อาหญิงเล็กจิ่งก็รู้ดีว่าพี่สาวของเธอนั้นเป็นคนเช่นไร จึงไม่ได้ถือสา เพียงแต่บอกว่า "จูจินหลงไปมีผู้หญิงอื่น ฉันเลยหย่ากับเขา"
อาหญิงใหญ่จิ่งโกรธขึ้นมาทันที "หย่า? แกหย่าได้ยังไง! ผู้ชายไปมีหญิงอื่น ก็แค่เรื่องเล็กน้อย แกหย่าแบบนี้ คนอื่นจะไม่เอาเรื่องนี้มานินทาเราเหรอ แกก็โตจนป่านนี้แล้ว ทำไมไม่คิดก่อนทำ!"
สีหน้าของอาหญิงเล็กจิ่งเปลี่ยนไปเล็กน้อย ขณะที่หยางหว่านซิ่วเริ่มฉุนเฉียวและพูดด้วยเสียงเย็นชาว่า "พูดจาอะไรแบบนั้น? ถ้าอู๋ต้าเฉิงไปมีผู้หญิงอื่นบ้าง แกจะรู้สึกยังไง?"
อาหญิงใหญ่จิ่งพลันโวยวาย "แม่! แม่หวังดีกับฉันหน่อยเถอะ! จูจินหลงจะเทียบอะไรกับต้าเฉิงบ้านฉันได้! อีกอย่างฉันไม่เหมือนน้องเล็กที่ไร้น้ำยา แต่งงานไปตั้งหลายปีก็ยังไม่มีลูกสักคน! ฉันให้ลูกชายตั้งสองคน ลูกสาวอีกคนก็ให้กับบ้านตระกูลอู๋ ยังไงเขาก็ไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นหรอก!"
สีหน้าของอาหญิงเล็กจิ่งซีดเผือดลงไปอีก หยางหว่านซิ่วที่ทนไม่ไหวอีกต่อไป หยิบไม้กวาดที่อยู่ข้างๆ ฟาดเข้าไปที่อาหญิงใหญ่จิ่ง "คนนอกจะพูดอะไรก็ช่าง แต่แกเป็นพี่สาวแท้ๆ ทำไมถึงพูดจาแบบนี้ออกมาได้! แกไสหัวออกไปให้พ้นเลยนะ! ต่อไปไม่ต้องมาไหว้ตรุษจีนที่นี่อีก!"
อาหญิงใหญ่จิ่งไม่ใช่คนที่ยอมใครง่ายๆ อยู่แล้ว จึงสวนทันควันว่า "ไม่มาก็ไม่มา! คิดว่าอยากมามากหรือไง! กลับมาทีไรก็ไม่เคยทำดีกับฉันเลย ถ้าไม่รู้คนอื่นจะคิดยังไง คงจะคิดว่าฉันกับจิ่งเยี่ยนกุยเป็นลูกที่เก็บมาเลี้ยงเหมือนกัน…โอ๊ย! พ่อ! ทำไมพ่อต้องตีด้วย!"
จิ่งจงอี้เอากล้องยาสูบหวดใส่เธออย่างแรงแล้วพูดว่า "ตีก็เพราะแกมันโง่เง่าแบบนี้ไง!"
ปกติเขาไม่ค่อยพูดจาและไม่ได้แสดงอารมณ์อะไร การลงมือทำร้ายคนแบบนี้เป็นครั้งแรกจริงๆ
อาหญิงใหญ่จิ่งร้องโวยวายแล้ววิ่งหนีออกไป หลิวชุนฮวาไม่กล้าอยู่ต่อ จึงรีบวิ่งตามออกไปติดๆ
หยางหว่านซิ่วที่โกรธมากด่าว่า "สองคนนั้นมันตัวซวย ไปอยู่ที่ไหนก็สร้างแต่เรื่อง อย่าให้ฉันเห็นหน้าพวกมันอีกนะ เห็นเมื่อไหร่จะตีให้หมด"
เธอด่าเสร็จก็หันไปปลอบใจอาหญิงเล็กจิ่ง "พี่แกก็เป็นแบบนั้นแหละ อย่าไปสนใจเลย!"
