หนึ่งเดือนผ่านไป..
เมื่อเหตุการณ์ในนครคุนหมิงได้ถูกปราบปรามจนสงบราบคาบดีแล้ว แต่หยางไคนั้นยังมิได้ไว้วางใจให้ขุนนางคนใดมาว่าราชการนครขนาดใหญ่แห่งนี้ได้เลย ครั้นจะตั้งใครขึ้นมานั่งเมืองแต่เพียงส่ง ๆ ก็คงจะเกิดปัญหาใหญ่ตามมาอีกอย่างแน่นอน
จึงได้ทำหนังสือขึ้นไปทูลถวายไต้จงฮ่องเต้ เพื่อให้พระองค์ทรงส่งขุนนางผู้มีฝีมือและไว้วางไว้ได้มาว่าราชการที่นี่อย่างเหมาะสมด้วยมณฑลแห่งนี้มีทรัพยากรธรรมชาติอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศชาติทางทิศใต้
ฝ่ายราชองครักษ์ซุนเหว่ยและจ้าวยู่ร์ ซึ่งจากบ้านและลูกเมียมานานแล้วก็มีความคิดถึงเป็นอันมาก หยางไคจึงใช้ถือหนังสือราชการกลับไปถวายจักรพรรดิไต้จง ณ ราชธานีเป่ยจิงโดยทางเรือ องครักษ์ทั้งสองคนได้ใช้เวลาร่วม 2 เดือน ก็เดินทางมาถึงเมืองหลวง จึงรีบนำหนังสือขึ้นกราบทูลตามหน้าที่
ไต้จงฮ่องเต้เมื่อทรงทอดพระเนตรเนื้อหาสาระในรายงานแล้วก็ตกพระทัยยิ่งนัก ด้วยไม่คิดว่าที่ยูนนานจะเกิดเรื่องราวใหญ่โตและร้ายแรงขึ้นถึงเพียงนี้เลย แต่ปัญหาในขณะนี้คือจะทรงแต่งตั้งผู้ใดให้ไปนั่งเมืองอันห่างไกลสุดกู่ เพื่อจะควบคุมดูแลชนกลุ่มน้อยทางใต้ และที่สำคัญจะต้องมีความจงรักภักดีต่อพระองค์อย่างที่สุด
ฝ่าย ‘อวี๋เชียน' เสนาบดีฝ่ายกลาโหมเมื่อทราบความในหนังสือแล้ว จึงถวายคำแนะนำว่า
“ผู้ที่เหมาะสมที่สุดย่อมเป็นราชบุตรเขยหยางไคเพียงผู้เดียวเท่านั้นอยู่ดีพระเจ้าข้า”
จักรพรรดิไต้จงก็ทรงคิดพิเคราะห์อยู่ แล้วตรัสว่า
“สภาขุนนางและสำนักซีฉ่างนั้นเป็นองค์กรสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ หากแม้นหยางไคต้องคอยกำกับดูแลที่ยูนนานแล้ว ทางนี้เราจะดำเนินการเช่นไร ?”
อวี๋เชียนก็ทูลว่า
“ขอพระองค์ทรงโปรดเกล้าฯให้หยางหมิงเช่อขึ้นเป็นประธานสภา ส่วนหลิวเย่ซึ่งเป็นรองผู้บัญชาการนั้น พระองค์ก็ทรงแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการสำนักซีฉ่างย่อมจะแก้ไขปัญหานี้ได้ในทันที”
ไต้จงฮ่องเต้เมื่อรับฟังก็ยังทรงไม่เห็นด้วย จึงตรัสว่า
“กระทำเช่นนั้นมิได้! เพราะหากเราทำฉะนี้แล้ว หยางไคน้องเขยเราก็จะมิพลอยน้อยใจไปหรอกหรือ ?”
