ศึกดวล 10 นักรบ
กองทัพทั้งสองเคลื่อนขบวนเข้าหากันอย่างช้าๆ ส่งผลให้บรรยากาศในสนามรบแปรเปลี่ยนไปทีละน้อย บรรยากาศของการเผชิญหน้าทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ
ขณะที่สองทัพเคลื่อนขบวนเข้าหากัน แม่ทัพทั้งสองก็เฝ้ามองกันและกัน ฝ่ายหนึ่งสงบนิ่งเยือกเย็นลงทีละน้อย ส่วนอีกฝ่ายบังเกิดความประหลาดใจปนผิดหวัง ก่อนจะกลับคืนสู่ความสงบนิ่ง
ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่และจางหายไปในพริบตาจนยากที่จะมีใครสังเกตเห็น
ทว่าบลูอายกลับมองเห็น แม้เธอจะไม่ทันสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของแม่ทัพฝ่ายศัตรู แต่เธอมองเห็นสีสันของความรู้สึกที่อีกฝ่ายมีอยู่ได้อย่างชัดเจน
สีสันที่ปรากฏขึ้นบนนักบวชสาวที่เป็นแม่ทัพของศัตรูนั้นได้เปิดเผยความคิดของเธอต่อบลูอายจนหมดสิ้น มันเผยให้เห็นความผิดหวังระคนอกหักและความรู้สึกลำบากใจ
ความรู้สึกนี้ความจริงไม่สมควรเกิดขึ้นกับแม่ทัพที่นำพากองกำลังเข้าสู่สนามรบ ต่อให้สนามรบแห่งนี้จะเป็นเพียงสนามรบย่อยและการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเกมชิงอำนาจก็ตามที
แต่เมื่อบลูอายเห็นความรู้สึกนี้ ในใจของเธอก็บังเกิดความรู้สึกหงุดหงิดปนสมใจอย่างบอกไม่ถูก
หงุดหงิดนั้นเธอย่อมหงุดหงิดเพราะสตรีเบื้องหน้ามีความปรารถนาที่ไม่ควรต่อสามีของเธอ ในฐานะภรรยาบลูอายย่อมไม่พอใจอยู่แล้ว
ขณะที่ความรู้สึกสมใจนั้น ส่วนหนึ่งมาจากความพึงพอใจในเสน่ห์ของสามีที่ทำให้สตรีมากมายเกิดความหลงใหล ส่วนอีกครึ่งหนึ่งนั้น เกิดจากความพึงพอใจในฐานะแม่ทัพที่มองเห็นจุดอ่อนของศัตรู
แต่เพราะมีความรู้สึกที่แตกต่างผสมรวมอยู่ในใจ บลูอายจึงเกิดความรู้สึกที่ยากจะอธิบายอยู่บ้าง
ทว่าความรู้สึกทั้งหมดนี้ถูกเธอสะกดไว้อย่างรวดเร็ว เพียงชั่วครู่สั้นๆ จากการเคลื่อนขบวนทัพเพียงไม่กี่ร้อยเมตร หัวใจของเธอก็กลายเป็นสงบนิ่งเยือกเย็น
เช่นเดียวกับนักบวชสาวที่เป็นแม่ทัพของศัตรูที่สงบใจได้อย่างรวดเร็ว ต่างฝ่ายต่างเข้าสู่สภาวะเตรียมพร้อม จนกระทั่งระยะห่างระหว่างกองทัพทั้งสองเหลือเพียง 100 เมตร กองทัพทั้งสองก็หยุดลงในทันที
พร้อมกันนั้น กรรมการก็เดินเข้ามาระหว่างกองทัพทั้งสอง จากนั้นกล่าวคำแนะนำตัวเล็กน้อย แนะนำกองทัพทั้งสองให้ผู้ชมที่เฝ้าชมอีกนิดหน่อย จากนั้นหันไปทางบลูอายและถามเธอตามหน้าที่
“ฝ่ายท้าเชิญเลือกรูปแบบเกม!!”
หลังจากประกาศจบ บลูอายก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เธอครุ่นคิดอย่างใจเย็นขณะมองดูกองทัพของศัตรู ก่อนจะตัดสินใจเลือกรูปแบบ ‘ย่อย’ แทนที่จะเป็นรูปแบบ ‘หลัก’ ที่ให้นำสองทัพเข้าปะทะกันตรงๆ
“ข้าขอเลือกรูปแบบย่อย!! เกมแรก! ดวลเดี่ยวจำนวน 10 คน!!”
สิ้นเสียงประกาศของบลูอาย เสียงโห่ร้องของผู้ชมก็ดังขึ้นมาทันที ส่งผลให้บรรยากาศในสนามรบแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
อึดใจหนึ่งมีความประหลาดใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนักบวชสาวผู้เป็นแม่ทัพของศัตรู ก่อนที่เธอจะยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วมองไปยังกองทัพของเธอ จากนั้นไม่นานนักรบศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 10 คนก็ถูกส่งตัวออกมา
บลูอายเองก็ทำแบบเดียวกัน เธอคัดเลือกนักรบของตัวเองและส่งออกไปอย่างรวดเร็วจำนวน 10 คน
นักรบทั้ง 20 คนเดินเข้าหากันอย่างช้าๆ จนเหลือระยะห่างเพียง 10 เมตร พวกมันก็หยุดเพื่อรอคอยคำสั่งของแม่ทัพ
ขณะที่พวกมันหยุดเดินนั้น สายตาของพวกมันก็จับจ้องกันไม่วางตา จิตสังหารภายในดวงตาของพวกมันทวีความรุนแรงขึ้นทีละน้อย ความเดือดพล่านนี้เร่งร้อนขึ้นด้วยความเร็วที่น่าประหลาดใจ จนทำให้บลูอายเกิดความรู้สึกผิดปกติขึ้น
แม้ว่าความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นขณะที่เผชิญหน้ากับศัตรูนั้นจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่เธอยังรู้สึกว่านักรบของเธอกับนักรบของศัตรูนั้น ‘โกรธ’ ง่ายผิดปกติไปเล็กน้อย
เพียงแต่ช่วงเวลานี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสม บลูอายจึงเก็บซ่อนความสงสัยนี้เอาไว้และมองไปยังนักรบของศัตรู จากนั้นออกคำสั่งครั้งหนึ่ง
“จมูกโตเจ้าออกไปคนแรก!!”
สิ้นคำสั่งนักรบคลั่งที่สวมชุดเกราะหนัก ถือโล่และขวานก็ก้าวเดินออกไปด้วยท่าทีที่กระเหี้ยนกระหือรือเป็นที่สุด สายตาของมันกลายเป็นสีแดงก่ำทีละน้อย สภาวะก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในเวลาเดียวกันนั้นนักบวชสาวของตระกูลโฮลี่บลัดก็ออกคำสั่ง นักรบศักดิ์สิทธิ์ที่สวมเกราะหนักสีทอง ถือโล่และดาบกางเขนก็ก้าวเดินออกมาอย่างมาดมั่น จังหวะก้าวหนักแน่นและมั่นคงจนให้ความรู้สึกราวกับภูเขาลูกหนึ่ง
ขณะที่นักรบของบลูอายนั้น ดูราวกับอสูรร้ายกระหายเลือดที่ก้าวย่างออกไปอย่างดุดัน
