เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 125 หงเทียน

                นึกไม่ถึงว่าจะมีผู้อื่นอยู่ด้วย!

               เมื่อคิดได้ดังนั้นพลังปราณภายในร่างของเมิ่งฝานพลันปรากฏขึ้นที่ฝ่ามือ พลางมองไปยังผู้มาใหม่ด้วยแววตาที่เย็นชา เพียงไม่กี่อึดใจคนพวกนั้นก็เดินเข้ามาใกล้เมิ่งฝานและพวก ซึ่งผู้ที่สะดุดตาที่สุดก็คือบุรุษผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มของคนเหล่านั้น

               เขาสวมชุดชาวฮั่น รูปร่างสูงโปร่ง มีเส้นผมที่เล็กและยาว นัยน์ตาคู่นั้นแฝงไปด้วยความร้ายกาจ มีอายุไม่มากนักเพราะคล้ายจะเป็นบุรุษที่มีอายุราวยี่สิบหกปี ทว่าพลังการบำเพ็ญตนของเขาผู้นั้นกลับเป็นถึง...จอมยุทธ์ในขั้นเกลาวิญญาณระดับสี่!

               แม้จะอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนก็ยังสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของคนผู้นั้น ลมปราณที่แผ่ซ่านทำให้รู้ได้ว่าเขาแข็งแกร่งยิ่งกว่าเมิ่งเฟยเอ๋อร์เสียด้วยซ้ำ!

               “เป็นเขานี่เอง!”

               สีหน้าของเฉาหลันที่อยู่ข้างกายของเมิ่งฝานเปลี่ยนไป ก่อนจะเอ่ยด้วยความประหลาดใจ

               “ท่านรู้จักเขา?”

               เมิ่งฝานเอ่ยถามด้วยความสงสัย

               เฉาหลันพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

               “เขาคือบุตรชายคนโตผู้เป็นทายาททางสายเลือดของตระกูลหงแห่งเมืองกู่หยาง หงเทียน เมืองกู่หยางตั้งอยู่ติดกับพื้นที่ราบจงยาง เมื่อก่อนตระกูลของข้าทำการค้าร่วมกับพวกเขามากมาย ศักยภาพของตระกูลหงนั้นไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง นับว่าเป็นผู้มีอิทธิพลประจำเมืองกู่หยางเลยก็ว่าได้ เมื่อก่อนในตอนที่ตระกูลเฉามีภัยก็เคยไปร้องขอความช่วยเหลือจากพวกเขาเช่นกัน หึ ...แต่ก็นึกไม่ถึงว่าพวกนั้นเลือกที่จะซ้ำเติม!”

               “อย่างไรหรือ?”

               เมื่อได้เห็นสีหน้าที่แสดงถึงความโกรธของเฉาหลัน เมิ่งฝานก็รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับหงเทียนจึงได้ถามออกไป

               เฉาหลันกัดฟันแล้วเอ่ยว่า “พวกเขาบอกว่าข้าจะต้องแต่งงานกับหงเทียน...ถึงจะยอมยื่นมือเข้าช่วยตระกูลเฉา แต่เมืองกู่หยางนั้นมีอิทธิพลที่แข็งแกร่ง หากข้ายอมออกเรือนไปกับเขาย่อมต้องถูกกลืนกิน เมื่อถึงตอนนั้นก็จะไร้ซึ่งตระกูลเฉาอีกต่อไป ฉะนั้นแล้วข้าจึงไม่ได้รับปาก!”

               “หึ เจ้าคนชั้นต่ำ!”

               เฉาจื่อที่อยู่ด้านข้างกระตุกยิ้มอย่างไม่สบอารมณ์ ใบหน้าเล็กนั้นบ่งบอกถึงความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง แต่มันก็ยังคงเป็นการโกรธที่ดูน่ารักน่าชังเสียจริง

               ในระหว่างที่พวกเขาพูดคุยกันกลุ่มคนดังกล่าวก็เดินเข้ามาใกล้ เมื่อหงเทียนเห็นเฉาหลันพลันมีนัยน์ตาที่วาวโรจน์ก่อนจะประสานมือแล้วเอ่ยว่า “หลันเอ๋อร์ เจ้าสบายดีหรือ?”

               เฉาหลันยังคงยืนอยู่กับที่ นางคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วเอ่ยไป “คุณชายหง ข้ากับท่านสนิทกันหรือ? อย่าได้เรียกข้าราวกับว่าพวกเราสนิทสนมกันเช่นนั้น”

               นี่เป็นน้ำเสียงอันราบเรียบแต่กลับมีความหมายในเชิงที่ปิดกั้นไม่ให้อีกฝ่ายเข้ามาใกล้ รอยยิ้มของหงเทียนชะงักงันอยู่บนใบหน้าในทันใด

               ส่วนสีหน้าคนของตระกูลหงที่อยู่ด้านหลังก็เปลี่ยนไปด้วยกันทั้งสิ้น โดยรอบพื้นที่ราบจงยางแห่งนี้มีสตรีเพียงไม่กี่คนที่กล้าหักหน้าหงเทียนเช่นนี้!

               หงเทียนข่มความเดือดดาลเอาไว้ในใจ ก่อนจะหัวเราะแล้วเอ่ยว่า “ฮ่าฮ่า พวกเรามีการค้าร่วมกันตั้งมากมาย จะไม่ให้สนิทสนมกันได้อย่างไร ว่าแต่เจ้ามาที่นี่ด้วยเหตุอันใดเล่า?”

               เมื่อพูดจบหงเทียนก็ปรายตามองเมิ่งฝานก่อนนัยน์ตาจะวาวโรจน์ขึ้นมา

               “ข้าเข้ามาดูเหมืองแร่กับสหายของข้า!”

               เฉาหลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความรู้สึกใด

               “เจ้าว่าอย่างไร สหาย? ...ข้าหงเทียน ไม่ทราบว่าท่านคือ?” หงเทียนเอ่ยถามอย่างใจเย็นแต่ก็มองเมิ่งฝานอย่างไม่ละสายตา

               เมิ่งฝานคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย ดูท่าอีกฝ่ายจะเห็นตนเองเป็นศัตรูเสียแล้ว ทว่าเขาก็ยังเอ่ยเสียงเรียบหาได้สนใจไม่ “เมิ่งฝาน!”

               “เอ่อ...ที่แท้ก็คือสหายนี่เอง!”

               หงเทียนเอ่ยพลางหัวเราะราวกับว่าสนิทสนมกันเป็นอย่างยิ่งก็ไม่ปาน ทว่านัยน์ตากลับแฝงไปด้วยความร้ายกาจ

               เรื่องที่ตระกูลเฉาสามารถผ่านพ้นมหันตภัยได้เลื่องลือไปทั่วพื้นที่ราบจงยางแล้ว ซึ่งนั่นก็รวมถึงชื่อเสียงของเมิ่งฝานด้วย การที่เขาอาศัยพลังของตนเองในการทำให้ตระกูลเฉารอดพ้นจากมหันตภัยได้ทำให้นามของเมิ่งฝานมีอิทธิพลต่อพื้นที่โดยรอบไม่น้อย

               เห็นได้ชัดว่าหงเทียนเองก็รู้ข่าวสารจากรายงานของคนในตระกูลเช่นกัน ซึ่งการที่เขามีโทสะอยู่ในเวลานี้ก็เป็นเพราะอีกฝ่ายทำลายแผนการของตนเอง ทว่าสิ่งที่หงเทียนไม่คาดคิดนั่นคือเมิ่งฝานตามคำเล่าขานจะยังอ่อนเยาว์ได้ถึงเพียงนี้ ถึงขั้นที่ดูคล้ายว่ามีอายุที่ยังไม่ถึงยี่สิบปีด้วยซ้ำ

               หลังจากที่คลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยเมิ่งฝานจึงเอ่ยว่า “เอาล่ะ หากไม่มีเรื่องใดแล้วพวกข้าก็คงจะต้องขอตัวก่อน”

               เมื่อกล่าวเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ขยับหมายจะพาเฉาหลันและเฉาจื่อจากไป ทว่าในเวลาต่อมาเสียงของหงเทียนกลับดังขึ้นมาเสียก่อน “ข้าว่า..สหายคงจะไม่ได้มาที่นี่เพื่อดูมันเท่านั้นใช่หรือไม่?”