อวี๋เชียนจึงถวายอุบายไปว่า
“หากทรงพระราชทานฐานันดรศักดิ์ซึ่งเหมาะสมกว่าให้ ย่อมจะเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้มากยิ่งกว่าพระเจ้าข้า”
ไต้จงฮ่องเต้ครั้นได้สดับเช่นนั้นแล้วก็ทรงคิดขึ้นได้ว่าดินแดนทางเหนือนี้มั่นคงด้วยตั้งราชธานีไว้ที่เมืองเป่ยจิง เพื่อคอยต่อต้านการรุกรานจากชาวมองโกล แต่ทางใต้นั้นจะหาผู้ใดซึ่งไว้ใจมาดูแลก็มิได้ จึงให้เรียกหาเจ้ากรมฝ่ายพิธีการเข้ามาเพื่อถวายคำปรึกษา จากนั้นร่างพระราชโองการแต่งตั้ง แล้วให้ขันทีถือเอาหนังสือนั้นไปส่งถึงนครคุนหมิง
..
...…นครคุนหมิง
โชคดีเป็นอันมากที่นครแห่งนี้มีความงดงามและลงตัวไปทุก ๆ แห่งหน กอปรกับการมีทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่อยู่ใกล้ชิดกับตัวเมือง ..ในยามเช้า ๆ จึงมีหมอกบาง ๆ กระจายตัวอยู่ทั่วไป แล้วมีสภาพอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ฤดูหนาวก็ไม่หนาวจัด ส่วนฤดูร้อนไม่ร้อนมาก โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 15 ถึง 18 องศาเซลเซียสเท่านั้น หยางไคกับองค์หญิงหย่งชิงจึงอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในทุก ๆ วันที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าของวันใหม่
แต่ในช่วงเวลาเช้าของวันนี้เองซึ่งมีข้าหลวงใหญ่จากราชธานีมาถึงนครคุนหมิงในที่สุด ฝ่ายหยางไคซึ่งรอคอยให้ส่งขุนนางจากเมืองหลวงมาสับเปลี่ยนจึงมีความยินดีนัก เพราะแม้สถานที่แห่งนี้จะน่าอยู่อาศัยสักปานใด แต่เขาเองก็ยังมีความห่วงใยในสององค์กรสำคัญของเมืองหลวง ซึ่งตกอยู่ในความรับผิดชอบของตนเองมาโดยตลอด
ทว่าแทนที่จักรพรรดิไต้จงจะส่งผู้ใดมาแทน ก็กลับกลายเป็นการส่งราชโองการเพียงอย่างเดียว ทั้งยังส่งตรงมาถึงหยางไคกับองค์หญิงหย่งชิงไปเสียอีก ทั้งสองจึงต้องคุกเข่าเพื่อเข้ารับราชโองการด้วยความมึนงงสงสัยเป็นอันมาก
จนกระทั่งขันทีผู้อัญเชิญได้เปิดอ่านราชโองการของไต้จงฮ่องเต้ว่า
“ผู่โถวนั้นเป็นชื่อของแม่น้ำสายหลักในมณฑลยูนนาน ซึ่งได้ผ่านมายังนครคุนหมิงแล้วไหลลงสู่ทะเลสาบเตียนฉืออันงดงามนั้นเป็นมงคล ด้วยโองการแห่งฟ้าฮ่องเต้จึงทรงมีพระบัญชาแต่งตั้งหยางไคขึ้นเป็นเจ้าครองนครคุนหมิง ให้มีพระนามว่า ผู่โถวอ๋อง (普渡王 :ราชาผู้ช่วยคนให้พ้นทุกข์) ส่วนพระธิดาหย่งชิงในสมเด็จจักรพรรดิซวนเต๋อ นั้นให้มีตำแหน่งเป็นพระชายาของผู่โถวอ๋อง”
หยางไคได้ฟังแม้จะตกใจจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก แต่ก็ยังมีสติที่จะกราบลงกับพื้นแล้วเอ่ยว่า
“ผู่โถวอ๋องรับราชโองการ ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี”
ฝ่ายขันทีชราเมื่อได้ยื่นราชโองการส่งให้พระหัตถ์ของผู่โถวอ๋องแล้ว ก็รีบถวายความเคารพแล้วทูลว่า
“หม่อมฉันขอแสดงความยินดีต่อไต้อ๋องอย่างสุดซึ้งพระเจ้าข้า”
หยางไคนั้นวางตัวไม่ถูก จึงให้คนรับใช้เชิญกงกงไปพักที่ข้างใน
แต่พอหันมามองพระชายาหย่งชิงยิ้มแย้มด้วยความดีพระทัยเพียงเท่านั้น หยางไคก็ยิ่งรู้สึกเขินอายอยู่ไม่น้อยเลยจึงกล่าวไปว่า
“พี่ยังไม่ชินเลย น้องเองก็จงอย่าได้ใช้คำราชาศัพท์กับพี่เลยก็เลยกัน”
แต่พระชายาหย่งชิงนั้นนึกสนุก จึงตรัสตอบมาว่า
“เพคะเสด็จพี่~”
ผู่โถวอ๋องเมื่อได้สดับเช่นนั้นก็ทราบว่าพระชายากำลังกลั่นแกล้งตน จึงตรัสด้วยสุรเสียงเข้มคมว่า
“หากเป็นเช่นนั้น ก็จำเป็นที่เราจะต้องลงโทษไว้เพื่อให้หลาบจำ!!”
