เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 70 ความคิดของหลินเฟิง

            ม่อเสียมองหนานกงหลิงที่กำลังระเบิดอารมณ์ออกมาด้วยสายตาที่ตกตะลึงผ่านไปหลายนาทีกว่าที่เขาจะดึงสติตัวเองกลับมาแล้วรีบโค้งคำนับอีกฝ่ายพร้อมกล่าวว่า “ท่านประมุขม่อเสียขอยอมรับผิด”

            ถึงแม้ว่าม่อเสียและม่อชั่งหลันจะมีอำนาจในนิกายหยุนไห่มาก แต่ถึงอย่างไรหนานกงหลิงก็เป็นประมุขของนิกาย ดังนั้นเมื่อหนานกงหลิงเอาจริงขึ้นมาม่อเสียก็ต้องยอมอ่อนข้อและยอมรับผิด

            “บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าข้าจองหองต่อหน้าท่านประมุขจนเกินไปทำให้ท่านประมุขไม่พอใจ” ม่อเสียคิดในใจอย่างเงียบๆ และแอบตำหนิตัวเองไปด้วย

            หนานกงหลิงเห็นม่อเสียยอมรับผิดสีหน้าจึงดูเย็นลงและกลับมาอบอุ่นเหมือนเดิม แต่เขายังคงปรายตามองม่อเสียอย่างเย็นชาและกล่าวว่า“ในเมื่อยอมรับผิด งั้นครั้งนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไปแต่ครั้งหน้าจะต้องไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก”

             “ส่วนศิษย์สายนอกคนนั้นไม่ถือว่ามีความผิดอะไร เดิมทีก็เป็นยู่ฮ่าวที่ยั่วยุเขาก่อนทั้งยังป่าวประกาศว่าจะทำลายการบ่มเพาะ และตัดแขนตัดขาของเขา ดังนั้นการที่เขาสังหารยู่ฮ่าวก็นับว่ามีเหตุผล”

            “ท่านประมุข แต่ว่า…” ม่อเสียคิดจะเปิดปากพูดอีกครั้งจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ตระหนักถึงสาเหตุที่หนานกงหลิงโมโห

            “หืม?” หนานกงหลิงปรายตามองม่อเสียด้วยแววตาเย็นยะเยือกทำให้ม่อเสียต้องกลืนคำพูดของตัวเองลงคอ และฝืนใจกล่าวว่า “ท่านประมุขท่านช่างฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก”

            หนานกงหลิงไม่สนใจคำพูดของม่อเสีย และหันไปถามหลินเฟิงที่อยู่ด้านล่างว่า “เจ้าชื่ออะไร?”

            หลินเฟิงเงยหน้าขึ้นสบตากับหนานกงหลิงแววตาคู่นั้นดูสงบนิ่งและแฝงไปด้วยความลึกลับ

             “หลินเฟิง!”

            “หลินเฟิงงั้นหรือ ไม่เลว ตอนนี้เจ้าเป็นศิษย์สายในของนิกายหยุนไห่แล้ว”หนานกงหลิงประกาศ ทำให้ฝูงชนแอบคิดในใจว่าความแข็งแกร่งของหลินเฟิงสามารถดึงดูดความประทับใจจากท่านประมุขได้มิฉะนั้นท่านประมุขคงไม่ถามชื่อของหลินเฟิงด้วยตัวเองหรอก มิหนำซ้ำยังเลื่อนขั้นให้เป็นศิษย์สายในอีกด้วยดูก็รู้ว่าเขาชื่นชมหลินเฟิงแค่ไหน รอหลังการทดสอบในรอบแรกจบลงเสียก่อนหลินเฟิงค่อยไปรับป้ายประจำตัวศิษย์สายในมา

            หลินเฟิงเผยรอยยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยเลศนัยแปลกๆ ซึ่งมันไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความซาบซึ้งหรือสำนึกบุญคุณแน่ๆ