เพียงชั่วครู่นักรบทั้งสองก็ก้าวเดินเข้าหากันจนเหลือระยะเพียง 3 เมตร พวกมันก็หยุดลงครู่หนึ่ง อาวุธในมือถูกกระชับแน่น โล่ก็ถูกยกขึ้นเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากัน
วินาทีต่อจากนั้นเสียงคำรามจากนักรบคลั่งก็ดังขึ้น ขวานในมือของมันสะบัดขึ้นสูงแล้วฟาดลงไปเฉียงๆ ปะทะกับขอบโล่ของอีกฝ่าย
พริบตาต่อจากนั้นโล่ในมือนักรบศักดิ์สิทธิ์ก็เบี่ยงออก เบนคมขวานออกไปด้านข้างตามสภาวะ จากนั้นฟันดาบในมือออกไป
การปะทะกันเกิดขึ้นในพริบตา โล่กลมของนักรบคลั่งก็ถูกส่งเข้าใส่ ปะทะกับดาบกางเขนอย่างหนักหน่วงจนเกิดประกายไฟวูบหนึ่ง นักรบทั้งสองก็ผงะถอยออกไปคนละก้าวสองก้าว จากนั้นพุ่งเข้าใส่กันอีกครั้ง
เพียงชั่วครู่สั้นๆ ขวานกับดาบก็ปะทะกันถี่ยิบ โล่ชนกันอย่างหนักหน่วง ฝ่ายหนึ่งรุก ฝ่ายหนึ่งรับ สลับกันอย่างเร่งร้อนจนทำให้บรรยากาศเดือดพล่านขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ไม่กี่อึดใจเสียงคำรามของนักรบทั้งสองก็สงบลงพร้อมกับเลือดหยดหนึ่งที่ไหลออกมาจากง่ามมือของนักรบศักดิ์สิทธิ์ มือที่ถือดาบของมันสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนแทบจะทำให้ดาบหลุดมือไป
ทว่ามันก็ยังไม่ยอมแพ้ ขณะที่นักรบคลั่งยิ่งสู้ก็ยิ่งเกรี้ยวกราด สองตาของมันแดงฉานจนหมดทั้งดวง สภาวะเพิ่มสูงขึ้นทุกครั้งที่ฟาดฟัน ส่งผลให้นักรบศักดิ์สิทธิ์ต้านรับจนอ่อนแรงลงทุกขณะ
ส่วนนักรบคลั่งนั้น เนื่องจากในร่างกายอัดแน่นไปด้วยออริจินฟู้ด ส่งผลให้ความอึดของมันเกินค่ามาตรฐานของนักรบทั่วไป เมื่อรวมกับลักษณะพิเศษของเผ่าอสูรที่สามารถใช้ ‘พลังคลั่ง’ ได้ สภาวะของมันจึงเพิ่มสูงขึ้นไม่มีหยุด
รุกต่อไปอีกไม่กี่นาที นักรบศักดิ์สิทธิ์ที่ต้านรับจนหมดแรงก็ถูกขวานจามใส่หน้าอกเต็มกำลังจนชุดเกราะแตกออกเป็นช่อง เลือดสาดกระเซ็นออกมาเป็นสาย ก่อนจะถูกโล่กลมกระแทกซ้ำจนร่างกายลอยคว้างกลับไปราวกับไร้น้ำหนัก
พริบตานั้นทุกเสียงเงียบหายไปชั่วขณะ ก่อนที่เหล่าผู้ชมจะส่งเสียงโห่ร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง บรรยากาศบนสนามรบทวีความรุนแรงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
หลังจากได้รับชัยชนะ นักรบคลั่งที่ถูกเรียกว่าจมูกโตก็ส่งเสียงคำรามออกมาอย่างดุร้าย มันยกขวานเคาะกับโล่อย่างหนักหน่วงจนเกิดเสียงดังก้องไปทั่วสนามรบ จากนั้นจ้องมองไปยังนักรบที่เหลืออีก 9 คนของศัตรู
“เข้ามา!!”