ตรัสเพียงเท่านั้นผู่โถวอ๋อก็อุ้มร่างเล็กบางของสาวน้อยขึ้น จากนั้นก้าวขึ้นห้องบรรทมไป ทั้งที่สาวน้อยก็ยังดิ้นรนพอเป็นพิธีในอ้อมกอดอันอบอุ่นนั่นเอง
..
…
….. 2 ปี ผ่านไป
ณ วังของไต้อ๋องหยางไคย่อมมีความแช่มชื่นอยู่ทุกคืนวัน ก็ด้วยพระราชอำนาจที่มีพระองค์จึงแต่งตั้งบุคคลอันเหมาะสมให้ถวายงานการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ
โดยเฉพาะการเหมืองแร่ ซึ่งได้แก่ เงิน ทอง ทองแดงดีบุก ตะกั่วเหล็ก สังกะสี รวมทั้งแร่รัตนชาติ ได้แก่เพชรและพลอย จึงสามารถจัดสร้างเครื่องบรรนาการเป็นดอกไม้เงินดอกไม้ทองอันจดงามเพราะประดับด้วยเพชรนิลจินดา พร้อมด้วยยาสูบดอกไม้แห้งและชาชั้นดี แล้วขนใส่เรือให้ขุนนางในพระองค์กำกับไปถวายจักรพรรดิไต้จง ณ เมืองเป่ยจิง ปีละหนึ่งหนในช่วงฤดูน้ำหลาก
ซึ่งในแถบยูนนานแห่งนี้ มีพรมแดนติดกับเวียดนามและพม่า จึงมีการค้าขายและการอพยพย้ายถิ่นฐานกันตลอดมานับพันปี และด้วยความเชี่ยวชาญทางด้านการคมนาคมทางบกและทางน้ำของไต้อ๋องผู้นี้เอง จึงทำการเปิดการค้าเสรีกับประเทศต่างโดยรอบอันนำมาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติและเงินตราเข้าสู่อาณาจักรได้เป็นอันมาก
เงินทองส่วนหนึ่งย่อมถูกใช้ไปกับการสร้างกองทัพ เพราะการมีกำลังทางทหารอันมีประสิทธิภาพในมือนั้น ย่อมจะสร้างการเจรจาอันเป็นธรรมและมีเปรียบเป็นอย่างมาก ยิ่งในกรณีที่มีข้อขัดแย้งใด ๆ เกิดขึ้น หรืออาจจะเกิดขึ้นในอนาคต จึงได้แต่งตั้งนายทหารเรือทั้ง 8 นายจากนครหลวงที่ผู่โถวอ๋องทรงไว้พระทัยเป็นหลัก เพื่อควบคุมและคอยฝึกฝนกองทัพบกและทัพเรือเอาไว้ให้พร้อมสรรพมานานนับปี
แต่ท่ามกลางจุดแข็งอันความสมบูรณ์พร้อมนี้เอง กลับมีจุดอ่อนที่น่ากังวล นั่นก็คือไต้อ๋องผู้นี้ยังไม่มีทายาทตัวน้อยเลยสักพระองค์เดียว!!
