จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 55 จำต้องผายปอด?

                “คำพูดเช่นนี้...หรือเจ้าไม่คิดว่ามันซ้ำซาก?”ไป๋หยุนเฟยเบะปากกล่าวอย่างเหยียดหยาม

                “เจ้า...”แม้คุณชายรองหลงจะไม่ทราบว่าคำ‘ซ้ำซาก’ที่ไป๋หยุนเฟยกล่าวนั้นหมายถึงอันใดแต่มันเข้าใจสีหน้าเหยียดหยามบนใบหน้าฝ่ายตรงข้ามกระจ่างชัด มันร้องตะโกนเสียงดังสั่งบริวารทั้งหลาย“พวกเจ้าทุกคนเข้าไป! หักขามันให้แก่ข้า! ทุบตีมันให้แก่ข้า!”

                เมื่อได้ยินคำสั่งผู้เป็นนายเหล่าสมุนบริวารก็พุ่งเข้าไป๋หยุนเฟยด้วยแววตาดุร้ายอำมหิต

                ปังปัง ปัง ปัง!!

                เสียงหนักทึบดังเป็นจังหวะจะโคนติดต่อกันสี่ครั้งจากนั้นภายใต้สายตาเซื่องซึมโง่งมของคุณชายรองหลงบริวารทั้งสี่ที่เมื่อครู่พุ่งเข้าใส่ไป๋หยุนเฟยอย่างดุร้ายก็ลอยละลิ่วกลับไปด้านหลังปะทะชนใส่ร่างผู้เป็นนายของตน!

                คุณชายรองหลงผลักร่างบริวารที่ทับบนร่างออกอย่างยากเย็นก่อนจะตะเกียกตะกายขึ้นจากพื้นมันมองดูไป๋หยุนเฟยที่เดินเข้าหาอย่างเชื่องช้าท่าทีหยิ่งยโสบนใบหน้าปลาสนาการไปสิ้นมันถอยหลังไม่หยุดยั้งอย่างหวาดกลัวพลางร่ำร้อง “เจ้า... อย่าเข้ามา!!ข้าเป็นคุณชายรองแห่งตระกูลหลง นามว่าหลงเทา!! บิดาข้าคือหลงกัง!พี่ชายข้าเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณ! หากเจ้ากล้าทำร้ายข้าตระกูลหลงจะไม่ละเว้นเจ้า!”

                ได้ยินคำพูดเหล่านี้ไป๋หยุนเฟยก็หยุดเท้าลงจ้องมองฝ่ายตรงข้ามด้วยสีหน้าพิกลอยู่ชั่วครู่สุดท้ายก็อดไม่ได้ต้องกล่าวเย้ยหยัน “โอ... เข้าใจแล้ว ที่แท้เจ้าก็เป็นแค่‘หลงเทา*’นี่เอง!!”

                “มิผิด!!ข้าย่อมต้องเป็นหลงเทาเอง! ข้าคือคุณชายรองแห่งตระกูลหลง!! เจ้าไม่อาจทำร้ายข้า!”หลงเทา... เอ่อ คุณชายรองหลงเทากลับยังไม่ทราบความนัยหรืออาจเพราะไม่ทันสังเกตน้ำเสียงขบขันของไป๋หยุนเฟยจึงพยักหน้ายอมรับไม่หยุดยั้ง

                มุมปากไป๋หยุนเฟยสั่นกระตุกมันคร้านจะพูดคุยอันใดอีกจึงโบกมือขับไล่ “ไสหัวไป!”