ถึงแม้อาหญิงเล็กจิ่งจะรู้สึกไม่ดี แต่เรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว รู้ว่าลับหลังจะต้องมีคนพูดจาใส่ร้ายแน่นอน นอกจากอารองในบ้านของตัวเอง คนอื่นๆ ก็พูดถึงเธอในทางที่ไม่ดีลับหลังทั้งนั้น
เธอและอาหญิงใหญ่จิ่งอายุห่างกันสิบกว่าปี แถมยังมีนิสัยต่างกัน ทั้งสองจึงไม่สนิทกันตั้งแต่เด็ก
อาหญิงเล็กจิ่งเป็นคนอ่อนโยน แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมาล่วงล้ำได้ ตอนนี้เธอจึงพูดว่า "ไม่เป็นไรค่ะ คนพูดแบบนี้ถมเถไป พวกเขาคิดว่าหนูหย่าแล้วจะต้องไปเป็นภาระพวกท่าน ไม่ก็อดตาย ไม่ก็ไปบวชชี แต่หนูจะไม่ทำแบบนั้นเด็ดขาด เหมือนที่เยี่ยนกุยบอก พวกเขาอยากจะเห็นหนูเป็นตัวตลก แต่หนูจะไม่ยอม!"
หยางหว่านซิ่วรู้สึกสบายใจขึ้นมาก "แม่ดีใจนะที่ลูกคิดได้แบบนี้"
จิ่งจงอี้ก็พูดขึ้นว่า "ใช่ เราจะใช้ชีวิตให้ดี"
อาหญิงใหญ่จิ่งกับหลิวชุนฮวาถูกไล่ออกจากบ้าน เมื่อเห็นชาวบ้านแถวนั้นยืนดูอยู่ อาหญิงใหญ่จิ่งก็เกิดความไม่พอใจ พวกชาวบ้านไร้การศึกษานี่ไร้มารยาทจริงๆ
ทั้งสองคนถูกตีจนเสียอารมณ์ เมื่อออกมาแล้วก็เพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่า พวกหล่อนมาที่บ้านเพื่อจะถามหาจิ่งเยี่ยนกุย แต่พอเจอเรื่องอาหญิงเล็กจิ่งก็เลยไม่ได้ถามว่าจิ่งเยี่ยนกุยไปทำอะไรที่เมืองเอกของมณฑล
อาหญิงใหญ่จิ่งไม่ได้ทำธุระที่ตั้งใจไว้ ก็เลยอดไม่ได้ที่จะด่า "พ่อกับแม่นี่แก่จนสมองเสื่อมแล้ว ให้น้องหย่าได้ยังไง แล้วต่อไปใครจะพูดถึงเราในสิ่งดีๆ บ้าง!"
หลิวชุนฮวาพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นอาหญิงใหญ่จิ่งก็เปลี่ยนหัวข้อมาที่จิ่งเยี่ยนกุย "แกมันก็ไม่ได้เรื่อง ลูกตัวเองก็รั้งไว้ไม่ได้ เสียแรงที่เลี้ยงมันมาตั้งนาน"
เมื่อหลิวชุนฮวานึกถึงผลประโยชน์หลังจากส่งจิ่งเยี่ยนกุยแต่งงานกับท่านผู้นำ จึงยอมกลืนความโกรธลงไปแล้วพูดว่า "นิสัยหล่อนรุนแรง เดี๋ยวพอไปอยู่กับท่านผู้นำก็คงจะดีขึ้น ช่วงนี้ฉันจะจับตาดูให้ดี ถ้าหล่อนกลับมาเมื่อไหร่ ฉันจะรีบบอกเลย"
อาหญิงใหญ่จิ่งได้ยินแบบนี้ก็สบายใจขึ้นมา ทั้งสองคนพูดคุยกันอีกเล็กน้อย นี้อาหญิงใหญ่จิ่งรู้สึกว่าวันนี้ดวงไม่ดี อีกทั้งรู้ว่าหลิวชุนฮวาเป็นคนขี้เหนียว พออยู่ในบ้านของหล่อนไม่ว่าใครก็ไม่ได้กินของอร่อยแน่ๆ ก็เลยไม่รั้งอยู่กินข้าวในชนบทและกลับบ้านไป
เมื่อหลิวชุนฮวาเห็นอาหญิงใหญ่จิ่งเดินไปไกลแล้วก็ถ่มน้ำลายลงพื้น ถ้าไม่ใช่เพราะมีเรื่องต้องขอความช่วยเหลือ คงไม่สนที่จะเอาใจอาหญิงใหญ่หรอก
จิ่งเยี่ยนกุยไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นที่บ้าน เพราะตอนนี้เธอมาถึงเมืองเอกแล้ว
เมืองเอกเจริญกว่าเมืองอื่นมาก คนที่นี่แต่งตัวดูดีกว่า ในเมืองเสื้อผ้าของคนส่วนใหญ่มีแค่สี่สี คือ สีดำ สีขาว สีเทา และสีเขียวทหาร แต่ในเมืองเอกยังพอมีสีสันสดใสให้เห็นบ้าง
ในเมืองเอกมีธุรกิจมากมาย เศรษฐกิจก็ดีขึ้นมาก ทำให้จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกถึง "การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเจริญรุ่งเรือง"
เธอขี่จักรยานไปคนเดียวและถามทางผู้คนไป พร้อมกับทำความคุ้นเคยกับเมืองนี้ไปพร้อมๆ กัน เธอเองก็มีหน้าตาที่งดงามน่ามอง ถึงแม้จะแต่งตัวธรรมดา แต่เมื่อยืนอยู่ตรงนั้นก็กลายเป็นจุดสนใจของทุกคน จึงมีคนมองเธออยู่ตลอด
จิ่งเยี่ยนกุยไม่สนใจสายตาเหล่านั้น เธอขี่จักรยานไปตามถนนสายหลัก ไปดูตลาดค้าส่งสินค้าทางการเกษตรก่อน จากนั้นก็ไปดูห้างสรรพสินค้า แล้วก็แวะไปที่ตลาดขายส่ง
หลังจากที่ได้สำรวจดูแล้ว เธอพบว่าในห้างสรรพสินค้ามีเสื้อผ้าหลายแบบก็จริง แต่ราคาก็แพงมาก ในขณะที่ตลาดค้าส่งนั้นรูปแบบและลวดลายก็เหมือนกับในเมือง
ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจในยุคนี้จะเริ่มฟื้นตัว แต่ธุรกิจส่วนตัวก็ยังไม่ค่อยได้รับการยอมรับ ดังนั้นในเมืองเอกจึงมีร้านขายเสื้อผ้าจริงจังไม่มากนัก
หลังสำรวจจนทั่ว ภายในใจของจิ่งเยี่ยนกุยก็พอจับข้อมูลคร่าวๆ ได้ แต่เพราะรู้สึกว่าการมาเมืองเอกไม่ใช่เรื่องง่าย จึงตัดสินใจหาที่พักเสียก่อน แล้วพรุ่งนี้จะสำรวจดูตลาดก่อนกลับไปอีกที
ในสมัยนี้การเข้าพักที่โรงแรมต้องมีหนังสือรับรอง จิ่งเยี่ยนกุยล้วงหยิบหนังสือรับรองออกมา ก่อนจะเห็นชายคนหนึ่งที่ปากแหลมแก้มเหมือนลิงกำลังมองเธอด้วยสายตาไม่ประสงค์ดี
พนักงานโรงแรมมองเธอหนึ่งปราดแล้วพาขึ้นไปข้างบน เมื่อขึ้นไปถึงข้างบนแล้วก็พูดเบาๆ ว่า "เมื่อกี้ที่หน้าประตูมีพวกนักเลงอยู่แถวนี้ ดูท่าว่าเขาคงจะจับจ้องคุณเข้าแล้ว ระวังตัวด้วยนะ"
เรื่องนี้ต่อให้พนักงานไม่บอก จิ่งเยี่ยนกุยก็รู้อยู่แล้ว มาเจอเรื่องแบบนี้ก็รู้สึกหน่ายใจไม่น้อย แต่เมื่อเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องหาทางแก้ไข
จิ่งเยี่ยนกุยกล่าวขอบคุณ พนักงานโรงแรมมองเธอแล้วพูดว่า "เด็กผู้หญิงคนเดียวออกมาข้างนอกแบบนี้ หน้าตาไม่ดีก็ว่าไปอย่าง แต่สวยขนาดนี้ ที่บ้านของคุณนี่ใจกล้าจริงๆ"
จิ่งเยี่ยนกุยถึงกับพูดไม่ออก หน้าตาดีแล้วเป็นความผิดของเธอเหรอ?
พนักงานโรงแรมก็แค่พูดไปตามประสา หลังช่วยเปิดประตูให้เธอก็ลงไปข้างล่าง
จิ่งเยี่ยนกุยรู้ว่าหน้าตาของเธออาจจะทำให้คนสนใจ แต่ถ้าจะให้เธอทำเหมือนในละครอย่างการเอาขี้โคลนมาทาหน้าก็คงไม่ใช่เรื่อง
ในเมื่อหน้าตาเป็นแบบนี้ก็แก้ไขอะไรไม่ได้ เธอต้องหาวิธีเอาตัวรอดและให้บทเรียนอันน่าจดจำแก่คนที่คิดจะมาทำร้ายเธอ