               เมิ่งฝานหันหลังกลับโดยที่ยังคงยิ้มอยู่เช่นเดิม จากนั้นจึงเอ่ยถามเสียงเบา “หากใช่แล้วอย่างไร ไม่ใช่แล้วอย่างไร?”

               หงเทียนก้าวขึ้นหน้ามาหนึ่งก้าว เขาสบตากับเมิ่งฝานพลันมีกลิ่นอายของพลังลมปราณอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ขณะเดียวกันก็เอ่ยเสียงเข้ม “หากไม่ใช่ก็จะเป็นการดีที่สุดแล้วล่ะ ถึงอย่างไรพวกเราทั้งหลายก็เป็นสหายกัน แต่เท่าที่ข้ารู้มานั้นดูเหมือนว่าที่นี่จะมีของล้ำค่าแปลกประหลาดปรากฏขึ้นมา และข้าก็ขอสหายเมิ่งฝานอย่าได้เข้ามาก้าวก่ายเพราะมิฉะนั้น...หึหึ”

               น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยการข่มขู่

               เห็นได้ชัดว่าการปรากฏตัวของของล้ำค่าในเขาต้าฮวงนี้ทำให้หงเทียนเกิดความสนใจ ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้ผู้อื่นเข้ามายุ่มย่าม ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงคนอย่างเมิ่งฝาน!

               แท้จริงแล้วจอมยุทธ์ในขั้นเกลาวิญญาณระดับสี่นับว่าน่าสะพรึงไม่น้อย ต่อให้เป็นในพื้นที่ราบจงยางอันกว้างใหญ่ก็ยังเรียกได้ว่าเป็นดั่งดาวมฤตยูก็ไม่ปาน

               ทว่าเมิ่งฝานกลับเป็นพวกที่หาได้ยำเกรงต่อภยันตรายหรือเรื่องที่ยากลำบากไม่ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับของล้ำค่าเช่นนี้ เพราะถึงอย่างไรแล้วก็คงจะต้องเอ่ยถึงหลักการที่ว่าผู้ใดเก่งกาจยิ่งกว่าก็จะได้สิ่งที่ต้องการไปครอบครอง

               เมิ่งฝานลูบปลายจมูกตนเองก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่คิดหรือว่าบางทีเจ้าอาจจะยุ่งเรื่องของผู้อื่นมากเกินไป ของที่อยู่ข้างในนั้นหากผู้ใดมีศักยภาพมากพอย่อมได้มันไปครอบครองไม่ใช่หรือ?”

               เมิ่งฝานเองก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบเช่นกัน ทว่าในเวลาต่อมาระลอกคลื่นแห่งพลังปราณอันแข็งแกร่งไม่แพ้กันก็ได้ปะทะกันขึ้นในอากาศ

               ร่างกายมิได้เคลื่อนไหว ทว่าระลอกคลื่นแห่งพลังกลับปะทะกันขึ้นมาแล้ว ซึ่งนั่นก็ทำให้บรรยากาศโดยรอบชะงักงันไปเช่นกัน สีหน้าของเฉาหลันที่อยู่ด้านข้างพลันเปลี่ยนไป จากนั้นนางจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “มีเรื่องอันใดหรือหงเทียน หรือว่าท่านอยากจะตัดขาดกับตระกูลเฉาให้สิ้นลงจริงๆ เมิ่งฝานคือผู้มีพระคุณของตระกูลข้า และยังเป็นสหายของข้าด้วย!”

               เมื่อสิ้นเสียงของนางสีหน้าของหงเทียนก็คล้ายว่าจะร้ายกาจยิ่งกว่าเดิม เขาเงียบงันลงไปชั่วครู่ก่อนจะคลี่ยิ้มโดยที่นัยน์ตาหาได้ยิ้มตามไม่ “ได้ หลันเอ๋อร์ ข้าจะไว้หน้าเจ้าสักครั้ง เขาต้าฮวงแห่งนี้กว้างใหญ่นัก แต่ของล้ำค่าชิ้นนั้นจะต้องเป็นของคนแซ่หง!”

               ในระหว่างที่เอ่ยวาจาหงเทียนก็ตวัดวาดฝ่ามือใหญ่ออกไป คนของตระกูลหงจึงจากไปพร้อมกับเขา แต่สายตาที่มองเมิ่งฝานนั้นก็หาได้เป็นมิตรแต่อย่างใด

               เมื่อเห็นว่าหงเทียนละคนอื่นๆ จากไปเฉาหลันก็ยิ้มเจื่อน ก่อนจะเอ่ยอย่างจนปัญญา “ขออภัยด้วย หงเทียนผู้นี้แม้แต่ตระกูลของข้าก็อาจจะยังไม่สามารถสยบได้ด้วยซ้ำ ศักยภาพของเขาสามารถเทียบได้กับท่านพ่อข้าเลยก็ว่าได้!”

               “ไม่เป็นไร พวกเราไปกันเถอะ”

               เมิ่งฝานว่าแล้วผายมือออกไป ดูท่าหากมีคนของตระกูลหงอยู่ในเขาต้าฮวงแห่งนี้ด้วยก็คงจะมีเรื่องสนุกและน่าสนใจเกิดขึ้นมากกว่าเดิมเป็นแน่

               แล้วเมิ่งฝานก็เดินไปในเขาต้าฮวง เขารู้ดีว่าสาเหตุที่เมื่อครู่ไม่มีการต่อสู้เกิดขึ้นเป็นเพราะทั้งสองฝ่ายล้วนแต่วาดหวังถึงของล้ำค่าภายในขุนเขาแห่งนี้ เกรงว่าหากต่อสู้ไปจะเป็นการทำให้กำลังคนของตนเองได้รับบาดเจ็บ

               แต่หากได้เจอของล้ำค่าเมื่อใด ทั้งสองฝ่ายคงถึงเวลาที่ได้เห็นเลือดกันเป็นแน่!

               เขากระตุกยิ้มขึ้นในใจ แล้วเดินเข้าไปในส่วนลึกของขุนเขาพร้อมกับเฉาหลันและเฉาจื่อ

               เมื่อเข้าไปภายในมันก็เป็นอย่างที่เฉาหลันบอกเอาไว้ คือความมืดมิดและมีความร้อนแผ่ซ่านออกมาบางครั้งบางคราวประหนึ่งระเบิดลูกใหญ่กำลังจะแตกตัวก็ไม่ปาน ซึ่งที่นี่คือส่วนลึกของภูเขาไฟนั่นเอง

               “พวกท่านระวังหน่อยก็แล้วกัน ตามข้าไว้อย่าให้ห่าง”

               เมิ่งฝานเอ่ยเสียงเบา ทั้งสองนางพยักหน้ารับก่อนจะย่นคิ้ว

               เมื่ออยู่ท่ามกลางความมืดมิดเช่นนี้ ต่อให้อยู่ในขั้นหลอมปราณระดับเซียนอย่างเฉาหลันก็ยังรู้สึกกลัว สตรีทั้งสองกอดแขนของเมิ่งฝานเอาไว้ทั้งยังขยับเข้ามาใกล้เป็นอย่างยิ่งอีกด้วย

               การก้าวเดินเช่นเวลานี้ทำให้ท่อนแขนของเมิ่งฝานสัมผัสกับร่างกายของสตรีทั้งสอง ผู้หนึ่งมีความเป็นผู้ใหญ่ ร่างบางอรชรทั้งยังเป็นสตรีที่ตนเคยได้เห็นเรือนร่างมาก่อน ส่วนอีกฝั่งก็เป็นเด็กสาวน่ารักน่าทะนุถนอม หน้าอกที่กำลังเจริญเติบโตได้แนบแน่นอยู่กับท่อนแขนของเมิ่งฝาน

               แม้ว่าเขาจะรู้สึกทำตัวไม่ถูกแต่ก็ไม่รู้ว่าจะหาเหตุใดมาเพื่อปลีกตัวออก สุดท้ายจึงทำได้เพียงเดินหน้าต่อไป

               “หึหึ เจ้าหนู ความสุขของเจ้าช่างไม่น้อยเลยจริงๆ!”