            “ถ้าอยากได้รับความเคารพ เจ้าจะต้องมีพลังที่แข็งแกร่งและพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมมิฉะนั้นคนอื่นๆ ก็จะพูดจาดูถูกเจ้า เหยียดหยามเจ้า แม้แต่สังหารเจ้า”

            หนานกงหลิงเคยกล่าวประโยคนี้กับหลินเฟิง ซึ่งเขาไม่เคยลืมมันแม้แต่วินาทีเดียว!!! วันนี้ที่หลินเฟิงมายืนอยู่บนลานประลองเป็นตาย และเรียกความสนใจจากทุกคน ไม่ใช่เพื่อสิ่งอื่นใด แต่เพื่อทดสอบทัศนคติของหนานกงหลิงเท่านั้นและตอนนี้เขาก็ได้รับคำตอบนั้นแล้ว

            ครั้งก่อนม่อเสียต้องการส่งเขาให้กับคุณชายต้าเผิงและหลินเชียนจัดการถึงแม้ว่าหนานกงหลิงจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่ได้ห้ามปราม ในมุมมองของเขาระหว่างศิษย์สายนอกและผู้อาวุโสสายใน ความสำคัญมันเทียบกันไม่ได้

            แต่คราวนี้เมื่อม่อเสียต้องการชีวิตของเขาหนานกงหลิงก็ไม่ได้นิ่งเฉยเหมือนก่อนหน้านี้ ทั้งยังโกรธเกรี้ยวใส่ม่อเสียอีกด้วยหลินเฟิงเชื่อว่านี่ไม่ได้เป็นเพราะความแข็งแกร่งและพรสวรรค์ที่เขาแสดงออกมาเท่านั้นแต่ยังเป็นเพราะหนานกงหลิงรู้เรื่องที่หน้าผาจงกู่นั่นด้วยซึ่งอาจจะได้ยินมาจากผู้อาวุโสเป่ยหรือผู้อาวุโสคง ดังนั้นครั้งนี้เขาจึงไม่ไว้หน้าม่อเสียเลยแม้แต่น้อยและยังออกหน้าช่วยหลินเฟิงแทน

            แต่… แค่นี้ก็พอเหรอ?

            เห็นได้ชัดว่าไม่ ในความคิดของหลินเฟิง เพียงแค่นี้มันยังไม่พอ!!! มันยังห่างไกลจากคำว่าพอเสียด้วยซ้ำ

            ตอนที่สัตว์อสูรปีศาจบุกโจมตี ม่อเสียก็โยนหลินเฟิงเข้าไปในดงสัตว์อสูรซึ่งเรื่องนี้ หลินเฟิงไม่เชื่อว่าหนานกงหลิงจะไม่รู้!!!

            ในวันนี้ม่อเสียต้องการชีวิตของหลินเฟิงและกระทำการต่อหน้าฝูงชนซึ่งหนานกงหลิงก็เห็นกับตา แต่ถึงอย่างนั้นหนานกงหลิงก็แค่ตำหนิม่อเสียต่อหน้าทุกคนเท่านั้น ซึ่งในสายตาของหลินเฟิง เพียงแค่นี้มันยังไม่พอหนานกงหลิงคิดว่าแค่ดุด่าม่อเสียสักคำสองคำ แล้วทุกอย่างเป็นอันจบ??? จากนั้นเขาจะรู้สึกสำนึกในบุญคุณ และยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อรับใช้นิกาย? คิดง่ายไปหน่อยไหม?!

            หลินเฟิงมาจากโลกและไม่ได้มีนิสัยเหมือนทาส ที่เมื่อเจ้านายหยิบยื่นเศษเสี้ยวความเมตตาเล็กๆน้อยๆ ให้ แล้วจะซาบซึ้งไปจนตาย!!! ม่อเสียต้องการจะเอาชีวิตของเขาถึงสองครั้งแต่หนานกงหลิงแค่ตำหนิม่อเสียเพียงไม่กี่คำ แล้วจะให้ความแค้นทุกอย่างจบลง??? หึๆ ยังห่างไกลสินะ… ตัวเขาในตอนนี้ยังคงเทียบม่อเสียไม่ได้ผู้อาวุโสสายในก็คือผู้อาวุโสสายใน ส่วนศิษย์สายนอกก็คือศิษย์สายนอกต่อให้เป็นศิษย์ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นจนก้าวเข้าไปเป็นศิษย์สายในได้แต่มันก็ยังคงห่างชั้นจากตำแหน่งผู้อาวุโสสายในอยู่ดี!!!