                หลังจากมองดูฝ่ายตรงข้ามหายลับไปกับฝูงชนแล้วไป๋หยุนเฟยจึงสั่นศีรษะสีหน้ามันยังคงพิกลอยู่บ้างไม่ทราบว่ายามนี้มันครุ่นคิดอันใดอยู่

                “คุณหนูคุณหนู! ท่านเป็นไรแล้ว?”น้ำเสียงเปี่ยมความกังวลดังแว่วมา ไป๋หยุนเฟยค่อยรู้สึกตัวหันกายไปอย่างเร่งร้อนจึงได้เห็นว่าหญิงสาวในชุดครามสดใสที่เดิมทีพิงกำแพงอยู่ยามนี้กลับนอนเหยียดกายกับพื้นสาวใช้นั้นคุกเข่าลงด้านข้างร้องเรียกอย่างกระวนกระวายฟังจากน้ำเสียงก็ทราบว่านางแทบจะร่ำไห้ออกมาแล้ว

                ไป๋หยุนเฟยรีบเดินเข้าหาพร้อมกับกล่าวว่า”แม่นาง คุณหนูท่านเป็นไรแล้ว?มีอันใดให้ข้าช่วย...”

                คำพูดของไป๋หยุนเฟยพลันหยุดชะงักแม้แต่ร่างก็นิ่งค้างอยู่กับที่มันใช้ท่าทีซึมเซามองดูหญิงสาวที่นอนเหยียดกายปิดตาแน่นอยู่บนพื้นยามนี้ใบหน้ามันกลับเปี่ยมด้วยความตื่นตระหนก

                “เป็นนาง...มิคาดว่าจะเป็นนาง!!” ไป๋หยุนเฟยแตกตื่นอย่างใหญ่หลวง เนื่องเพราะคนตรงหน้านี้จะเป็นผู้ใดหากไม่ใส่หญิงสาวที่ร่วมทางกับจางหยางในเมืองลั่วซี--- หลิวเมิ่ง!

                ชั่วขณะความรู้สึกที่ยากจะบรรยายก็พลุ่งพล่านในหัวใจของไป๋หยุนเฟยแต่มันกลับยืนนิ่งตะลึงลานอยู่เช่นนี้กระทั่งน้ำเสียงวิตกกังวลของสาวใช้ดังมาอีกคราจึงค่อยคืนสติรู้สึกตัว มันสั่นศีรษะโดยแรงสงบจิตใจลงก่อนจะเดินไปยังข้างกายหลิวเมิ่งและย่อกายลงตรวจดูว่าจะช่วยเหลืออันใดได้บ้าง

                หลิวเมิ่งนอนเหยียดกายกับพื้นใบหน้าขาวนวลกลายเป็นซีดเผือด ริมฝีปากเม้มแน่น คิ้วเรียวงามขมวดแน่นยามนี้นางไม่มีปฏิกิริยาอันใดต่อเสียงเรียกหาจากสาวใช้แม้แต่น้อย

                เมื่อได้เห็นหญิงสาวเป็นเช่นนี้ไม่ทราบเพราะเหตุใดไป๋หยุนเฟยกลับเจ็บปวดใจนักมันได้นั่งอยู่เบื้องหน้านางอย่างไร้ประโยชน์แต่ก็ไม่ทราบจะทำอย่างไรตนเองไม่เคยเรียนรู้วิชาแพทย์จึงไม่อาจทำอันใดได้นอกจากกังวลห่วงใยสาวใช้นั้นก็ร้อนรุ่มใจอย่างยิ่งเช่นกันจึงได้แต่ร่ำร้องเรียกหา‘คุณหนู’ไม่หยุดปาก

                ทันใดนั้นเองความคิดหนึ่งวาบขึ้นในจิตใจของไป๋หยุนเฟย มันงงงันวูบก่อนจะพึมพำ

                “โอ...จำต้องผายปอด?”

                ชั่วขณะที่ไป๋หยุนเฟยลังเลใจอยู่ว่าจะใช้วิธีปฐมพยาบาลที่‘เปี่ยมประสิทธิภาพ’นี้ดีหรือไม่ก็พลันได้ยินเสียงครวญครางแว่วมา ที่แท้หลิวเมิ่งก็คืนสติกลับมาแล้ว

                ความรู้สึก‘สำนึกเสียใจ’ปรากฏขึ้นในจิตใจในบัดดลหลังจากเย้ยหยันตนเองในใจแล้ว ไป๋หยุนเฟยจึงเอ่ยปากถามด้วยท่าทีกังวล “แม่นางท่านเป็นไรหรือไม่? ท่านเจ็บปวดที่ใดหรือไม่?”

                แม้หญิงสาวจะฟื้นขึ้นมาแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ลืมตาขึ้น คิ้วของนางยังคงขมวดมุ่น เหงื่อกาฬผุดขึ้นทั่วหน้าผากราวกับเผชิญความเจ็บปวดอย่างสาหัส นางเรียกหาเสียงค่อย “เสี่ยวหนิง เจ้าเจ้าอยู่ที่ใด?”

                “คุณหนูข้าอยู่นี่!ข้าอยู่ที่นี่! ท่านเป็นไรหรือไม่?ได้โปรดอย่าขู่ขวัญข้า!” สาวใช้ของนางตอบคำในบัดดลด้วยท่าทีร้อนรุ่มใจน้ำตาที่คลอเบ้าแทบทะลักออกมา

                “พาพาข้าไปหาหมอ เร็วเข้า...”น้ำเสียงอ่อนระโหยของหญิงสาวปลุกสาวใช้ที่กังวลจนว้าวุ่นให้รู้ตัวว่ายามนี้สิ่งสำคัญที่ต้องทำก่อนคือสิ่งใด

                “ใช่แล้ว!ใช่แล้ว! ไปหาหมอก่อนเถอะ!” ถึงยามนี้เสี่ยวหนิงจึงค่อยรู้สึกตัว นางหมายจะอุ้มคุณหนูขึ้นเพื่อไปหาหมอแต่ก็พบว่าด้วยร่างกายผอมบางของนางย่อมไม่อาจเคลื่อนย้ายคุณหนูนางไปที่ใดได้

                ชั่วขณะที่ร้อนรุ่มใจก็ปรากฏมือคู่หนึ่งยื่นมาสอดใต้ท้ายทอยและหลังเข่าคุณหนูนางแล้วโอบอุ้มขึ้น

                เสี่ยวหนิงตื่นตระหนกยิ่งแต่ก็มีปฏิกิริยาในทันทีเมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็พบเห็นว่าที่แท้เป็นชายหนุ่มที่ช่วยขับไล่คนต่ำช้าออกไปเมื่อครู่

                แม้ว่านางจะไม่ยินยอมที่คนแปลกหน้ามาโอบอุ้มคุณหนูของนางเช่นนี้อยู่บ้างแต่ด้วยสถานการณ์ยามนี้กลับไม่เปิดโอกาสให้นางพิรี้พิไรมากความ จึงได้แต่กล่าวกับไป๋หยุนเฟยว่า“ขอบคุณท่านมากคุณชาย ได้โปรดพาคุณหนูไปหาหมอโดยเร็วด้วยเถอะ...”

                “ตกลงไปกันเถอะ” ไป๋หยุนเฟยเร่งรัดให้สาวใช้นำทางไปแม้จะโอบอุ้มสาวงามเรือนร่างหอมกรุ่นในอ้อมอกแต่มันกลับไม่มีความคิดฟุ้งซ่านแม้แต่น้อยตรงกันข้ามในใจมันกลับมีเพียงความกังวลห่วงใย

                … …… …

                ที่สถานพยาบาลไป๋หยุนเฟยนั่งลงบนม้านั่งตรงหน้าประตูเหม่อมองผู้คนสัญจรผ่านไปมาบนท้องถนนในใจครุ่นคิดเรื่องราวบางอย่าง

                ยามนี้ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมงแล้วตั้งแต่มันพาหลิวเมิ่งมาที่นี่ขณะนี้นางกำลังรับการรักษาอยู่ด้านใน ไป๋หยุนเฟยทราบดีว่าไม่สมควรเข้าไปรบกวนจึงได้แต่นั่งรอคอยอยู่หน้าประตูเช่นนี้

                เสียงฝีเท้าแผ่วเบาพลันดังมาจากด้านหลังปลุกไป๋หยุนเฟยรู้สึกตัวรีบหันกลับไปมองด้วยสีหน้ายินดี

                จึงได้มองเห็นหลิวเมิ่งเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้าภายใต้การประคองของเสี่ยวหนิง

                ด้วยเสื้อผ้าสีครามสดใสทั้งร่างขับเน้นให้หลิวเมิ่งดูสดใสและสูงสง่ากิริยาที่ชดช้อยงดงาม เอวที่คอดกิ่ว ผมยาวสลวยทอดยาวเบื้องหลังราวน้ำตก ใบหน้านางยามนี้มีมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้างมุมปากนางปรากฏรอยยิ้มจางๆขณะใช้ดวงตากลมโตกระจ่างใสพิจารณาไป๋หยุนเฟยตรงหน้า

                เมื่อถูกจ้องมองเช่นนี้ไป๋หยุนเฟยก็กลับกลายเป็นตะลึงงันไปชั่วคราว...

                “คิก...คุณชายคุณหนูข้าพูดกับท่าน! ได้โปรดตื่นจากภวังค์มาพูดคุยเถอะ!” ไป๋หยุนเฟยถูกปลุกขึ้นจากภวังค์ด้วยเสียงร้องเตือนเห็นสาวใช้นามว่าเสี่ยวหนิงมองดูมันด้วยแววตาซุกซนข้างกายนางเป็นหลิวเมิ่งที่หน้าแดงซ่าน นางถลึงตามองเสี่ยวหนิงอย่างขุ่นเคืองก่อนจะหันมาคารวะแก่ไป๋หยุนเฟยอย่างสุภาพ

                “คุณชายขอบคุณท่านมากที่ยื่นมือช่วยเหลือข้า...” น้ำเสียงนางช่างสดใสนุ่มนวลและไพเราะยิ่งนัก

                ไป๋หยุนเฟยต้องตะลึงงันอีกคราก่อนจะปรากฏความผิดหวังท่วมท้นในจิตใจมัน “นาง... จดจำข้าไม่ได้จริงๆ”

                แต่ทว่ามันสั่นศีรษะเล็กน้อยอีกคราพลางเย้ยหยันตนเองในใจ “ข้ากำลังคิดอันใดอยู่? นางจะจดจำข้าไม่ได้ก็เป็นเรื่องปกติที่สุดแล้วคราที่เราพบกันครั้งแรกข้าเป็นเพียง‘คนต่ำต้อย’ในสายตาของผู้มั่งมีมากอำนาจทั้งหลาย...”

                “นี่!คุณชายท่านเหม่อลอยอีกแล้ว!”

                เสี่ยวหนิงร้องเตือนอีกคราไป๋หยุนเฟยจึงปัดความรู้สึกที่ยากจะอธิบายในใจทิ้งไปพลางกล่าวว่า “ท่านว่าอะไร?” 

                “คิกคิก... คุณชาย แม้คุณหนูข้าจะงดงามน่าตะลึง แต่ท่านก็ไม่อาจเหม่อมองอย่างอุกอาจเช่นนี้!”เสี่ยวหนิงอดไม่ได้ต้องหัวเราะพลางกล่าวอย่างซุกซนอีกครา “คุณหนูข้าเชื้อเชิญท่านไปดื่มชาร่วมกันเพื่อเป็นการขอบคุณที่ท่านยื่นมือช่วยเหลือ!”

                “อา? โอ ย่อมได้...” ไป๋หยุนเฟยเกาศีรษะอย่างกระดากอายก่อนจะพยักหน้าตกลง

               ---------------------------------------------------------------

               (*)หลงเทาในภาษาจีนหมายถึงตัวประกอบในภาพยนตร์ หรือที่บ้านเราเรียกเอ็กซ์ตร้า นั่นเอง

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน