มารสยบฟ้า

    บทที่ 42 : เรื่องราวของเอี้ยเฟย

    บริเวณหน้าผาหินภายในป่าจิตอสูร หัวหน้าชายชุดดำได้ออกคำสั่งแก่ลูกน้องของตน

     

    “เจ้ารีบไปนำกำลังคนทั้งหมด ปิดเส้นทางเข้าออกของป่าจิตอสูรแห่งนี้เอาไว้ อย่าให้มันหนีออกไปจากป่าแห่งนี้ได้ ส่วนเจ้ากลับไปนำกำลังคนมาเพิ่ม หากเจอเจ้าเด็กนั่นเมื่อไหร่ ให้จับเป็นกลับมา”

     

    โม่เฟิงที่เกาะอยู่บนหน้าผาหิน ได้มองดูสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เงียบๆ รอให้กลุ่มของชายชุดดำเดินจากไป

     

    ก่อนที่เขาจะกระโดดลงมาจากหน้าผา ในระหว่างที่กำลังแอบฟังเฟิงกวงหงและหัวหน้ากลุ่มของชายชุดดำพูดคุยกันอยู่นั้น เขาก็ได้คิดแผนการหลบหนีเผื่อเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว เมื่อถูกจับได้ จึงตัดสินใจกระโดดลงมาจากหน้าผาในทันที

        

    ในช่วงที่โม่เฟิงกระโดดลงมาจากหน้าผา เขาได้เกาะจะงอยหินที่ยื่นออกมา และปล่อยศพของหมาป่าขนเทาที่เก็บอยู่ในแหวนมิติลงไปแทนร่างของตน ประกอบกับความมืดยามค่ำคืน การจะแยกให้ออกว่าสิ่งที่ร่วงลงไปนั้น เป็นซากศพของสัตว์อสูร หรือร่างกายของมนุษย์จึงเป็นไปไม่ได้เลย

     

    ส่วนในช่วงที่โม่เฟิงเกาะอยู่บนจะงอยหิน เพื่อปกปิดไม่ให้กลุ่มของชายสัมผัสถึงตัวตนของเขาได้ โม่เฟิงจึงได้ปกปิดพลังลมปราณของตน พร้อมกับใช้ความสามารถของชุดคลุมเงารัตติกาล ทำให้ตัวเองอยู่ในสถานะล่องหน

     

    เมื่อกลุ่มของชายชุดดำได้จากไปแล้ว โม่เฟิงจึงเริ่มไต่ลงมาจากผา ตอนนี้เขาจำเป็นต้องไปหาที่ซ่อนตัว เพราะถึงแม้จะมีผ้าคลุมเงารัตติกาลอยู่ แต่ก็สามารถใช้ได้เพียงแค่หนึ่งครั้งต่อวันเท่านั้น และยังใช้ได้แค่ครู่เดียว ไม่มีทางที่เขาจะหนีออกไปจากป่าแห่งนี้ โดยที่ไม่ถูกอีกฝ่ายจับได้ เขาจึงทำได้แค่หาที่หลบซ่อนตัว และรอให้พวกนั้นยกเลิกการค้นหากันไปเอง

     

    โม่เฟิงค่อยๆไต่ลงมาจากหน้าผา แต่ในช่วงที่ไต่ลงมา เขาหันไปเห็นถ้ำแห่งหนึ่งที่ถูกบดบังเอาไว้ด้วยหญ้ารกทึบ หากไม่ได้มองจากจุดที่เขาเกาะอยู่ ต่อให้มองยังไงก็ไม่มีทางมองเห็นถ้ำแห่งนี้ได้แน่

     

    โม่เฟิงจึงลองสอดตัวเข้าไปดู ก็พบว่าด้านในมีพื้นที่กว้างพอที่จะให้เขาเข้าไปหลบซ่อนตัวได้

     

    ด้านในถ้ำแห่งนี้นั้นมืดมาก โม่เฟิงไม่อาจมองเห็นสิ่งใดได้เลย แต่พอผ่านไปซักระยะ สายตาของเขาก็เริ่มชินชา เขาเริ่มมองเห็นรายละเอียดต่างๆภายในถ้ำ

     

    โม่เฟิงกวาดสายตาไปรอบๆ ตามผนังถ้ำแห่งนี้ได้ถูกขีดเขียน บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางของคนผู้หนึ่งเอาไว้

     

    ข้า ‘เอี้ยเฟย’ ยามเกิดมาบนโลกใบนี้ ได้แต่ร่อนเร่ ใช้ชีวิตไร้แก่นสาร มีกินบ้าง อดมื้อบ้าง แต่ก็ยังดี ที่ข้านั้นมีหน้าตาที่หล่อเหลาเอาการ

     

    เมื่ออายุได้ 13 ปี ตัวข้าก็นับว่าพอมีโชค ได้พานพบท่านอาจารย์ ‘ยี่ เทียนเฟย’ เจ้าสำนักปีนภาในปีนั้น

     

    ตัวข้าที่มีใบหน้าอันหล่อเหลา ประกอบกับดวงตาอันใสซื่อ คงไปต้องตาต้องใจของท่านอาจารย์เข้า เลยถูกรับไปอุปการะ ฮ่าฮ่าๆๆๆ

     

    “ยังมีคนหลงตัวเองเช่นนี้อยู่ด้วยหรือนี้?” โม่เฟิงรู้สึกขบขันเมื่อเห็นถ้อยคำยกยอตนเองของอีกฝ่าย เมื่อลองคิดดู มันช่างคล้ายกับนิสัยของเสี่ยวฟ่านซะเหลือเกิน

     

    ท่านอาจารย์ได้พาข้ากลับไปยังสำนักปีกนภา ประทานแซ่ ‘ยี่’ มอบโอสถ เคล็ดวิชา ความรัก และความห่วงใยให้กับข้า

     

    ช่วงเวลานั้นข้ามีความสุขยิ่ง และด้วยทุกอย่างที่ท่านอาจารย์มอบให้ ข้าจึงได้ทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนัก จนกระทั่งข้ามีอายุครบ 20 ปี ข้าได้ถูกยกย่องให้เป็นศิษย์ที่เก่งกาจที่สุดของสำนักปีกนภา

     

    ด้วยความเก่งกาจและหล่อ ท่านอาจารย์ได้ส่งข้าไปแสดงฝีมือในงานประลองยุทธ ‘ห้าขุนเขา’ ที่ถูกจัดขึ้นโดย 5 สำนักใหญ่ ซึ่งในงานประลองที่จัดขึ้น ข้าได้แสดงความสามารถอันโดดเด่น เอาชนะศิษย์ทุกคนของสำนักอื่น ๆ คว้าอันดับหนึ่งในงานมาครอบครอง ทำให้ชื่อเสียงของข้าดั่งกระฉ่อนไปทั่วอาณาจักรอรุณรุ่งภายในชั่วข้ามคืน

     

    แต่หลังจากที่งานประลองห้าขุนเขาได้จบสิ้นลง ขณะที่ข้าและอาจารย์รวมถึงศิษย์ทุกคนในสำนักกำลังจะเดินทางกลับ บุรุษนิรนามผู้หนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้น ไล่สังหารคนของห้าสำนักอย่างคลุ้มคลั่ง

     

    ตอนนั้นท่านอาจารย์ของข้า ได้ร่วมมือกับเจ้าสำนักทั้งสี่เพื่อต่อกรกับบุรุษนิรนาม แต่ด้วยระดับพลังที่สูงส่งของบุรุษนิรนาม แม้เจ้าสำนักทั้งห้าจะร่วมมือกัน พวกเขาก็ยังมิอาจยับยั้งความโหดเหี้ยมของบุรุษนิรนามผู้นั้นได้

     

    เมื่อรู้ว่าไม่อาจต่อกรกับบุรุษนิรนามได้ เพื่อปกป้องข้าและทุกคนในสำนัก ท่านอาจารย์จำเป็นต้องเสี่ยงชีวิตเข้าไปทะกับบุรุษผู้นั้น เพื่อซื้อเวลาให้ลูกศิษย์ทุกคนได้หลบหนี

     

    ด้วยความประสงค์ของท่านอาจารย์ แม้ในใจข้าจะไม่อยากทิ้งท่านไว้ แต่ด้วย ‘แหวนเจ้าสำนักปีกนภา’ ที่ท่านอาจารย์มอบให้ข้าเป็นผู้เก็บรักษา ข้าเลยจำใจต้องพาทุกคนหลบหนีออกมา

     

    แต่ทว่า...หลังจากที่ข้าและทุกคนสามารถหลบหนีออกมาได้ พวกข้ากลับถูกดักซุ่มโจมตี ทำให้ทุกคนในสำนักที่เดินทางมาด้วยกัน ถูกฆ่าตายอย่างโหดร้าย โดยสิ่งที่พวกมันหมายตาเอาไว้ก็น่าจะเป็น ‘แหวนเจ้าสำนัก’ ที่ข้าเป็นคนเก็บเอาไว้

     