            “ระหว่างข้ากับม่อเสีย ต้องมีคนคนหนึ่งที่หายไป มีข้าก็ต้องไม่มีเขามีเขาก็ต้องไม่มีข้า!!!”

            หลินเฟิงคิดในใจ หนานกงหลิงจะต้องเลือกระหว่างเขากับม่อเสีย หากเลือกเขานิกายหยุนไห่ก็จะกลายเป็นบ้านของเขาและเขาจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อนิกายแต่ถ้าหากเลือกม่อเสีย ไม่เพียงแค่นิกายหยุนไห่จะไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากหลินเฟิงแต่ยังจะทำให้หลินเฟิงย้ายไปอยู่ฝั่งศัตรูของนิกาย เพราะเขาเกลียดม่อเสียมากจนไม่อยากอยู่ร่วมโลกกับมัน!!! เขาได้ตัดสินใจไว้แล้วว่าจะต้องสังหารม่อเสียให้ได้!!! และถ้านิกายหยุนไห่เข้ามาแทรกแซงเขาก็ต้องจำใจอยู่ฝั่งตรงข้ามกับนิกายหยุนไห่

            แต่หลินเฟิงก็ไม่โง่พอที่จะคิดว่า ด้วยความสามารถของตัวเองในตอนนี้จะทำให้หนานกงหลิงเลือกเขานี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น การทดสอบของนิกายครั้งนี้เขาจะต้องโดดเด่นยิ่งกว่าม่อเสีย!!!

            สายตาของหลินเฟิงฉายแววเด็ดขาด เขาเดินลงจากลานประลองอย่างช้าๆทุกฝีก้าวล้วนมั่นคงหนักแน่นดุจภูผา

            หนานกงหลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาของเด็กคนนี้ช่างดูลึกลับยิ่งนักเป็นแววตาที่ลึกล้ำและยากที่จะคาดเดาได้ ด้วยพรสวรรค์ของเขาหนานกงหลิงคิดว่าคงไม่ยากที่เด็กคนนี้จะประสบความสำเร็จ

            “ทั้งแข็งแกร่ง ทั้งบ้าระห่ำ” ผู้คนต่างซุบซิบนินทากัน

            “ถ้าข้ามีพลังที่แข็งแกร่งขนาดนั้น ข้าก็กล้าบ้าระห่ำเหมือนกับเขาแต่ตอนนี้ต่อให้มีข้าสัก 10 คน ก็ยังไม่ใช่คู่มือของเขาเลย หลินเฟิงงั้นหรือข้าจะจดจำชื่อนี้เอาไว้”

            “เจ้าจะจดจำไปทำไม? ยังไม่เห็นมีใครรู้จักเจ้าเลยสักคนแม้แต่เสิ่นเฉินที่เป็นอันดับหนึ่งของศิษย์สายนอก ก็ยังเทียบกับหลินเฟิงไม่ได้เลยแล้วเจ้านับเป็นตัวอะไรถึงได้กล้าพล่ามไร้สาระอยู่ได้”

            “ศิษย์อันดับหนึ่งอะไรกัน ไม่เห็นโผล่หัวออกมาเลย เสิ่นเฉินอะไรนั่นเทียบไม่ได้แม้แต่รองเท้าของหลินเฟิงด้วยซ้ำ”

            ศิษย์สองคนต่างพากันกระซิบกระซาบเบาๆ แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของพวกเขามีสีหน้าเย็นชาแค่ไหนและคนคนนั้นก็คือเสิ่นเฉิน ศิษย์สายนอกอันดับหนึ่งนั่นเองก่อนหน้านั้นเขาเคยดูแคลนหลินเฟิงในหอซิงเฉิน และถูกหลินเฟิงทำให้อับอายแทน

            “อย่างน้อยในบรรดาศิษย์สายนอก ถ้าข้าบอกว่าเป็นที่ 2ก็ไม่มีใครกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นที่ 1”

            เมื่อเสิ่นเฉินนึกถึงคำพูดที่เขาเคยกล่าวกับหลินเฟิงก่อนหน้านี้ แล้วรู้สึกอับอายขึ้นมาตอนที่พวกเขาทั้งสองคนเผชิญหน้ากัน เขาทำตัวหยิ่งผยองต่อหน้าหลินเฟิงซึ่งถ้าเปลี่ยนเป็นตอนนี้ เขาคงไม่กล้าแม้แต่จะพูดต่อหน้าหลินเฟิง!

            ยู่ฮ่าวเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่ครอบครองจิตวิญญาณแห่งดาบแต่กลับถูกฆ่าภายในกระบวนท่าเดียว!

            “บางทีเขาอาจจะไม่เห็นข้าอยู่ในสายตา” ในใจของเสิ่นเฉินเกิดความรู้สึกซับซ้อนขึ้นมา

            แน่นอนว่าสิ่งที่เสิ่นเฉินคิดนั้นเป็นความจริงหลินเฟิงไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา เป็นแค่อันดับหนึ่งของศิษย์สายนอกคนหนึ่ง แต่กลับเที่ยวโอ้อวดไปทั่วซึ่งคนแบบนี้มักจะมีวิสัยทัศน์ที่จำกัดและประสบความสำเร็จได้ยาก

             “สหาย เจ้าแข็งแกร่งกว่าข้าแท้ๆ แต่ก็ไม่ยอมปริปากพูดเชียวนะ” เมื่อเห็นหลินเฟิงเดินกลับมา หานหมานจึงชกหน้าอกของหลินเฟิงเบาๆ หนึ่งทีไอ้หมอนี่ชอบทำเรื่องเหนือความคาดหมายอยู่เรื่อย

            “ใช่ หลินเฟิง เจ้าช่างร้ายกาจยิ่งนัก” ใบหน้าของจิ้งหยุนพลันปรากฏรอยยิ้มที่สดใสขึ้นมาไม่รู้ว่าหลินเฟิงบ่มเพาะพลังมาอย่างไรถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้

            ผู้คนที่อยู่รอบๆ ต่างมองมาที่พวกเขาด้วยสายตาอิจฉาหานหมานและจิ้งหยุนล้วนเป็นศิษย์สายนอก แต่ดูสนิทสนมกับหลินเฟิงมาก ด้วยพรสวรรค์ของหลินเฟิงเขาจะต้องกลายเป็นคนสำคัญของนิกายแน่ๆ ดังนั้นหานหมานและคนอื่นๆ จะต้องได้รับผลประโยชน์ไปด้วยทำไมถึงไม่เป็นพวกเขาที่รู้จักหลินเฟิงก่อน?

            หลินเฟิงยักไหล่อย่างกวนๆ ก่อนจะถามหานหมานว่า “เมื่อไรเจ้าจะขึ้นไปบนลานประลองล่ะ?”

            “ฮ่าฮ่า ในเมื่อตอนนี้ไม่มีใครขึ้นไป งั้นข้าก็จะขึ้นไปเอง” หานหมานหัวเราะออกมา ก่อนจะเดินไปยังลานประลองเป็นตาย

            เพราะความสามารถที่น่าตกตะลึงของหลินเฟิง ทำให้ไม่มีใครกล้าขึ้นไปเนื่องจากพวกเขาไม่อยากถูกเปรียบเทียบกับหลินเฟิง ในขณะที่หลายๆ คนกำลังลังเลอยู่นั้นหานหมานก็เดินขึ้นไปยังลานประลองเป็นตาย

            การปรากฏตัวของหานหมานทำให้ทุกคนพากันตื่นตกใจ ไอ้หมอนี่ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเหมือนหลินเฟิงจริงๆถึงได้กล้าเดินขึ้นไปบนลานประลองเป็นตาย แม้แต่หลินเฟิงก็ยังต้องแปลกใจเจ้าเด็กนี่…

            “ข้าไม่รู้จักใครเลย ดังนั้นศิษย์สายในที่บรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่1 คนไหนก็ได้ ขึ้นมาประลองกับข้า?”

            หานหมานที่ยืนอยู่บนลานประลองเป็นตายได้ตะโกนออกมาอย่างกล้าหาญทำให้นัยน์ตาของทุกคนต่างเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง หรือนี่จะเป็นอัจฉริยะอีกคน!!!

            หลินเฟิงได้ท้าทายศิษย์สายในสองคนในเวลาเดียวกัน ส่วนหานหมานเขาไม่รู้จักชื่อศิษย์สายในเลยสักคน ไม่มีตัวเลือกไว้ในใจตั้งแต่แรกดังนั้นจึงประกาศท้าประลองกับใครก็ได้ เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน…

            หลินเฟิงมองหานหมานด้วยสายตาตกตะลึง!

             “ฮิฮิฮิ” จิ้งหยุนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเจ้าบ้านี่ทำให้ทุกคนตกใจเกินไปแล้ว

            บรรยากาศรอบๆ ตัวล้วนตกอยู่ในความเงียบ จนกระทั่งมีศิษย์สายในคนหนึ่งก้าวขึ้นไปยังลานประลองและกล่าวเสียงฉะฉานว่า“ข้าเอง”

            “เยี่ยม ข้าชื่อว่าหานหมาน”

            “ข้า หวังฮั่น”

            “ข้าชอบคนตรงไปตรงมา งั้นมาเริ่มกันเถอะ” หานหมานหัวเราะเสียงดังก่อนจะปลดปล่อยลมปราณออกมาทันใดนั้นร่างกายของหานหมานราวกับจะผสานเป็นหนึ่งเดียวกับปฐพีขณะที่หานหมานยืนอยู่บนลานประลอง เขารู้สึกราวกับว่าเขาคือปฐพีและปฐพีก็คือเขา

            “ตูม…”

            เมื่อหานหมานก้าวไปข้างหน้า ลานประลองเป็นตายก็พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงทำให้จิตใจของฝูงชนต่างสั่นไหวไปด้วย แรงกดดันมหาศาลเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นก่อนจะพุ่งทะยานไปกดทับหวังฮั่น

            “มันคืออำนาจ!” นัยน์ตาของหนานกงหลิงเป็นประกายขึ้นมาเขารู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก ในตอนแรกเขานึกว่าคงมีเพียงหลินเฟิงที่โดดเด่นแต่ความจริงแล้วยังมีศิษย์สายนอกคนนี้อีกคน ที่สามารถเข้าถึง ‘อำนาจ’ ได้ ถึงแม้ว่าพลังของจิตวิญญาณจะอยู่ในเกณฑ์ทั่วๆไป และความตระหนักรู้ใน ‘อำนาจ’ ก็ไม่ลึกซึ้งเท่าหลินเฟิงแต่ยังนับได้ว่าเป็นรุ่นเยาว์อัจฉริยะคนหนึ่งที่น่าจับตามอง

            “ฮ่าๆ นี่มันน่าเหลือเชื่อจริงๆ หลังจากที่นิกายหยุนไห่เงียบเหงามาเป็นเวลานานในที่สุดก็มีศิษย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดปรากฏตัวขึ้นมาถึงสองคน!!!”

            นัยน์ตาของหนานกงหลิงฉายแววปลื้มปีติออกมา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการทดสอบของนิกายในครั้งนี้พวกเขาได้ค้นพบเพชรเม็ดงามเข้าแล้ว