็ดังมาจากข้างนอกว่า “ฉันยังมีธุระต่อ ฉันไปก่อนนะ พวกนายต่อเลย ต่อเลย...”
จากนั้นเสียงฝีเท้าก็เบาลงเรื่อยๆ เห็นได้ชัดว่าเฉียนเชี่ยนวิ่งไปแล้ว
ฉินลู่หันกลับมามองเซี่ยหลิงที่ยังไหล่เปลือยเปล่าอยู่และพูดพร้อมกุมขมับ “เธอจะทำอะไรกันแน่เนี่ยคุณผู้หญิง”
เซี่ยหลิงสวมเสื้อกลับเหมือนเดิม และถามด้วยความสงสัย“หญิงสาวคนเมื่อกี้คือแฟนนายเหรอ เมื่อวานคนที่อยู่กับนายที่ตลาดก็คือเธอนี่”
ฉินลู่ทำหน้าเคร่งขรึม “อย่าพูดซี้ซั้วเธอเป็นคนไข้ของฉันมาสักพักแล้ว และก็เป็นอาจารย์โรงเรียนนี้ด้วย”
“ไปเดินชอปปิ้ง ไปซื้อเสื้อผ้ากับคนไข้อะนะ”
ฉินลู่ “...”
หลายวันที่ผ่านมาฉินลู่ก็เริ่มต้นการเป็นแพทย์ประจำมหาวิทยาลัยที่มีผู้ช่วย
ในทุกๆ วันสาวสวยเซี่ยหลิงจะมาเร็วกว่าฉินลู่ประมาณครึ่งชั่วโมงเมื่อฉินลู่มาทำงาน ห้องพยาบาลก็จะถูกเก็บกวาดจนสะอาดหมดจด
เมื่อผู้ป่วยมา ฉินลู่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรักษาเองนักศึกษาในมหาวิทยาลัยโดยทั่วไปจะเป็นแค่ไข้หวัดหรือได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากการเล่นกีฬา ซึ่งไม่ใช่การบาดเจ็บสาหัสอะไรฉินลู่จึงทำเพียงแค่นั่งอ่านนิยายต่างๆ อยู่ที่โต๊ะทำงานเพื่อฆ่าเวลา
แม้ว่าจะว่างไปหน่อย แต่ก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจ“มีเซี่ยหลิงอยู่นี่ดีจริงๆ”
ตอนเที่ยง
หลังจากจัดการกับผู้ป่วยรายสุดท้ายเสร็จ เซี่ยหลิงก็เดินมาข้างๆฉินลู่ และพูดว่า “หมอฉิน เที่ยงแล้วเราไปกินข้าวกันเถอะ”
ฉินลู่พยักหน้าและพูดว่า “โอเค เธอเอามาให้ฉันชุดหนึ่ง”
เซี่ยหลิงพ่นลมออกปากอย่างไม่พอใจและพูดว่า “นายนั่งตรงนี้มาทั้งเช้าแล้วถ้าไม่ขยับอีกเดี๋ยวเลือดก็คั่งเอาหรอก ไปเถอะ ไปกินข้าวที่โรงอาหารกับฉัน”
เธอพูดพลางดึงฉินลู่ขึ้นมา พูดไปลากไป
“ฉันไม่ไป ฉันยังอ่านตอนนี้ไม่จบเลย” ฉินลู่พูดพร้อมขมวดคิ้ว
“ไม่ได้ นายต้องไป เร็วๆ สิ” เซี่ยหลิงเริ่มผลัก
“เธอไม่โอเคที่เห็นฉันว่างทั้งวันเหรอ ถ้าเธอไม่โอเคก็ไม่ต้องเป็นผู้ช่วยฉันก็ได้นะเฮ้ อย่าดึงกางเกงฉันสิ”
“ฉันแค่กลัวว่านายจะนั่งตายอยู่ตรงนี้ นายเป็นหมอนะ ไม่รู้เหรอว่านั่งนานๆไม่ดี ถ้านายไม่เป็นเลือดคั่งก็จะเป็นริดสีดวงเอานะ รีบลุกสิ”
“บ้านเธอสิ เธอนั่นแหละเป็นริดสีดวง อย่ามาแตะต้องตัวฉัน ฉันไม่ลุก”ฉินลู่ฟุบลงบนโต๊ะอย่างเกียจคร้าน ต่อให้เซี่ยหลิงลากยังไงก็ไม่ลุกขึ้น
“ฮู่ว...”
เซี่ยหลิงเหนื่อยจนหอบ เธอยืนขึ้นและพูดว่า“ดูเหมือนว่าฉันจะต้องใช้ไม้ตายแล้ว”
ทันทีที่เธอพูดจบ เซี่ยหลิงก็เริ่มถอดชุดกาวน์ออก
ฉินลู่ตกตะลึงทันที “เฮ้ๆๆ เธอจะทำอะไรเนี่ย ทำอนาจารเหรอ”
เซี่ยหลิงไม่ตอบ เธอโยนชุดกาวน์ลงบนพื้น แล้วเริ่มถอดเสื้อยืด
ฉินลู่รีบลุกขึ้นยืนเพื่อห้ามไม่ให้เซี่ยหลิงทำต่อ และพูดอย่างโมโห“เธอนี่เป็นพวกลามกจริงๆ เลย!”
“ฮ่าๆ” เซี่ยหลิงยิ้มอย่างพอใจ จากนั้นก็คว้าเสื้อของฉินลู่ และพูดว่า“ฉันไม่เชื่อหรอกว่าฉันว่าจะจัดการนายไม่ได้ ไปกันเถอะ ไปกินข้าวกับฉันที่โรงอาหารเพราะนายทำให้ฉันเหนื่อยมาก ดังนั้นข้าวเที่ยงมื้อนี้นายต้องเลี้ยง!”
ฉินลู่กลอกตาเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตามเซี่ยหลิงออกจากห้องพยาบาลไปยังโรงอาหารของมหาวิทยาลัยหวาชิง
ที่จริงแล้วฉินลู่มาที่มหาวิทยาลัยหวาชิงสามปีกว่าแล้วแต่เขาเคยไปกินข้าวที่โรงอาหารเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น
ไม่ใช่เพราะว่าอาหารของโรงอาหารไม่อร่อยแต่แค่เพราะเขาไม่อยากเดินไกลขนาดนั้น เมื่อเทียบกับโรงอาหารของมหาวิทยาลัยแล้วร้านของทานเล่นมากมายที่อยู่ด้านนอกมหาวิทยาลัยนั้นค่อนข้างใกล้กว่าและรสชาติก็ไม่เลวอีกด้วย
ฉินลู่เป็นคนที่ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินเขามักจะแก้ไขปัญหาเรื่องอาหารการกินกับร้านอาหารเล็กๆ นอกมหาวิทยาลัย
เซี่ยหลิงลากฉินลู่เดินมากว่า 10 นาทีแล้วภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาของนักศึกษาตลอดทางและเดินเข้าไปในโรงอาหารของมหาวิทยาลัยหวาชิงซึ่งเต็มไปด้วยผู้คน
ตอนนี้เป็นเวลาอาหารพอดี คนจึงแน่นมาก ไหล่แทบจะชนไหล่ หันข้างยังไม่ได้
ฉินลู่ยืนมองอยู่ที่ประตูโรงอาหาร ทันใดนั้นก็กังวลขึ้นมาและพูดกับเซี่ยหลิงว่า “เราออกไปนอกมหาวิทยาลัยกันไหม เธอเลือกได้เลยฉันเลี้ยงเอง”
“ไม่ได้!อาหารในโรงอาหารถูกคัดเลือกโดยผู้เชี่ยวชาญการจัดซื้อของมหาวิทยาลัยเลยนะวัตถุดิบก็ดีต่อสุขภาพ ถ้านายไปร้านอาหารข้างนอกใครจะไปรู้ว่าร้านใช้น้ำมันเก่าหรือเปล่ากินแล้วจะตายเร็วนะ” เซี่ยหลิงลากฉินลู่เข้าไปข้างในพร้อมกับอธิบายให้ฉินลู่ฟัง
“แต่ถ้าเบียดเข้าไปแบบนี้ ฉันก็จะตายในไม่ช้า...”
“เดี๋ยวก็จะถึงเคาน์เตอร์แล้ว ตรงนั้นคนไม่แออัด”
ฉินลู่มองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น จึงพูดพร้อมกับกุมศีรษะว่า“ฉันว่านะเซี่ยหลิง”
“หา”
“เธอมีความชอบแบบแปลกๆ ที่จะเบียดเสียดไปมาแบบนี้เหรอ”
ใบหน้ารูปไข่ของเซี่ยหลิงเปลี่ยนเป็นสีแดงทันที เธอพูดอย่างตะกุกตะกัก“นาย...นายพูดอะไร...”
ฉินลู่มองดูเนินสูงใหญ่สองลูกของเซี่ยหลิงที่ถูกฝูงชนเบียดเสียดไปมาและแกล้งมองเธออย่างเงียบๆ เพื่อให้เธอเข้าใจ...
หลังจากเสียพลังงานไปมากในที่สุดฉินลู่และเซี่ยหลิงก็เบียดเข้าไปถึงหน้าเคาน์เตอร์พวกเขาสั่งอาหารมาสองกล่อง และไปนั่งโต๊ะที่คนไม่ค่อยเยอะ
“เป็นยังไงบ้างต้องผ่านความยากลำบากมาถึงจะได้ลิ้มรสการทานอาหารที่นี่ นายมีความรู้สึกประสบความสำเร็จบ้างไหม”เซี่ยหลิงวางถาดอาหารที่ถืออยู่ลงบนโต๊ะ และหันไปพูดกับฉินลู่อย่างพึงพอใจ
ฉินลู่บ่น “ฉันยิ่งรู้สึกว่ามันโหดร้ายมาก”
“อะไร”
“ด้านนอกมหาวิทยาลัยมีร้านอาหารดีๆ ก็ไม่ไปกินต้องมาเบียดเสียดกันที่นี่ในฐานะที่เป็นหมอเธอไม่รู้เหรอว่าไวรัสและแบคทีเรียสามารถแพร่กระจายได้จำนวนมากในที่ที่มีผู้คนแออัด”
เซี่ยหลิงกลอกตาใส่ฉินลู่ และโต้กลับอย่างฉะฉาน“ถ้าอย่างนั้นในฐานะหมอ นายไม่รู้เหรอว่าถ้าไม่สัมผัสกับไวรัสและแบคทีเรียบ่อยๆภูมิคุ้มกันของนายจะไม่พัฒนาและจะทำให้แย่ลงด้วยน่ะ ถึงตอนนั้นนายเป็นแค่หวัดก็อาจถึงตายได้”
ฉินลู่พูดไม่ออกทันที เขาพยักหน้า หยิบตะเกียบขึ้นมากินข้าวพูดขึ้นว่า “โอเค มีเหตุผล เธอเก่ง ฉันไม่อยากคุยกับเธอแล้ว รีบกินข้าวเลย”
เซี่ยหลิงเผยรอยยิ้มแห่งผู้ชนะออกมา จากนั้นจึงเริ่มหยิบตะเกียบขึ้นมากินข้าว
เซี่ยหลิงสาวสวยที่มีหน้าอกตู้มคนนี้ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนก็มีแต่คนให้ความสนใจ
เมื่อพวกนักศึกษาที่กินข้าวอยู่รอบๆ เห็นคนที่อยู่ข้างเซี่ยหลิงเป็น“ชายแก่” ในชุดกาวน์ พวกเขาต่างก็จ้องด้วยความไม่พอใจ
แววตาเหล่านั้นเต็มไปด้วยความหมายที่ชัดเจน
แกเป็นวัวแก่กินหญ้าอ่อนเหรอ
เดิมทีมหาวิทยาลัยหวาชิงมีผู้หญิงน้อยมากอยู่แล้วผู้หญิงสวยจึงเป็นทรัพยากรที่หายากมาก ชายแก่หน้าไม่อายอย่างแกยังคิดจะแย่งดอกไม้ของพวกเราไปอีก
ฉินลู่สัมผัสได้ถึงแววตาที่แตกต่างกันรอบๆ ตัวเขาเงยหน้าขึ้นจึงเห็นแววตาของเด็กผู้ชายที่อยู่รอบๆ ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่เป็นมิตร
ฉินลู่กระซิบถามเซี่ยหลิงด้วยความสงสัย “ฉันทำอะไรไปเหรอ”
เซี่ยหลิง “เปล่านี่ นายทำได้ดีมาก”