    ด้วยความเดือดดาล ข้าใช้เคล็ดวิชาต้องห้าม ทำให้ตนเองนั้นกลายเป็นดั่งสัตว์อสูรดุร้าย ไล่สังหารกลุ่มคนพวกนั้นอย่างป่าเถื่อน แต่การได้รับพลังมหาศาล ก็ต้องแลกมาด้วยอาการบาดเจ็บที่ร้ายแรง...ช่างน่าสิ้นหวังยิ่งนัก

     

    หากผู้ใดได้เห็นข้อความบนผนังถ้ำแห่งนี้ ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีแล้วก็ตาม ข้าไม่สนว่าคนผู้นั้นจะเป็นใคร ใช่คนของสำนักปีกนภาหรือไม่ โปรดนำจดหมายและแหวนเจ้าสำนักที่ข้าเฝ้ารักษา ไปมอบให้กับผู้คุมกฎของสำนักปีกนภา ‘หยางเล่อ’ แล้วเจ้าจะได้ทุกอย่างตามที่เจ้านั้นปรารถนา

     

    โม่เฟิงได้อ่านข้อความของผู้อาวุโสเอี้ยเฟยบนผนังถ้ำจนครบหมดแล้ว ถึงแม้อีกฝ่ายจะชอบยกยอตัวเองไปบ้าง แต่ก็เป็นบุรุษที่ยอมผู้อุทิศตนเพื่อสำนัก ถึงขนาดยอมใช้เคล็ดวิชาต้องห้าม เพื่อแก้แค้นให้กับทุกคนที่ถูกฆ่าตาย

     

    โม่เฟิงเดินไปที่มุมถ้ำ ซึ่งมีกล่องขนาดเท่าฝ่ามือที่เต็มไปด้วยเศษฝุ่นเกรอะกรังถูกวางทิ้งไว้

     

    “ภายในกล่องใบนี้คงจะเป็นจดหมายกับแหวนเจ้าสำนักที่ผู้อาวุโสเอี้ยเฟยว่าไว้”

     

    โม่เฟิงหยิบกล่องขึ้นมาปัดฝุ่นดู ก็พบว่ากล่องดังกล่าวเป็นกล่องไม้ที่ถูกสลักอาไว้ด้วยอาคมป้องกันชนิดหนึ่ง ซึ่งความแข็งแกร่งของอาคมป้องกันที่สลักเอาไว้ เทียบได้กับความแข็งแกร่งของยันต์อักขระรูปแบบป้องกันระดับสี่ แม้แต่ผู้ที่อยู่ในขอบเขตกายจิตปฐพีก็ไม่อาจทำลายมันลงได้

     

    ขณะที่โม่เฟิงกำลังประเมินความแข็งแกร่งของอาคมที่สลักเอาไว้ เสียงร้องที่คลุ้มคลั่ง ชวนขนหัวลุก็ได้แว่วออกจากผนังถ้ำ

     

    “ตาย ตาย อ๊ากกกก!”

     

    โม่เฟิงหันขวับไปยังผนังหินที่มีเสี่ยงแววออกมา “นั่นใคร?”

     

    “….” เสียงร้องที่คลุ้มคลั่งนั้นหยุดไป โม่เฟิงจึงลองสำรวจผนังถ้ำที่มีเสียงรอดออกมา เขาก็พบว่าผนังถ้ำด้านนี้เป็นดิน ต่างกับผนังถ้ำรอบๆที่เป็นหิน เป็นไปได้ว่ามีคนสร้างมันขึ้นมาภายหลัง ซึ่งคนที่สร้างมันขึ้นมาก็น่าจะเป็นผู้อาวุโสเอี้ยเฟย

     

    “ผนังถ้ำแห่งนี้ไม่ได้หน้ามาก” โม่เฟิงใช้บันทึกอสูร เรียกหมาป่าขนเทาและเสือโคล่งลายอัคคีออกมาช่วยกันขุด

     

    ผนังถ้ำที่ถูกปิดตาย ได้ถูกสัตว์อสูรของโม่เฟิงขุดจนทะลุ เผยให้เห็นถ้ำอันมืดสลัวที่ทอดลึกเข้าไปด้านใน

     

    โม่เฟิงก้าวเท้าเข้าไปด้านใน เดินเพียงชั่วครู่ เขาก็เห็นร่างอันซูบผอมของชายผู้หนึ่ง ผมเผ้าของอีกฝ่ายรกรุงรัง เนื้อตัวสกปรก ดูคล้ายขอทาน นอกจากนั้น แขกขาทั้งสี่ข้างของเขายังถูกพันธนาการเอาไว้ด้วยโซ่ตรวนอักขระทั้งสี่เส้น

     

    ชายคนดังกล่าวรู้ว่ามีคนเดินเข้ามา เขาจึงเงยศีรษะขึ้นมา “เจ้าคงเป็นผู้ที่ผ่านมาพบถ้ำแห่งนี้เข้าสินะ!”

     

    โม่เฟิงพยักหน้า “ใช่ ส่วนท่านคงจะเป็นผู้อาวุโสเอี้ยเฟย?”

     

    “เอี้ยเฟย...ไม่ได้ยินชื่อของตัวเองนาน ซะจนข้าเกือบจะลืมชื่อของตนไปเสียแล้ว!” ผู้อาวุโสเอี้ยเฟยรู้สึกเศร้าหมอง คิดถึงสำนักปีกนภาที่เป็นเสมือนบ้าน

     

    เห็นสภาพของอีกฝ่าย โม่เฟิงอดที่จะถามไม่ได้ “ทำไมท่านถึงถูกพันธนาการเอาไว้เช่นนี้?”

     

    “เจ้าคงได้อ่านเรื่องราวของข้าบนผนังถ้ำแล้วสินะ” เห็นเด็กหนุ่มพยักหน้า เอี้ยเฟยจึงพูดต่อ “เคล็ดวิชาต้องห้ามที่ข้าใช้เพื่อสังหารกลุ่มคนพวกนั้น คือวิชาจิตอสูรต้องคำสาป”

     

    “วิชาจิตอสูรต้องสาป คือหนึ่งในเคล็ดวิชาต้องห้ามของสายสถิตวิญญาณ เมื่อใช้เคล็ดวิชานี้ ตัวข้าจะต้องมอบพลังชีวิตของตนเองให้กับสัตว์อสูรที่นำมาสถิตร่าง สามารถใช้พลังดั้งเดิมของสัตว์อสูรตนนั้น ก่อนที่มันจะเสียชีวิตลงได้”

     

    “การมอบพลังชีวิตให้กับสัตว์อสูรที่นำมาสถิตร่าง ถึงแม้จะได้รับพลังมากมาย แต่มันจะยิ่งทำให้ดวงจิตของสัตว์อสูรตนนั้นแข็งแกร่งขึ้น เจ้าคงจะรู้ใช่หรือไม่ ว่าถ้าหากดวงจิตของสัตว์อสูรนั้นแข็งแกร่งกว่าเจ้าของร่างเมื่อใด จิตใจของคนผู้นั้นจะค่อยๆถูกสัตว์อสูรกลืนกินจนคลุ้มคลั่ง สุดท้ายก็จะถูกสัตว์อสูรตนนั้นยึดครองร่างกายไปตลอดกาล”

     

    โม่เฟิงก็เคยอ่านเจอในหนังสือหลายเล่ม ยิ่งสัตว์อสูรที่นำมาสถิตร่างนั้นแข็งแกร่งมากเท่าใด การจะบังคับควบคุมมันให้ได้จึงยากมาก ผู้ที่อยู่ในสายสถิตวิญญาณส่วนมากจึงเลือกใช้ดวงจิตของสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งกว่าตัวเอง ไม่มากนัก เพราะหลายคนต่างก็กลัวว่า ถ้าสัตว์อสูรที่นำมาสถิตร่างแข็งแกร่งจนเกินไป พวกเขาจะไม่อาจควบคุมพวกมันได้

     

    “หลังจากที่ข้าใช้วิชาจิตอสูรต้องสาป จิตใจของข้าก็เริ่มถูกอินทรีย์วายุคลั่งเข้าครอบงำ มีหลายครั้งที่ข้าเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ไล่สังหารผู้คนเหมือนกับสัตว์ป่า ข้าจึงจำเป็นต้องพันธะนาการร่างของตนเองเอาไว้ในถ้ำที่มืดมิดแห่งนี้”

     

    โม่เฟิงถามอย่างสงสัย “แล้วทำไมท่านถึงไม่กลับไปที่สำนักปีกนภาเพื่อหาวิธีรักษา?”              

     

    เอี้ยเฟยมีสีหน้าที่เจ็บปวด “ผู้ที่ทำการดักซุ่มโจมตีข้าและสหาย เป็นคนจากสำนักปีกนภา”

                    -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ

    คล้ายกับเรื่องมารสยบฟ้า ที่คุณอ่าน

    ประชันยุทธ์สะท้านฟ้า

    ประชันยุทธ์สะท้านฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.58M 3137
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 2 สยบสวรรค์)

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 2 สยบสวรรค์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.13M 1288
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 253
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน [จบ]

    อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.85M 1165