(4 ) คนดีที่น่าใฝ่ฝันหา . . . สู่หมู่บ้านต้องคำสาป
บุญมีพยุงไอ้นินกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมา โดยหักกิ่งไม้ที่ลำต้นสูงไม่เกินหัวของบุญมีในระดับหัวเข่าไว้ในทิศทางเดียวกันทุกๆ สองต้นต่อการเดินหนึ่งชั่วอึดใจเพื่อทิ้งเป็ร่องรอยให้ติดตามกันได้ เป็วิธีที่ได้เคยนัดแนะกันไว้
จวบจนเวลาบ่ายคล้อยทั้งสองเดินพยุงกันมาจนเจอสภาพป่าที่เริ่มจะโปร่งโล่งขึ้น ซึ่งนั้นหมายถึงจะออกนอกเขตที่เป็ป่าแล้วจนกระทั่งมาเห็นพื้นที่ข้างหน้าเป็ทุ่งโล่ง เป็แปลงๆและมีทางเดินเป็คันดินยกสูง นั้นก็คือทุ่งนานั่นเอง พอเดินพยุงกันออกมาสักพักก็มองเห็นเพิงเล็กๆสภาพทรุดโทรมมีหญ้าแฝกแห้งกรอบมุงหลังคาอยู่เป็หย่อมๆ บุญมีจึงพูดกับไอ้นินว่าเราไปพักรอทุกคนที่เพิงนั้นกันเถอะจะได้ดูแผลถูกยิงที่แขนของเ้าด้วย
“ ก็ดี ” ไอ้นินพูดพร้อมกับพยักหน้ารับ
ทั้งสองเดินพยุงกันมาที่เพิงพักท้องฟ้าแถวนั้นเริ่มมีเมฆสีดำเคลื่อนเข้ามา เป็สัญญาณบอกว่าฝนกำลังจะตกในไม่ช้า
บุญมีจับไหล่ข้างซ้ายที่ไอ้นินโดนยิงให้หันมาดูได้ถนัด
“ เืหยุดไหลแล้วนี่ ” บุญมีบอก
“ โชคดีที่โดนแค่เฉียดๆเืเลยไหลออกมาไม่มาก ” ไอ้นินพูด
แล้วฝนก็เริ่มตกลงมา
“ ข้ายังไม่ได้ขอบใจที่เ้ามีใจย้อนกลับมาช่วยพวกข้าไว้ ทั้งๆ ที่เ้าจะหนีไปเลยก็ได้ ” บุญมีพูดขึ้น
“ ถึงแม้ว่าข้าจะได้ชื่อว่าเป็โจร ที่ข้าไม่ได้เต็มใจที่จะเป็แต่ข้าก็พยายามที่จะไม่ให้มี คำว่าโจรอยู่ข้างในใจของข้า ” ไอ้นินตอบ
“ ข้าดูเ้าไม่ผิดจริงๆเ้าช่างมีจิตใจที่งดงาม เป็คนดีที่น่าใฝ่ฝันหา ” บุญมีพูดขึ้นพร้อมกับสบสายตาไอ้นิน
“ ครั้งแรกที่ข้าเห็นเ้าข้าก็รู้ทันทีว่าเ้าเป็คนที่แตกต่าง ” ไอ้นินบอก
“ แตกต่างที่เหมือนกับคนเช่นข้า ” . . .
“ ความรู้สึกดีๆนี้เกิดขึ้นทันที่ที่ข้าเห็นเ้า ” . . .
“ ทำให้ข้ารู้ทันทีว่า ชีวิตของข้า้าอะไร” ไอ้นินจ้องมองตาบุญมี แล้วยกมือขวาขึ้นมาลูบไปบนข้างแก้มซ้ายของบุญมีไล่ลงมาถึงปากและปลายคาง . . .
ลมที่พัดพาฝนมายังที่แห่งนั้น เริ่มพัดแรงขึ้นๆเสียงกบเขียดร่ำร้องรับส่งประสานเสียงกันด้วยความปราถนาในสิ่งที่เฝ้ารอคอยเม็ดฝนสาดใส่ถาโถมลงมาเป็จังหวะ ฟ้าที่ลั่นร้องดั่งเป็ผู้ให้จังหวะหนักเบา ธรรมชาติล้วนเป็ผู้กำหนดให้สรรพสิ่งเป็ไปเฉกเช่นเดียวกับความปรารถนาในห้วงลึกของจิตใจคนเรา . . .
แม้แสงตะวันกำลังจะคล้อยเคลื่อนลับลงจากขอบฟ้าท้องฟ้าหลังฝนก็ยังชุ่มฉ่ำสวยงามอยู่เสมอ ยิ่งทำให้บรรยากาศแห่งความสุขมากล้นยิ่งขึ้นบุญมีที่เฝ้ามองบรรยากาศยามพลบค่ำอยู่ในอ้อมกอดของไอ้นินรู้สึกอยากให้เวลาหยุดอยู่ที่ตรงนี้ หยุดอยู่ตรงที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกันในตอนนี้ทั้งที่ในใจก็รู้อยู่ว่าเป็ไปไม่ได้
จนไอ้นินกระซิบที่ข้างหูของบุญมีและยกมือชี้นิ้วไปทางที่ทั้งคู่ได้เดินเข้ามาก่อนหน้านี้
“ มีเงาตะคุ่มๆเหมือนกับมีคนกำลังเดินเข้ามา ” ไอ้นินบอกพร้อมกับควานหาหยิบดาบ ส่งให้กับบุญมีแล้วตัวเองก็ล้วงมีดพกในย่ามขึ้นมาถือไว้
“ จะเป็พี่เอกหรือเปล่านะ ” บุญมีพูดด้วยน้ำเสียงเป็ห่วง
เป็จริงอย่างที่บุญมีคาดไว้ เอกพี่ชายนายสิงห์และลูกน้องของนายสิงห์อีกสี่คน เดินมาด้วยกัน
บุญมีโผเข้ากอดซบแขนพี่ชายไว้ . . “ พี่เอกพี่ปลอดภัยดีนะ ข้าเป็ห่วงพี่มาก ”
“ พี่ปลอดภัย ทุกคนปลอดภัยดีแต่เราก็หนีรอดมาได้เพียงหกคนเท่านี้ ” เอกบอก
“ รวมเ้าทั้งสองด้วย ก็เป็แปด . .โดนพม่าจับไปห้าคน นั่นถือเป็ความผิดของข้า ที่ไม่สามารถช่วยทุกคนให้ปลอดภัยได้ ”นายสิงห์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด
“ ทุกคนทำดีที่สุดแล้วล่ะ ” เอกพูดขึ้น พลางมองไปทางไอ้นิน
“ ไอ้นิน เอ็งไม่เป็อะไรแล้วนะ ? ”เอกถามไอ้นิน
“ แผลแค่ถากๆไป ตอนนี้เืหยุดไหลแล้วต้องขอบใจบุญมี ที่ไม่ทิ้งข้า ” ไอ้นินตอบ เอกพยักหน้ารับ
“ เราเดินกันมาทั้งวันแล้วอย่างนั้นก็หาที่ค้างแรมกันเสียที่ตรงนี้เลย พรุ่งนี้จะได้เดินทางกันต่อ ”นายสิงห์บอกกับทุกคน
ห่างไปไม่ไกลเพิงพักนี้นัก จะเป็พงไม้ใหญ่ มีต้นไม้ใหญ่ยืนต้นขึ้นอยู่ห่างกันเล็กน้อยแต่พื้นดินตรงนี้ก็จะสูงกว่าพื้นนา ที่ตอนนี้เฉอะแฉะไปด้วยน้ำฝน ที่เพิ่งหยุดตกไปเมื่อก่อนหน้านี้จึงเหมาะที่จะเป็ที่พักแรมสำหรับคืนนี้
เอก กับนายสิงห์นั่งคุยวางแผนการเดินทาง สำหรับวันพรุ่งนี้ อยู่ที่ข้างกองไฟ โดยมีบุญมี ไอ้นินกับคนอื่นๆ นั่งล้อมรอบฟังอยู่ด้วย
“ พรุ่งนี้เช้า พอพระอาทิตย์ขึ้นเราจะออกเดินทางกัน เดินไปทางทิศตะวันออก ทางที่ดวงอาทิตย์ขึ้นที่คาดว่าเมืองราชสีมาจะอยู่ทางนั้น และเมื่อพบผู้คน เราจึงค่อยซักถามทางไปอีกที ”นายสิงห์บอกแผนการสำหรับวันพรุ่งนี้
ทุกคนพยักหน้าเป็การรับรู้แล้วจึงแยกย้ายกันพักผ่อน โดยจัดเวรยามเป็สามผลัด ผลัดละสองคน บุญมีกับไอ้นินอาสาเฝ้าให้เป็ผลัดแรกโดยอ้างว่ามาถึงที่นี่ก่อน และได้หลับพักไปบ้างแล้ว
เวลาแห่งการพักผ่อนดูเหมือนยังผ่านไปไม่นานแค่ทุกคนก็หลับสนิทกันไปแล้ว จะมีก็เอกที่หลับๆ ตื่นๆ คอยเงี่ยหูฟังเสียงรอบๆ ตัวด้วยเพราะความเป็ห่วงบุญมี ที่ต้องออกเดินทางมาไกลๆ เป็ครั้งแรกและยังมาเจอกับเื่ ที่เกือบทำเอาชีวิตไม่รอดถึงสองครั้ง ในเวลาติดๆ กัน
“ บุญมี ข้าต้องขอโทษที่ข้าทำกับเอ็งไปเมื่อตอนฝนตกเย็นวันนี้ ” เสียงไอ้นิน พูดกับบุญมี
“ ข้าไม่คิดถือโทษโกรธเคืองเ้าหรอกหากฟ้าให้เรามาพบและได้เป็คู่กัน มันก็ต้องเกิดขึ้น ข้าเชื่อเช่นนั้น ”เสียงจากบุญมี
“ ข้าเองก็เชื่อเช่นเดียวกับเ้า ” เสียงไอ้นินบอก
“ ต่อไป ข้าจะเรียกเ้าว่าพี่นะ . .พี่นินของข้า . . ” เสียงจากบุญมี
“ ข้าก็จะเรียกเ้าว่าน้อง . . น้องบุญมี. . ” เสียงจากไอ้นิน
ฟังดูเป็เสียงพลอดรักของคนสองคน แต่ก็ยังมีเอกอีกคนที่นอนหันหลังให้อยู่ใกล้กับที่ทั้งสองพูดคุยกันให้ได้ยิน แม้ว่าเอกจะรู้สึกพึงพอใจกับไอ้นินเช่นเดียวกับบุญมีผู้เป็น้องชาย สิ่งที่ได้ยินก็ไม่ได้ทำให้เอกเกิดความไม่พอใจ ที่เหมือนกับมีใครมาแย่งชิงของที่ตัวเองชอบไปแต่กับตรงกันข้ามกัน มันทำให้เอกรู้สึกมีความสุขร่วมไปกับน้องชายด้วย . . .
.. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
ฟ้าสางแล้ว แต่บรรยากาศรอบๆตัวดูขมุกขมัว มองเห็นได้ไม่เกินสองย่างก้าว ทุกคนคิดว่าเป็หมอกในยามเช้าหลังจากที่มีฝนตกลงมาในตอนเย็นของเมื่อวานนี้ ซึ่งถือว่าเป็เื่ปกติ คงยังนั่งจับกลุ่มก่อไฟรอให้หมอกจางลงเสียก่อน
จนเวลาผ่านพ้นไปเกือบจะครึ่งวันแล้วหมอกควันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจางลงเลย อีกทั้งก็ยังมองไม่เห็นดวงอาทิตย์อีกด้วยนายสิงห์รู้สึกว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติ บอกกับทุกคนให้ระวังตัวและให้อยู่ให้ใกล้กันไว้ หากเกิดอะไรขึ้นจะได้ช่วยเหลือกันได้ทัน
เอกกับนายสิงห์จึงปรึกษากันแล้วลงความเห็นกันว่า หมอกควันอาจจะมีอยู่แค่ที่ตรงนี้ หากเดินทางกันออกไปแล้วที่ข้างนอกอาจจะไม่มีแล้วก็เป็ได้
ทั้งหมดจึงจับกลุ่มกันเดินไปโดยยึดคันดินเป็เส้นทาง แม้จะเดินออกมาเป็เวลานานพอควรแล้วหมอกควันก็ยังคงหนาทึบอยู่เช่นเดิม เหมือนกับว่าทุกคนเดินวนอยู่ในกลุ่มหมอกควันนั้น
เวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้ว ไม่มีใครอยากจะรู้รู้สึกแต่ว่ายิ่งเดินไปข้างหน้า ทางออกยิ่งไกลออกไปทุกทีๆ และเริ่มรู้สึกเมื่อยล้ามากขึ้น ๆ แขนขาเริ่มหนักจนไม่อยากก้าวขาเดินต่อไป
แล้วทุกคนก็รู้สึกมีความหวังขึ้นมาเมื่อหมอกควันเริ่มจางลง มองเห็นดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าได้ แม้ทุกคนอยากที่จะหยุดพักแต่ก็มีความหวาดระแวงว่าหมอกควันจะลอยตามมาอีกหรือเปล่า จึงเร่งเท้าเดินไปอีก หมายให้ออกไปให้พ้นหมอกควันนี้ให้เร็วและไกลที่สุด
ทุกคนรีบเดินกันออกมาได้ไม่นานนักก็มองเห็นกลุ่มบ้านเรือนที่ปลูกอยู่ห่างกันไม่มากนัก จึงเดินเข้าไปตามทางผ่านบ้านที่ดูเหมือนไร้ผู้คนอาศัยเข้าไปหลายหลัง จนมาถึงลานกว้างซึ่งดูแล้วน่าจะเป็ที่ชุมนุมของคนในหมู่บ้าน เพราะเห็นมีคนยืนกันอยู่ เหมือนยืนรออะไรบางอย่าง
“ สวัสดี . .พวกข้าอพยพหนีากันมาจากกรุงศรีอยุธยา จะไปหาญาติที่เมืองราชสีมาระหว่างทางถูกโจรป่าเข้าปล้นชิงทรัพย์สินทั้งหมดไป พวกข้าเดินทางมาสี่วันแล้ว อยากจะขอพักเอาแรงที่นี่แล้วจะรีบเดินทางกันต่อ ได้โปรดเมตตาต่อพวกข้าด้วยเถิด . . . ” เอกเป็คนพูดขึ้นในขณะที่ยืนอยู่ในกลางกลุ่มคนในหมู่บ้านนั้น
“ พวกเรายินดีต้อนรับพวกท่านเราจะให้อาหารและที่พักแก่ท่าน . . . โปรดตามข้ามา ” หญิงวัยกลางคนที่ลักษณะท่าทางดูน่าจะเป็ผู้นำหมู่บ้านพูดขึ้น พร้อมกับเดินนำกลุ่มของเอก พาเดินออกไปทางด้านหนึ่งของหมู่บ้านโดยมีหญิงสาวอีกสองคนเดินขนาบข้างไปด้วย
ทั้งหมดถูกพาไปพักยังบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ห่างไกลออกไปจากบ้านหลังอื่นๆ พอเข้าไปในบ้านนั้นแล้ว จึงเข้าใจได้ว่า ที่นี่น่าจะเคยเป็ยุ้งฉางขนาดใหญ่เป็ยุ้งฉางกลางของหมู่บ้าน ที่ไม่ได้ใช้งานมานานแล้ว
“ ข้าชื่อศรี หรือแม่ศรีที่ใครๆเรียกข้า . . ส่วนคนนี้ชื่อเพ็ญ และคนนี้ชื่อพลอย ทั้งสองเป็ลูกของข้าเอง ” . . เพ็ญสาวแรกรุ่นสดใสอายุสิบแปดและพลอยน้องสาวที่อายุห่างกันแค่ปีเดียว
เพ็ญวางสีหน้าเฉยๆ ส่วนพลอยจ้องมองมาที่เอกและยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ คนในครอบครัวของข้าได้รับมอบหมายให้เป็ผู้นำของที่นี่ ั้แ่รุ่นปู่ย่า ตายายข้าจึงมีหน้าที่รับผิดชอบทุกสิ่งในหมู่บ้านนี้ ” . . แม่ศรีแนะนำตัว
“ ข้าชื่อเอก นี่น้องชายข้าชื่อบุญมีส่วนคนนี้อาสิงห์เป็ผู้คุ้มกันของบ้านข้า และที่เหลือก็เป็คนของบ้านข้าเอง ”เอกแนะนำบ้าง
“ ข้าให้พวกเ้าพักอาศัยอยู่ที่นี่ได้ชั่วคราวแต่มีกฎของที่นี่อยู่สองข้อที่พวกเ้าต้องทำตามคือ ข้อแรกพวกเ้าต้องมอบอาวุธให้เก็บไว้กับข้าหมู่บ้านของข้าปลอดภัยสำหรับทุกคน พวกเ้าจะเห็นได้ว่าคนในหมู่บ้านของข้าไม่มีผู้ใดพกพาอาวุธข้อสองเมื่อสิ้นแสงตะวันแล้ว พวกเ้าต้องอยู่แต่ในที่นี้ ห้ามออกไปเดินที่ข้างนอกเด็ดขาดต่อเมื่อตะวันขึ้นแล้ว พวกเ้าจะเดินไปที่ใดในหมู่บ้านนี้ก็ได้ . .ถ้าพวกเ้าให้คำสัตย์ไว้ พวกเ้าก็อยู่ได้ ” แม่ศรีกล่าวขึ้น
“ ข้าให้คำสัตย์แก่ท่าน ” เอกบอก
“ งั้นก็ดี . . ประเดี๋ยวข้าจะให้คนนำอาหารมาให้พวกเ้าก็พักผ่อนกันตามสบาย ” แม่ศรีบอกก่อนจะเดินออกไป . . .
“ แม่คิดว่า พวกผู้ชายกลุ่มนี้จะช่วยพวกเราได้หรือ ? ” เพ็ญพูดขึ้นกับแม่ หลังจากเดินออกมาได้ไม่ไกลนัก
“ ดูท่าทางพวกเขาเป็คนมีฝีมืออยู่นะ โดยเฉพาะคนตัวสูงผิวขาวที่ชื่อเอกนะแม่” พลอยพูดต่อขึ้น
“ แม่ว่า แม่ดูคนไม่ผิด . . และคืนนี้ เราอาจต้องให้พวกเขาช่วย” แม่ศรีเดินไปพูดไป
พลอยอมยิ้มแล้วหันมามองหน้าเพ็ญ แล้วเดินยักไหล่ส่ายไปส่ายมาตามแม่ศรีกลับบ้านไป
.. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .