กลับชาติมาเกิดใน Urban Fantasy

    ตอนที่สี่สิบ Sin of Father

    ตอนที่สี่สิบ Sin of Father

    Sin of father,your child will suffer

    บาปของบิดา บุตรต้องชดใช้

    แนวความคิดว่าคนในเผ่าคนหนึ่งทำผิด คนอื่นก็ต้องรับกรรม

    คนที่มีแนวความคิดสมัยใหม่ อาจจะคิดว่า

    “ทำไมตูต้องมารับผิดกับเรื่องคนของสมัยก่อนที่ตูไม่ได้รับรู้ด้วยฟะ?”

    ซึ่งผมไม่โทษว่าแอนนาที่จะโมโหโทโสมีดราม่าเรื่องว่า

    “ชั้นไม่อยากได้พลังเช่นนี้ ชั้นอยากเป็นผู้หญิงธรรมดา ไปงานพรอมแต่งหน้าช็อปปิ้งแบบผู้หญิงทั่วไป”...ผมจะไม่วิจารณ์ละกันว่าสถานะของเธอคือผู้หญิงเชียร์ลีดเดอร์ตัวแม่ ไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาแต่อย่างใด

    แนวความคิดนี้นำมาซึ่ง collective guilt ความสำนึกผิดแบบหมู่

    ซึ่งก็มีบางคนที่บอกว่าเป็นเรื่องดีเพราะมันนำมาซึ่งแนวความคิดความรับผิดชอบร่วมกันและอะไรต่างๆ

    แต่สำหรับอเมริกันชนที่พอได้ยินคำว่า”คอมมิวนิสม์”แทบจะหยิบปืนขึ้นมายิงคน

    ความผิดรวมหมู่ก็อาจจะขัดกับลัทธิปัจเจคชนและความเป็นตัวของตัวเองอย่างมาก

    ไม่แปลกที่แอนนาเธอจะโมโหโชคชะตาที่ทำให้เธอกลายเป็นสเลเยอร์

    เลโอนาร์ดที่โดนผีและคำสาบจากสมบัติของตระกูลก็อาจจะคิดคล้ายๆกันหากเขารู้ตัวว่าเวทมนตร์มีจริง

    ซึ่งหากมีวิญญาณแค้นที่แค้นเจงกิสข่านที่ฆ่าคนไปครึ่งโลกและพยายามจะมาแก้แค้นกับผม ผมคงโมโหเหมือนกัน แต่อาจจะคิดว่า วิญญาณเจงกิสข่านก็อยู่ห่างจากพวกเอ็งไปนิดหนึ่ง ไปแก้แค้นเจงกิสข่านโดยตรงสิฟะ มาแก้แค้นอะไรลูกหลานของเขา

    ในทางเวทมนตร์ผมคงปฏิเสธไม่ได้ที่มีสายเลือดโดยตรงของเจงกิสข่านและเป็นเป้าหมายที่เจงกิสข่านสิงร่างได้

    ฆ่าผมอาจจะเป็นการสิ้นสุดสายเลือดโดยตรงของเจงกิสข่าน หากพ่อของเลโอนาร์ดไม่ไปมีลูกนอกสมรสให้ดราม่าที่ไหนอีกนะ

    แต่ก็นั่นล่ะครับ

    บาปของบิดา บุตรต้องชดใช้ เผ่าพันธุ์ต้องชดใช้

    มนุษย์ทั้งหมดต้องชดใช้

    Collective guilt ความสำนึกผิดรวมหมู่คือรากฐานของโลกตั้งแต่ครั้งบรรพกาล

    แต่คราวนี้แอนนาเธอมาแปลก

    ผมนึกว่าเธอจะโกรธที่ผมทำผมที่เซ็ตไว้ของเธอไหม้บางส่วนและเล็บที่ทำไว้ไหม้เล็กน้อยจากแสงและเลือดของร่างกายผม

    Relivity คาถาพยุงชีพ

    ผมพยายามกระตุ้นพลังงานในร่างกายของคุณนายเวลลิงตันให้กลับมาเป็นปรกติ

    พอเธอลืมตาขึ้นผมก็พูดทักไว้ก่อน

    “ที่ได้ยินมาทั้งหมดไม่ได้ฝันครับ ผมพูดไปทั้งหมดอย่างที่คุณนายคิดจริงๆ”

    ผมปล่อยกระแสไฟฟ้าจากปลายนิ้วชี้เพื่อให้เธอมั่นใจได้ว่าไม่ได้ฝัน

    และจากสีหน้าซีเผือดของเธอค่อยๆมีสีเลือดมากขึ้นเมื่อผมใช้ความสามารถในการค่อยๆถ่ายพลังชีวิตให้กับคุณนายเวลลิงตัน

    ชีพจร หัวใจ ความดันเลือด สงบลงแล้ว

    “ชั้นควรจะทำอย่างไรดีคะ?”

    แม้เธอจะสงบลงอาจจะเพระสารเคมีในสมองที่ผมกระตุ้นให้หลั่งออกมา แบบเดียวกับที่แพทย์ต้องให้คนที่แพนิค สูดคาร์บอนไดออกไซด์จากถุงกระดาษ

    ไม่รู้เป็นไง ผมสังหรณ์ใจว่าท่าทางผมต้องใช้ความสามารถเวทมนตร์ในการช่วยชีวิตชาวบ้านและตนเองอีกจำนวนมาก

    เลยฝึกซ้อมและศึกษาไว้ก่อนก็น่าจะดี

    มันมีประโยชน์ต่อการที่ผมกำลังสร้าง Project:Primarch ด้วย

    ผมคิดว่าพวกศาสตราจารย์และงบประมาณของหน่วยงานลับของรัฐบาลเหนือกว่าผมในเรื่องของห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์

    แต่ผมเหนือกว่าพวกนั้นในเรื่องที่ผมพอรู้ว่าเทคโนโลยีไหนที่พอจะทำได้ด้วย”ความรู้จากอนาคต” ว่าการทำนาโนคาร์บอนต่างๆ มันจะไม่ลุกขึ้นมายึดครองโลกแบบเดียวกับโปรเจคซูเปอร์โซลเยอร์อดัม

    “อืม ปัญหาชีวิต อาจจะดูเหมือนไม่รับผิดชอบไปหน่อย แต่ก็ต้องกล่าวว่า เมื่อข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้ เราทำได้แค่ปรับตัวเข้ากับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นน่ะครับ”

    ผมเหลือบมองไปทางแอนนาที่แทนที่จะโมโหใส่ผมได้ลูบนิ้วมือของเธอที่ไหม้เล็กน้อยเพราะแสงจากตัวผมอย่างครุ่นคิด ซึ่งทำให้ผมกลัวมากกว่าเธอโมโหใส่อีก

    “เรื่องของเรื่องก็คือ ผมคิดว่าคุณนายทำได้มากกว่าที่ตนเองคิดนะครับ ไม่ใช่คนธรรมดาที่จะต้องตกเป็นเหยื่อหรอก”

    แอนนาและคุณนายเวลลิงตันเลิกคิ้วอย่างสนใจ

    “หมายความว่าอย่างไรฉันเป็นแค่คนธรรมดานะ”

    “คือผมบรรยายเรื่องสายเลือดสเลเยอร์แล้วใช่ไหมครับ...”

    คุณนายเวลลิงตันเริ่มสีหน้าซีดอีกครั้ง

    “..คุณนายคิดว่าเอ่อ...สายเลือดนั้นมาจากใครหรือครับ?”

    ทั้งคุณนายเวลลิงตันและแอนนานิ่งเงียบไป

    เฮ้ อย่าเงียบอย่างนี้สิ

    ที่ผมพูดนี่ไม่ใช่ความจริงช็อคโลกอย่างเรื่องมีอุโมงค์ลับของมิตินรกใต้เมือง ที่หากมิตินรกเปิดขึ้นมาจะทำให้แผ่นดินไหว เมืองถล่มและฆ่าทุกคนที่อยู่ในเมืองนี้เสียหน่อย

    ผมรู้สึกแบบเดียวกับดัมเบิ้ลดอร์ว่าเธอมีเรื่องที่ต้องกังวลมากพอแล้ว

    แอนนามีสายเลือดสเลเยอร์ แอนนาเป็นมนุษย์ที่เกิดมาจากพ่อกับแม่

    ไม่เป็นพ่อก็แม่ที่มีสายเลือดสเลเยอร์ นี่มันง่ายกว่าโจทย์คณิตศาสตร์วัยเด็กอีกนะ

    ผมหันไปมองแอนนาที่มองผมอย่างตกใจ

    “ไม่ต้องมองผม อันนี้ผมเดาเอาเองจากหลักฐานที่เคยได้ยินมาแบบเชอร์ล็อคโฮล์ม ว็อทเชอร์อย่างคุณโธมัสสามารถติดต่อเธอได้หลังจากพลังของเธอตื่นขึ้นใช่ไหม? หลักการสืบสายเลือดคือการจับตาดูผู้หญิงที่มีความเป็นไปได้ที่กลายเป็นสเลเยอร์ ดังนั้นสายเลือดคนที่มีแววจะสืบสายเลือดสเลเยอร์ก็จะสืบต่อมาทางผู้หญิง หมายความว่าตามความน่าจะเป็น คุณนายเวลลิงตันก็อาจจะมีสิทธิเป็นสเลเยอร์เหมือนกันหรือลูกสาวของเธอด้วยแอนนาและหลานสาวของเธอที่สืบสายเลือดจากลูกสาวอีกทีหนึ่ง หากเรามองจากผังตระกูลในอดีตจนถึงอนาคตล่ะก็นะ”

    ผมคิดว่าไม่ได้ทำให้เธอตกใจ แต่ท่าทางแอนนาจะผงะช็อคไป

    “ลูกของชั้นก็จะมีสายเลือดสเลเยอร์?”

    “หลานของชั้นก็จะมีสายเลือดสเลเยอร์”

    อะไรของแม่คุณกันนี่

    อาจารย์ดมิธรี่ไม่เคยสอนเรื่องพันธุกรรมเรอะ

    และนี่ไม่ใช่ความจริงช็อคโลกเสียหน่อย มันง่ายกว่าหนึ่งบวกหนึ่งต้องเป็นสองอีกนะ

    หรือพวกเธอไม่เคยคิดถึงอนาคต ไม่สิกรณีคงไม่คิดถึงอดีตสินะ?

    “เอ่อ ผมก้นึกว่าพวกเธอคิดเรื่องนี้กันแล้วเสียอีก? แต่เอาไว้ก่อนที่ผมพูดหมายความว่าหากเป็นอย่างที่ผมเดา คุณนายเวลลิงตันน่าจะมีพลังแฝงจากสายเลือดเอลเดอร์ก็อดในร่างกายเหมือนกัน น่าจะมีพรสวรรค์ความถนัดในการใช้เวทมนตร์ได้ดีมากกว่าคนธรรมดา”

    “ลูกของชั้น”

    “หลานของชั้น”

    แต่ท่าทางแอนนาและแม่ของเธอจะไปอยู่ในโลกส่วนตัวของตนเองแล้ว

    ผมแค่บอกเรื่องธรรมดาที่นึกว่ารู้กันอยู่แล้วเสียอีก หรือว่าจริงๆแล้วพวกเธอไม่ได้นึกถึงอนาคตเลย

    ผมก็นึกว่านี่คือแนวคิดธรรมดานะ ไม่อย่างนั้นสายเลือดสเลเยอร์จะสืบมาถึงยุคนี้ได้อย่างไร?