               ภายในไข่อสูรทมิฬนั้น รั่วสุ่ยอีเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่นึกสนุก ซึ่งนั่นก็ทำให้เมิ่งฝานยิ้มเจื่อนก่อนจะพึมพำเสียงเบาว่าความสุขเช่นนี้มาให้น้อยหน่อยก็ดี

               ท่ามกลางความมืดมิด เวลานี้เบื้องหน้าเริ่มมีแสงสว่างปรากฏขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะพวกเขาทั้งสามได้เข้ามาถึงส่วนลึกของภูเขาไฟแล้ว

               เพราะเป็นพื้นที่ของภูเขาไฟจึงมีเส้นลาวาไหลเคลื่อนตัวอย่างเห็นได้ชัด ของเหลวสีแดงเพลิงนั้นมีความร้อนระอุแผ่ซ่าน ราวกับว่าสามารถทำให้มนุษย์หลอมละลายได้ก็ไม่ปาน

               ลาวาทั่วสารทิศที่ไหลหลั่งเป็นดั่งลำธารสายเล็ก หลั่งไหลไปรวมกันที่เส้นใดเส้นหนึ่ง

               “ที่ตรงนี้แหละ ท่านพ่อของข้าบอกว่าที่นี่มีพลังต้องห้ามอันยิ่งใหญ่ เขาเพียงแค่ลองหยั่งเชิงก็ต้องบาดเจ็บเพราะแรงสั่นสะเทือนของมัน!”

               เฉาหลันมองไปยังภาพเบื้องหน้าแล้วเอ่ยเตือน ทว่าเมิ่งฝานกลับกระตุกยิ้มแต่ก็ไม่ได้ลังเลใดๆ ในเมื่อมาถึงขนาดนี้แล้วเขาคงต้องเข้าไปลองดูให้มันรู้แล้วรู้รอดไป

               เด็กหนุ่มยังคงก้าวเดินต่อไป ท่ามกลางความร้อนของลาวาที่แผ่ซ่านทำให้รอบตัวร้อนระอุจนเสื้อผ้าของเมิ่งฝานเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ทางฝั่งของเฉาหลันและเฉาจื่อก็ไม่ต่างกัน เมื่ออยู่ภายใต้ความร้อนระอุเช่นนี้สีหน้าของพวกนางต่างก็ซีดเผือด

               เห็นได้ชัดว่ายิ่งเข้าใกล้จุดต่ำสุดของภูเขาไฟเท่าใดก็ยิ่งร้อนระอุขึ้นเท่านั้น ไม่รู้ว่าหากเป็นก้นบึ้งของมันจะน่าสะพรึงถึงเพียงใด!

               พลังปราณของเมิ่งฝานถาโถมออกมาจากร่างกายโอบล้อมอีกสองคนเอาไว้ พวกนางพลันรู้สึกว่าแรงกดดันลดน้อยลงกว่าเดิมในทันใด

               แม้ว่าพลังของคัมภีร์ทวนเทพที่เมิ่งฝานศึกษาจะยังไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นวิชายุทธ์ธาตุ แต่หลังจากที่ทำการฝึกฝนวันแล้ววันเล่าพลังปราณของเด็กหนุ่มก็บริสุทธิ์เป็นอย่างยิ่ง

               เมื่อเดินไปเรื่อยๆ จนเวลาผ่านพ้นไปราวหนึ่งก้านธูปจึงหยุดชะงัก เพราะในจุดที่ลาวาหลั่งไหลมารวมกันนั้นมีพลังผนึกโลกาขนาดใหญ่ปรากฏให้เห็นอย่างเลือนรางราวกับคอยปิดกั้นให้ใต้ภูเขาไฟแห่งนี้เป็นโลกอีกใบก็ไม่ปาน ซึ่งต่อให้เมิ่งฝานกับพวกจะพยายามก้าวไปเบื้องหน้าเท่าใดก็ยังไม่อาจข้ามผ่านมันไปได้

               “มันคือสิ่งใดกัน?”

               เมิ่งฝานลูบปลายจมูกแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย

               “มันคือค่ายกลจตุทิศทมิฬ!”

               ภายในไข่อสูรทมิฬนั้น รั่วสุ่ยอีตอบด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบ “หากค่ายกลเวทย์ชนิดนี้ปกคลุมอยู่บนศัสตราวุธก็จะมีผลในการสะท้อนกลับ ซึ่งการที่มีคนสร้างค่ายกลเวทย์นี้เอาไว้ที่นี่แสดงว่าหากไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในขั้นปราณทะลวงขึ้นไปก็จะไม่อาจเข้าไปได้และจะต้องตายเพราะถูกพลังสะท้อนกลับของมัน”

               ค่ายกลจตุทิศทมิฬ ดูท่าประมุขเฉาติ่งคงจะได้รับบาดเจ็บเพราะมันเป็นแน่

            เมิ่งฝานลูบปลายจมูกแล้วเอ่ยถามเสียงเข้ม “แล้วต้องทำอย่างไรดีขอรับ?”

               “เจ้าเป็นปรมาจารย์จิตศัสตราไม่ใช่หรือไร ใช้พลังจิตทำลายใจกลางของตราเวทย์ไปเสียก่อนก็สิ้นเรื่อง!”

               เมื่อได้ยินเช่นนั้นนัยน์ตาของเมิ่งฝานก็วาวโรจน์ การที่ตนเองสามารถทะลวงค่ายกลเวทย์นี้ได้ก็คงเพราะมีพลังจิตอยู่ในขั้นจิตนั่นเอง แต่หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นต้องตกที่นั่งลำบากเป็นแน่ อย่างเช่น...หงเทียน

               เมิ่งฝานกระตุกยิ้มก่อนจะก้าวเดินออกไปเบื้องหน้า ขณะเดียวกันพลังจิตในสมองก็ถูกใช้งาน เพียงชั่วพริบตาต่อมาพลังจิตซึ่งคล้ายดั่งคลื่นน้ำพลันถาโถมไปยังค่ายกลจตุทิศทมิฬ

               ค่ายกลเวทย์นี้จะสะท้อนการโจมตีด้วยพลังปราณทั้งหมด แต่กลับไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ต่อพลังจิต เมิ่งฝานยังคงยืนอยู่กับที่ทว่าพลังจิตของเขากลับเข้าไปภายในค่ายกลเวทย์แล้ว

               เมื่อได้เห็นท่าทีของเมิ่งฝานในยามนี้เฉาหลันและเฉาจื่อต่างก็มีความสงสัยปรากฏขึ้นที่ใบหน้าทั้งสิ้น แต่พวกนางก็หาได้เอ่ยอันใดออกไปไม่

               เมื่อเวลาผ่านไปครึ่งก้านธูปนัยน์ตาของเมิ่งฝานก็วาวโรจน์ หลังจากนั้นจึงเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม “หาเจอแล้ว!”

               ระหว่างที่เอ่ยวาจาเขาก็รวบรวมพลังจิตทั้งหมดให้ผสานตัวเข้าด้วยกัน แล้วจู่โจมไปยังใจกลางของค่ายกลเวทย์อย่างดุดัน

               ปัง!

               เพียงชั่วพริบตาพลังของผนึกโลกาที่เบื้องหน้าของพวกเมิ่งฝานก็แตกออก รอยร้าวที่คล้ายดั่งประตูมิติปรากฏขึ้นในอากาศพร้อมทั้งมีกลิ่นคาวเลือดที่ยากจะปิดบังโชยออกมา สีหน้าของเมิ่งฝานเปลี่ยนไปในทันทีที่ทอดสายตามองเข้าไป เพราะดูเหมือนว่าข้างในนั้นจะเป็น...สนามรบ!

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน