“มาบัดนี้พวกท่านรู้แล้วใช่หรือไม่ว่าผู้ใดที่เป็หัวขโมยที่แท้จริง” เสิ่นจื่อโยวปล่อยเสิ่นเฉี่ยวเหลียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง สีหน้าผ่อนคลาย
ิับริเวณมือขวาของเสิ่นเฉี่ยวเหลียนแตกะเิทั้งมือเืสดไหลรินไม่หยุด ดูสยดสยองยิ่งนัก
ชาอุ่นร้อนเพียงถ้วยเดียวไม่สามารถสร้างาแร้ายแรงถึงขั้นนี้ได้ที่มือของเสิ่นเฉี่ยวเหลียนต้องมีสภาพเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่ามีเพียงสาเหตุเดียว...นางเคยััไข่มุกบรรลัยกัลป์
เสิ่นเฉี่ยวเหลียนกุมมือขวาที่ได้รับาเ็ขณะร้องไห้เสียงโหยหวยนางทั้งหวาดกลัวและตกตะลึง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเื่ราวจึงแปรเปลี่ยนเป็เช่นนี้
ในฐานะคุณหนูสามแห่งจวนเสนาบดีฝ่ายขวาถึงแม้ชาติกำเนิดของนางจะไม่อาจหาญเทียบเสิ่นเชียนซีทว่าอาภรณ์ที่สวมใส่หรือชีวิตความเป็อยู่ล้วนเป็ของชั้นเลิศกอปรกับวาทศิลป์ของนางที่มักช่วยสร้างความรื่นรมย์ให้กับพันไป๋เหออยู่เป็นิจดังนั้นความเป็อยู่ของนางจึงดีกว่าบุตรสาวของอนุทั่วไปหลายเท่าตัว
คาดไม่ถึงว่าสิ่งที่นางเพียรพยายามมาแรมปีวันนี้กลับถูกทำลายหมดสิ้นด้วยการเคลื่อนไหวเพียงคราเดียวของเสิ่นจื่อโยวยังไม่ต้องกล่าวว่าท่านพ่อจะจัดการกับนางอย่างไรแต่พันไป๋เหอย่อมไม่มีทางยอมปล่อยนางไปโดยง่ายสิ่งที่นายหญิงใหญ่แห่งตระกูลเสิ่นผู้ที่มีรูปลักษณ์ภายนอกเมตตาแต่จิตใจโเี้อำมหิตผู้นี้เกลียดมากที่สุดก็คือการถูกผู้อื่นหลอกลวง
นางยิ่งคิดก็ยิ่งสิ้นหวังยิ่งใคร่ครวญก็ยิ่งแทบเสียสติเสิ่นเฉี่ยวเหลียนมองไปทางเสิ่นจื่อโยวด้วยสายตาเกลียดชังแฝงความชั่วร้ายความเคียดแค้นที่มีต่อเสิ่นจื่อโยวสลักลึกในก้นบึ้งของหัวใจ
ช้าเร็วนางจะต้องให้เสิ่นจื่อโยวชดใช้อย่างสาสม!
“พอแล้ว ร้อง ๆ ๆ จะร้องไปไยในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้เหตุใดในคราแรกจึงปล่อยให้ความละโมบเข้าจิตใจ” เสิ่นอี้กวงกล่าวอย่างปวดเศียรเวียนเกล้าในขณะที่พูดกับ ‘เ้าหัวขโมย’ ผู้นี้น้ำเสียงของเขาไม่ได้เกรี้ยวกราดเช่นที่พูดกับเสิ่นจื่อโยว
แต่ไรมาเสิ่นเฉี่ยวเหลียนก็อ่อนน้อมรู้จักพะเน้าเอาใจปากของนางสามารถสาธยายจากรสขมจนเป็หวาน จากหวานเปลี่ยนเป็เค็มได้ใน่ระยะเวลาอันสั้นนี้ เสิ่นอี้กวงจึงไม่สามารถปั้นท่าโหดร้ายกับนางได้เขากระทั่งคิดว่าหากเสิ่นเฉี่ยวเหลียนมอบไข่มุกเม็ดนั้นกลับคืนเื่นี้ก็ถือว่ายุติแล้วทุกคนต่างก็เป็คนในครอบครัวเดียวกัน ไม่จำเป็ต้องถือสาหาความ
จากสถานการณ์นี้เห็นได้ชัดว่าต่อหน้าเสิ่นจื่อโยวและเสิ่นเฉี่ยวเหลียนบุตรสาวทั้งสองคนเสิ่นอี้กวงปฏิบัติต่อพวกนางด้วยสองมาตรฐาน
เสิ่นจื่อโยวมองออกถึงความใจอ่อนและเอนเอียงของบิดาทว่านางไม่สนใจแม้เพียงเศษเสี้ยว
ในเมื่อบิดาผู้นี้ได้ทอดทิ้งนางไปนานแล้วเช่นนั้นนางก็ไม่จำเป็ต้องพยายามยื้อ ‘ความใกล้ชิด’ กลับมา
ช้าเร็วนางจะต้องสลักคำว่า ‘เสียใจ’ สองคำนี้ลงไปในหัวใจของฝ่ายตรงข้ามให้ฝังแน่น
“ยามนี้เื่ราวกระจ่างแจ้ง ข้าไปได้แล้วใช่หรือไม่” เสิ่นจื่อโยวกล่าวถามด้วยเสียงราบเรียบไม่แยแสความกตัญญูที่บุตรพึงมีต่อบิดา
เส้นเืบริเวณขมับของเสิ่นอี้กวงเต้นตุบๆ ท่าทีที่เสิ่นจื่อโยวเจรจากับเขากระตุ้นให้อารมณ์พลุ่งพล่าน
มีผู้ใดบ้างที่ใช้ท่าทางเช่นนี้พูดคุยกับบิดา?!
ทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้ก็คือการแก้ไขปัญหาระหว่างบุตรสาวคนที่สามกับบุตรสาวคนรองเื่ของเสิ่นจื่อโยวเขาจะปล่อยไปชั่วคราวในกาลข้างหน้าเขายังมีเวลาที่จะทำให้นางรู้ว่าควรจะเคารพ-ผู้าุโ-อย่างไร!
“ไป ๆ”เสิ่นอี้กวงโบกมือไล่อย่างไร้ความอดทน “รีบไป! อย่ามัวยืนอยู่ที่นี่ให้ขัดสายตา”
เสิ่นจื่อโยวหมุนตัวเดินจากไปอย่างไร้ท่าทีเกรงใจนางทิ้งกลุ่มคนและเื่ราวที่น่าขันเ่าั้ไว้ด้านหลัง
จวบจนสุดท้ายเสิ่นเชียนซีก็ยังนั่งอยู่บนที่นั่งของนางอย่างสงบเสงี่ยมนางยกถ้วยน้ำชาขึ้นเพื่อปิดบังริมฝีปากและคิ้วตาที่ไม่ยี่หระของตนเอง
ไม่ว่าจะเป็เสิ่นจื่อโยวก็ดีหรือเสิ่นเฉี่ยวเหลียนก็ช่างนางล้วนไม่วางพวกนางไว้ในสายตา ถึงอย่างไรพวกนางก็เป็เพียงตัวประกอบเล็ก ๆ ที่ไม่มีความหมายอันใดจะสามารถะโโลดเต้นไปถึงที่แห่งใดได้
มีเพียงนางเท่านั้นที่เป็คุณหนูสายตรงที่แท้จริงของจวนเสนาบดีนางผู้ซึ่งเป็ผู้ที่มีพร์แห่งการบำเพ็ญเพียรทั้งธาตุไม้และธาตุไฟ
คนเช่นเสิ่นจื่อโยวถึงแม้สติจะสมประดีแล้วแต่ก็เป็ได้เพียงพวกไร้ประโยชน์เท่านั้น
• • •
เสิ่นจื่อโยวไม่ได้กลับไปที่เรือนหลังเล็กของตนเองแต่กลับเลี้ยวตรงหัวมุมหนึ่งเพื่อเดินไปยังเรือนหลังน้อยของมารดา
เกิดเื่ใหญ่เช่นนี้ ด้วยอุปนิสัยของมารดานางจะต้องกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเป็แน่
เสิ่นจื่อโยวลอบรำพึงในใจ ระหว่างนั้นสายธารอบอุ่นก็ชโลมผ่านหัวใจ
ชาติก่อนนางเป็เด็กกำพร้าไม่เคยััถึงความผูกพันของสายใยในครอบครัว ในที่สุดชาตินี้นางก็มีโอกาสได้ััแล้ว
เสิ่นจื่อโยวเดินตรงไปทว่าทันใดนั้นฝีเท้ากลับต้องชะลอลง
นางกวาดตามองรอบทิศอย่างสับสนและตื่นตัวลอบคิดในใจว่านี่เป็สัญชาตญาณที่ผิดแผกไปของตนเองใช่หรือไม่เหตุใดนางจึงรู้สึกว่ามีคนกำลังจ้องมองตน
ลมสายหนึ่งพัดโชยมากิ่งไม้ส่งเสียงดังเสียดสี
นอกจากูเาจำลองขนาดใหญ่ที่อยู่รอบทิศแล้วเสิ่นจื่อโยวก็ไม่เห็นผู้อื่นอีก
บางทีอาจเป็สัญชาตญาณที่ผิดแผกไปกระมัง
แต่อย่างไรเสิ่นจื่อโยวก็ไม่กล้าละเลยเพราะยามนี้พละกำลังของนางอ่อนแอยิ่งนักก่อนที่นางจะมาอยู่ในร่างนี้เ้าของเดิมไม่เคยผ่านการบำเพ็ญเพียรใด ๆ มาก่อนปราณิญญาในร่างกายต่ำเรี่ยจนน่าเวทนา หากมีคนคิดลอบทำร้ายนางคงทำได้เพียงฝืนต้านรับเท่านั้น
รอจนผ่านไประยะหนึ่งก็ยังไม่เห็นว่าจะมีบุคคลที่สองปรากฏตัวนางจึงทำได้เพียงลอบยิ้มหยันตัวเองในใจที่คิดมากเกินไป
นางเองก็ไม่เคยคิดว่าจะมีผู้ใดลอบทำร้ายตนเองเพราะนางในยามนี้ทั้งอัปลักษณ์และไร้ประโยชน์จะมีผู้ใดลงทุนลงแรงมาสนใจคนเยี่ยงนาง?
เสิ่นจื่อโยวเก็บสายตาระแวดระวังกลับคืนแล้วจึงเร่งฝีเท้าเดินไปยังเรือนของมารดา