เมื่อเผชิญหน้ากับการท้าทายนี้ สีหน้าของนักรบศักดิ์สิทธิ์อีก 9 คนก็เปลี่ยนเป็นดุร้าย ทว่าพวกมันยังคงนิ่งเฉยเพราะไม่มีคำสั่งจากผู้นำของมัน
นักบวชสาวที่เป็นแม่ทัพนั้น คล้ายกับตกตะลึงต่อความดุร้ายป่าเถื่อนของนักรบคลั่งคนนี้ เธอถึงกับหยุดคิดไปชั่วขณะ ก่อนจะได้สติและออกคำสั่งส่งคนออกไปสู้ต่ออีกรายหนึ่ง
คนต่อมายังคงเป็นนักรบศักดิ์สิทธิ์ที่ถือดาบกางเขนและโล่ แนวทางการต่อสู้ของพวกมันแทบไม่มีอะไรที่แตกต่าง กระบวนท่า ทักษะ ความชำนาญ รวมไปถึงนิสัยใจคอ มันเกือบจะเป็นแบบเดียวกับนักรบศักดิ์สิทธิ์คนแรก
ส่งผลให้หลังจากนั้นอีกไม่กี่นาที มันก็ถูกเตะเข้าใส่ลำตัวเต็มแรงจนบินคว้างกลับไปอย่างหมดสภาพ แขนขวาของมันถึงกับถูกตัดขาดจนเลือดไหลทะลักออกมาราวกับสายน้ำ
เมื่อเห็นสภาพของนักรบที่พ่ายแพ้ ใบหน้าของนักบวชสาวซีดลงไปเล็กน้อย ทว่าดวงตาของเธอยังทอประกายวาววับเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น
จากนั้นเธอก็มองไปยังนักรบศักดิ์สิทธิ์คนต่อไปและพูดกับมันเล็กน้อย ก่อนจะส่งมันออกไป
แต่เมื่อนักรบศักดิ์สิทธิ์คนที่สามก้าวเดินออกไปอย่างดุร้ายหมายขวัญ บลูอายที่เฝ้ามองอยู่กลับยิ้มออกมาเล็กน้อย จากนั้นออกคำสั่งเรียกตัวนักรบคลั่งของเธอกลับมา
นักรบคลั่งที่โดนเรียกตัวกลับสับสนไปชั่วขณะ มันนึกผิดหวังเล็กน้อยและหัวเสียอยู่บ้าง แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นมันก็ไม่กล้าขัดคำสั่งและไม่กล้าแสดงความไม่พอใจออกมาหากแต่เดินกลับไปยังขบวนด้วยฝีเท้าที่หนักหน่วง
เมื่อเห็นสิ่งที่บลูอายทำ สีหน้าของนักบวชสาวก็เปลี่ยนไปจนประหลาดอยู่บ้าง เธอไม่คิดว่าบลูอายจะยอมสละความได้เปรียบของตัวเองด้วยการเรียกนักรบของเธอกลับไปแบบนี้
ตามกฎของเกมย่อยในเกม ‘ดวลเดี่ยว’ ผู้ชนะสามารถต่อสู้ต่อไปได้เรื่อยๆ จนกว่าจะพ่ายแพ้ หรือถูกเรียกกลับไป ในสภาพเช่นนี้หากบลูอายปล่อยให้นักรบของเธอสู้ต่อไปจนกว่าจะพ่ายแพ้จะมีประโยชน์กว่า
ต่อให้เอาชนะไม่ได้ก็ยังสามารถตัดกำลังของอีกฝ่ายได้ คนต่อไปที่ถูกส่งออกมาจะได้เปรียบมากยิ่งขึ้น
แต่ทั้งที่เป็นแบบนั้นเธอกลับเรียกนักรบของเธอกลับไปทั้งที่ยังได้เปรียบ จึงทำให้นักบวชสาวสับสนและสงสัยอยู่บ้าง
แต่ไม่ว่าเธอจะสงสัยและอยากถามออกไปมากแค่ไหน เธอก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเฝ้ามองนักรบคลั่งคนที่สองออกมาพร้อมกับ หอกสั้นและโล่หนามในมือ
การเปลี่ยนคนนี้ทำให้สีหน้าของนักรบศักดิ์สิทธิ์เปลี่ยนไปเล็กน้อย ความผิดหวังปรากฏขึ้นในใจ กลยุทธ์ที่มันได้รับมาจากผู้นำของมันก็กลายเป็นไร้ประโยชน์ มันจึงทำได้เพียงกัดฟันและเดินหน้าต่อไป
เมื่อเข้าถึงระยะนักรบคลั่งที่ถือหอกสั้นของบลูอายก็เหยียดยิ้มอย่างดุร้าย จากนั้นย่อตัวลงแล้วพุ่งออกไป มันยกโล่นำหน้า ใช้หนามแหลมบนตัวโล่ต่างอาวุธ พุ่งชนศัตรูอย่างดุดัน บีบให้ศัตรูต้องยกโล่ขึ้นมาต้านรับจนผงะไปวูบหนึ่ง
พริบตานั้นหอกสั้นในมือของนักรบคลั่งก็แทงออก มันทิ่มแทงออกไปตามสภาวะ แม้จะไม่แม่นยำเพราะหลักไม่มั่นคง แต่สามารถทิ่มแทงจนชุดเกราะของศัตรูแตกยุบลงไปเป็นช่อง
ความเสียหายนี้ไม่กระทบถึงเลือดเนื้อ จึงไม่อาจทำอันตรายอีกฝ่ายได้ ทว่านักรบคลั่งผู้ถือหอกคล้ายไม่สนใจ มันบิดตัวหมุนกลับมาแล้วพุ่งตัวซ้ำอีกครั้ง
คราวนี้นักรบศักดิ์สิทธิ์ตัดสินใจเบี่ยงตัวลบโดยใช้โล่ต้านรับเอาไว้เพื่อหวังทำลายสมดุลของมัน
แต่มันก็คิดไม่ถึงว่าทันทีที่มันเบี่ยงตัวรอคอย นักรบคลั่งกลับกระโดดเฉียงออกไป จากนั้นขว้างหอกในมือออกไปอย่างดุดัน จนขาที่ยื่นออกมาพื้นโล่ของนักรบศักดิ์สิทธิ์ถูกคมหอกทะลวงจนกลายเป็นหลุมเลือดหลุมหนึ่ง
วินาทีต่อจากนั้นฝ่ามือของนักรบคลั่งก็ส่องแสงขึ้นมาวูบหนึ่ง หอกสั้นที่ซัดขว้างออกไปก็ปรากฏขึ้นบนมือของมันอีกครั้ง จากนั้นเคลื่อนตัวออกไปด้านข้างอย่างแยบยลเพื่อเตรียมตัวบุกอีกครั้ง
จังหวะการต่อสู้ที่ผิดแปลกแตกต่างจากนักรบคลั่งคนแรกนี้ ทำให้นักรบศักดิ์สิทธิ์ปรับตัวไม่ถูกอยู่บ้าง มันถูกขว้างหอก แทงหอก ฟาดโล่ โดนหนามแหลมทิ่มแทงอยู่หลายครั้ง แม้ความเสียหายที่ได้จะไม่รุนแรงนัก
แต่กลับทำให้เลือดไหลออกมาในปริมาณมาก ส่งผลต่อความแข็งแกร่งของมันเป็นอย่างมาก เมื่อการต่อสู้ดำเนินต่อไปอีกหลายนาที นักรบศักดิ์สิทธิ์ก็หมดแรงจนเปิดช่องว่างออกมาโดยไม่ตั้งใจ จึงถูกแทงเข้าใส่หอกหนึ่ง
หอกนี้ไม่อาจทำให้มันพ่ายแพ้ แต่หลังจากถูกหอกนี้แทงใส่ ท้องของมันก็มีรูเพิ่มอีกรูหนึ่ง มันจึงยากที่จะต่อสู้ต่อไปอีก นักบวชสาวจึงออกคำสั่งให้มันถอยกลับมา
ชัยชนะในรอบที่ 3 นี้ได้มาอย่างง่ายดายเป็นพิเศษในสายตาของทุกคน แต่มีเพียงนักรบคลั่งผู้ใช้หอกเท่านั้นที่ทราบว่าชัยชนะนี้ได้มาไม่ง่ายเลย หากไม่ได้เห็นแนวทางการต่อสู้ของนักรบศักดิ์สิทธิ์ของอีกฝ่าย มันคงไม่ทราบว่าจะใช้จุดเด่นของมันเล่นงานจุดอ่อนของศัตรูยังไง
แต่มันก็ทราบดีว่าวิธีนี้ใช้ไม่ได้เป็นครั้งที่สอง การต่อสู้ในรอบต่อไปจึงยากลำบากกว่าเดิมมากแม้มันจะชนะได้อีกครั้ง แต่ก็บาดเจ็บไม่น้อย
บลูอายจึงเรียกมันกลับไปและส่งนักรบคลั่งคนต่อไปมาแทน
นักรบคลั่งคนต่อไปนั้น ใช้ขวานเช่นกัน แต่แนวทางการใช้ขวานของมันกลับแตกต่างจากนักรบคลั่งคนแรกเพราะมันมีขวานถึง 3 เล่ม เป็นขวานมือเดียว 1 เล่มและขวานสำหรับซัดขว้าง 2 เล่ม
เมื่ออาวุธแตกต่าง แนวทางการต่อสู้ก็แตกต่าง ทำให้นักรบศักดิ์สิทธิ์ที่ต่อสู้กับมันต้องหัวเสียเพราะไม่อาจคาดเดาแนวทางใดๆ ของคู่ต่อสู้ได้เลย ส่งผลให้มันพ่ายแพ้อีกครั้ง
การพ่ายแพ้ติดต่อกันถึง 5 ครั้งนั้นทำให้บรรยากาศของตระกูลโฮลี่บลัดกลายเป็นเลวร้าย สีหน้าของนักบวชสาวกลายเป็นเย็นเยือก ก่อนที่เธอจะออกคำสั่งส่งนักรบศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้โล่ยักษ์ออกมา
“เดอเกรท! เจ้าออกไปจัดการพวกมันและแสดงให้พวกมันเห็นว่าพวกเราไม่ได้อ่อนแอ!!”
“รับบัญชาท่านหญิง!!”
หลังจากขานรับนักรบศักดิ์สิทธิ์ผู้ถือโล่ยักษ์ก็ก้าวเดินออกไปอย่างช้าๆ บรรยากาศภายในสนามรบก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ถึงตอนนี้ทุกคนก็ทราบได้ว่าตระกูลโฮลี่บลัดเอาจริงแล้ว มันถึงกับส่งคนที่แข็งแกร่งที่สุดออกมาในทันที
บลูอายเห็นแบบนั้นก็ยิ้มรับ ก่อนจะหันกลับไปมองคนของเธอและสบเข้ากับหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มนักรบทั้ง 10
“ในเมื่อพวกมันส่งคนที่แข็งแกร่งที่สุดออกมา ข้าเองก็ควรให้เกียรติพวกมัน..เจ้าออกไปได้แล้ว”
“รับบัญชาท่านแม่ทัพ!!”
นักรบหญิงขานรับอย่างหนักแน่นและก้าวเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ในมือของเธอมีหอกเล่มยาวเล่มหนึ่งที่มีความยาวมากกว่าส่วนสูงของเธอเกือบเท่าตัว
ฝ่ายนักรบศักดิ์สิทธิ์แม้จะเป็นคู่ต่อสู้ของตนเองกลายเป็นสตรีผู้หนึ่ง มันก็ไม่มีความคิดอะไร มันยังคงถือโล่ยักษ์ในมือก้าวเดินออกไปอย่างมั่นคง จากนั้นตั้งโล่ไว้ด้านหน้าและร่ายเวทออกมาด้วยวลีสั้นๆ ไม่กี่ประโยค
อึดใจเดียวร่างกายของมันก็ทอประกายสีเลือดออกมา สภาวะของมันเพิ่มสูงขึ้นในพริบตาจนดูราวกับภูเขาโลหิตลูกหนึ่ง
นักรบหญิงเห็นแบบนั้นก็ลงมือบ้าง เธอกระตุ้นวิชาที่ฝึกฝนออกมา ร่ายเวทเสริมพลังบางอย่าง อึดใจเดียวร่างกายของเธอก็ปกคลุมไปด้วยประกายแสงสีทอง ส่วนหอกในมือของเธอนั้นกลับเรืองแสงสีดำออกมาจางๆ ก่อนจะกลายเป็นสีทองดำที่แปลกประหลาด
พริบตานั้นสภาวะของนักรบหญิงก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เธอจะพุ่งตัวเข้าใส่ศัตรูด้วยความเร็วสูง หอกในมือก็ทิ่มแทงออกไปอย่างดุดันครั้งหนึ่ง
นักรบศักดิ์สิทธิ์ยึดโล่ในมือแน่น ร่างกายของมันปลดปล่อยแสงสว่างสีเลือดออกมา เลือดในร่างกายก็เดือดพล่าน ‘โลหิตเทวะ’ ที่มันบ่มเพาะก็ถูกกระตุ้นจนส่องแสงเจิดจ้าออกมา ส่งผลให้พลังในร่างกายของมันเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัว
พริบตานั้นปลายหอกก็ปะทะเข้ากับใจกลางของโล่ยักษ์ จนเกิดเสียงระเบิดทึบๆ ดังขึ้นครั้งหนึ่ง นักรบสาวก็ถูกกระแทกถอยออกไปอย่างรุนแรง ทว่าเธอกลับหยุดเท้ากลางอากาศ แล้วแทงออกสวนกลับมาอีกครั้งอย่างไม่ยอมคน
ปลายหอกปะทะกับโล่อีกครั้ง แรงสะท้อนก็ระเบิดย้อนกลับมา ส่งนักรบหญิงถอยไปอีกหลายก้าว ทว่าเธอคล้ายไม่สนใจแรงสะท้อนที่ส่งกลับมา หากแต่ทิ่มแทงหอกติดต่อกันนับสิบครั้ง ทุกหอกปะทะเข้ากับจุดกึ่งกลางของโล่ ปะทะอย่างหนักหน่วงและทื่อด้านเป็นที่สุด
แต่ไม่ว่าจะแทงออกไปสักกี่ครั้ง เธอก็ไม่อาจบีบให้ศัตรูถอยกลับไปได้เลยแม้แต่ก้าวเดียว
แม้จะเป็นแบบนั้นสภาวะของนักรบหญิงกลับไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย ยิ่งเธอทิ่มแทงหอกออกไปมากเท่าไหร่ สภาวะของเธอก็เพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น เพิ่มขึ้นจนสีหน้าของนักรบศักดิ์สิทธิ์เริ่มเปลี่ยนแปลงไปเพราะมันสัมผัสได้ถึงพลังที่เพิ่มพูนขึ้นของศัตรู
เมื่อเห็นว่าไม่อาจต้านรับเพียงฝ่ายเดียวได้ มันก็ยกโล่ขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้นทุบลงอย่างหนักหน่วง ระเบิดคลื่นสีแดงออกไปรอบทิศทาง คลื่นนี้ระเบิดเข้าใส่นักรบหญิงที่พุ่งสวนเข้ามาพอดีจนเกิดการระเบิดขึ้นครั้งหนึ่งทำให้นักรบหญิงถอยหลังไปหลายก้าวใหญ่
สีหน้าของนักรบหญิงซีดลงอย่างน่ากลัว ก่อนที่เธอจะกระอัดเลือดออกมาคำหนึ่ง ส่งผลให้เสียงโห่ร้องของผู้ชมดังขึ้นมาอย่างร้อนแรง
ผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมายนี้กระตุ้นความตื่นเต้นของผู้ชมให้รุนแรงขึ้นและทำให้สีหน้าของบลูอายเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย
ในใจของเธอเกิดความลังเลใจขึ้น เธอคิดที่จะเรียกนักรบหญิงกลับมา แต่เมื่อเห็นสีสันที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความปรารถนาที่แน่วแน่แล้ว เธอก็พูดไม่ออก
การต่อสู้ในรูปแบบนี้ดำเนินต่อไปทั้งแบบนั้น ส่งผลให้ผู้ชมที่เฝ้ามองอย่างตื่นเต้นเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมาบ้าง เนื่องจากนักรบหญิงเอาแต่ทิ่มแทงหอกออกมาอย่างทื่อด้าน ทั้งยังแทงใส่ใจกลางโล่ยักษ์ซึ่งเป็นจุดที่แข็งแกร่งที่สุด
ความดื้อรั้นของนักรบหญิงนี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกเบื่อหน่าย จะมีก็เพียงนักรบศักดิ์สิทธิ์ที่ต้านรับหอกของเธอเท่านั้นที่เข้าใจดีว่ายิ่งเธอแทงหอกออกมามากเท่าไหร่ หอกของเธอก็ยิ่งน่ากลัวขึ้นเท่านั้น
ภายในใจของมันนึกยอมรับสตรีเบื้องหน้าแล้ว แต่ก็นึกขุ่นเคืองไม่น้อยเช่นกันเพราะมันรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังใช้มันเป็นหินลับมีดเพื่อลับคมตัวเอง
ความไม่พอใจนี้ก่อตัวขึ้นมาอย่างไม่อาจสะกดกลั้น ทำให้การตอบโต้ของมันยิ่งมาก็ยิ่งรุนแรง จำนวนครั้งที่มันสวนกลับไปเพิ่มความถี่ขึ้นทีละน้อย
แต่ถึงจะเพิ่มความถี่ขึ้น ทว่าความเสียหายที่มันสร้างได้กลับลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้มันยิ่งมาก็ยิ่งรู้สึกว่ายากจะข่มกลั้น
ทว่านิสัยใจคอของมันนั้นเป็นคนที่หนักแน่นเยือกเย็น ไม่เช่นนั้นมันย่อมไม่มีทางเป็น ‘ผู้พิทักษ์โลหิต’ ของตระกูลโฮลี่บลัดได้ มีเพียงคนที่หนักแน่นมั่นคงถึงที่สุดเท่านั้นถึงจะได้รับการบ่มเพาะให้ฝึกฝนโล่ยักษ์
แต่ไม่ว่าคนผู้หนึ่งจะมีความอดทนเพียงไหน แต่สุดท้ายยังมีขีดจำกัดและดูเหมือนว่าขีดจำกัดของความอดทนที่มันมีจะเทียบกับนักรบหญิงไม่ได้
หลังจากปะทะกันเกือบร้อยครั้ง นักรบหญิงที่แทงหอกจนหน้าซีดก็มองเห็นช่องว่างที่ปรากฏขึ้น ดวงตาของเธอทอประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง พริบตานั้นเธอก็ถอยหลังกลับไปเป็นครั้งแรก จากนั้นจรดหอกขึ้นและแทงออกไปด้วยความเร็วสูง
หอกนี้แทงออกไปอย่างผิดปกติอยู่บ้าง เนื่องระยะห่างของหอกกับโล่นั้น มีมากกว่าปกติ ส่งผลให้การแทงหอกในครั้งนี้ไม่อาจส่งคมหอกไปถึงโล่ของศัตรูได้
การทิ่มแทงในครั้งนี้จึงผิดแปลกและสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคน
ทว่าพริบตาที่พวกมันสับสนลำแสงสีทองก็พุ่งออกมาจากปลายหอก ทะลวงผ่านโล่ยักษ์และนักรบศักดิ์สิทธิ์ไปในพริบตา
ผลลัพธ์ที่น่าตระหนักนี้เกิดขึ้นในชั่วพริบตา เร็วจนไม่มีใครตั้งตัวทัน แต่ที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงที่สุดนั้น ไม่ใช่หอก ไม่ใช่ลำแสง แต่เป็นเจตจำนงกระบี่ที่ออกมาจากหอกต่างหาก
“นางกลับ..ใช้หอกปลดปล่อยเจตจำนงกระบี่!! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!!”