พระชายาหย่งชิงก็เอาแต่โทษพระองค์เอง เพราะไม่สามารถให้กำเนิดบุตรธิดาต่อพระสวามีอันเป็นที่รักยิ่งได้ จึงแข็งพระทัยแล้วตรัสต่อผู่โถวอ๋องไปตามตรงว่า
“บัดนี้เสด็จพี่มิได้มีตำแหน่งเป็นเพียงราชบุตรเขยแล้ว ทั้งยังเป็นถึงอ๋องผู้ครองแคว้นย่อมสามารถรับเอานางสนมเพิ่มได้ไม่จำกัดเลย..”
หยางไคเห็นภรรยาเปิดทางให้แล้ว แต่ก็ได้แค่ยิ้มแล้วกล่าวอย่างอบอุ่นว่า
“ข้าพเจ้าไม่ต้องการมีบุตรกับผู้อื่นดอก”
หย่งชิงได้ยินเช่นนั้นก็ร้องไห้ แล้วกล่าวย้ำไปอีกว่า
“ฮือ ๆ เป็นความผิดของหม่อมฉันเอง ที่ไม่อาจมีบุตรธิดาให้กับเสด็จพี่ได้ หากแม้นน้องไม่รีบจัดหาสตรีนางอื่นแก่พระองค์อีก ย่อมไม่อาจจะนับว่าเป็นภรรยาที่ดีได้เลย ฮือ ๆ”
หยางไคเห็นเช่นนั้นก็โอบกอดนางให้แน่นกว่าเดิม แล้วปลอบว่า
“มิใช่ความผิดของท่านดอก ซึ่งข้าพเจ้ารักได้เพียงท่านเท่านั้นและเชื่อว่าสักวันเราทั้งสองคนจะสมหวังในที่สุด”
หยางไคนั้นมีความเชื่อว่า ‘ความรักย่อมชนะทุกสิ่ง’
ทว่าเมื่อผ่านไปอีก 3 ปีแล้วก็ตามที แต่ ‘ชัยชนะ’ ที่ว่านั้น ก็ยังไม่ปรากฎให้เห็นเลยสักครั้ง
..แต่ปรากฎขึ้นในวันนี้กลับกลายเป็นร่างขันทีชราผู้หนึ่ง ซึ่งได้นั่งเรือมาถึงนครคุนหมิงพร้อมด้วยองครักษ์สำนักสำนักบูรพา (东厂: ตงฉ่าง) ด้วยความยากลำบากยากเย็นเกินจะเปรียบ
หยางไคย่อมจดจำมหาขันทีผู้นี้ได้เป็นอย่างดี จึงเข้าไปต้อนรับแล้วกล่าวด้วยความยินดีประกอบกับมีความสงสัยว่า
“กงกงปี้หลัน เหตุใดท่านจึงได้มาถึงที่นี่ได้เล่า ?”
จากกันมากว่า 7 ปี แล้ว มหาขันทีซึ่งแก่ชราตั้งแต่ที่เขาได้เจอกันในครั้งแรก และมาปีนี้เห็นอีกฝ่ายนั่งพิงอยู่บนรถเข็นไม้ ก็ยิ่งดูชราลงไปอย่างน่าใจหาย และแม้กงกงปี้หลันจะครอบครองสุดยอดวิชาและกำลังภายในขั้นสูงสุดของแผ่นดินก็ตาม แต่ก็ยังไม่อาจจะหลุดพ้นจากสภาวะ ‘เกิดแก่เจ็บตาย’ ไปได้สักอย่างเดียว
มหาขันทีปี้หลันนั้นหูตาไม่ค่อยดีแล้ว จึงต้องมีองครักษ์ผู้หนึ่งคอยกระซิบที่ข้างหูโดยตลอด ครั้นทราบความแล้วจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ถวายพระพรผู่โถวอ๋อง หม่อมฉันต้องขอประทานอภัยที่ตนไม่อาจคุกเข่าลงได้ด้วยชราภาพ ซึ่งสาเหตุที่หม่อมฉันเดินทางมาในวันนี้ก็ด้วยฮ่องเต้ไต้จงทรงมีพระทัยที่กังวลต่อพระขนิษฐาหรือพระชายาหย่งชิงของพระองค์ นั้นยังไม่ทรงพระครรภ์เลยแม้นสักครั้งเดียว ฝ่ายข้าพเจ้าผู้ชราแม้จะมิใช่แพทย์เทวดารักษา แต่ก็ยังสามารถใช้ลมปราณตรวจจับความผิดปกติของท่านทั่งสองได้บ้าง เมื่อไต้จงฮ่องเต้ทรงทราบนั้นนี้ จึงรับสั่งให้ข้าพเจ้าเดินทางมาช่วยเหลือด้วยตนเองฉะนี้แล”
ที่ผ่านมานั้นองค์หญิงหย่งชิงมีความทุกข์นัก จึงทรงพระอักษรแล้วฝากคนไปถวายพระเชษฐาของตน ณ เมืองเป่ยจิง จนเป็นเหตุให้กงกงปี้หลันต้องเคี่ยวเข็ญตนเองมาถึงที่นี่แม้จะอยู่ในวัยชราแล้วก็ตาม
หยางไคนั้นเห็นความตั้งใจของกงกงปี้หลันก็ไม่คิดขัดขวาง จึงสั่งให้คนนำเก้าอี้มา 2 ชุด วางไว้ซ้ายและขวาของรถเข็นขันทีชรา แล้วทั้งสองก็ไปนั่งบนเก้าอี้ข้าง ๆ นั้นเอง
เมื่อพร้อมดีแล้ว ปี้หลันก็ใช้ฝ่ามือข้างขวาของตนไปสัมผัสกับแขนขององค์หญิงหย่งชิง แล้วกล่าวด้วยเสียง อันแหบแห้งว่า
“องค์หญิงหย่งชิง ทรงพระวรกายสมบูรณ์แข็งแรงดี ย่อมไม่มีปัญญาใด ๆ เลย”
หย่งชิงได้ยินเช่นนั้นก็มีความยินดี จึงคลายทุกข์เพราะไม่คิดว่าเป็นความผิดของตนอีกต่อไปแล้ว
จากนั้นกงกงปี้หลันก็ใช้มือซ้ายแตะไปยังข้อมือของหยางไค แต่ก็เกิดสะดุ้งขึ้นแล้วรีบชักมือกลับ จากนั้นวินิจฉัยได้ในทันทีว่า
“สุขภาพร่างกายของท่านนั้นสมบูรณ์กว่าบุรุษทั่วไปนัก เพียงแต่พลังหยางของท่านนั้นคุโชนกว่าผู้ใดด้วยเช่นเดียวกัน จึงไม่อาจมีบุตรธิดาได้”
หยางไคพอได้ยินก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะหน้ามืดคล้ายดังจะเป็นลม ในใจก็คิดไปว่าสาเหตุคงมาลมปราณดินปลูกซึ่งมีดวงอาทิตย์พลังหยางอันแรงกล้า คอยส่งพลังงานความร้อนและแสงสว่างแก่พืชผลทางการเกษตรของตนมานับสิบปีโดยตลอดอย่างแน่นอน
จึงมิได้ฟังคำอธิบายของมหาขันทีปี้หลันว่ากลไกความร้อนของพลังหยางนั้นทำให้ ‘อสุจิ’ ล้มตายหรืออ่อนแอ จนทำให้องค์ประกอบแห่งการตั้งครรภ์นั้นไม่สามารถมาประชุมพร้อมกันครบ เพื่อกลายเป็นเซลล์ขนาดเล็ก ซึ่งพุทธศาสนาเรียกว่า ‘กลละ’ (อ่านว่า กะละละ) แล้วเคลื่อนไปฝังอยู่ในมดลูกของสตรี จากนั้นจึงได้พัฒนาและเติบโตขึ้น โดยมีการพัฒนาลักษณะทางกายภาพ (กายทสกะ) และกำหนดลักษณะทางเพศ(ภาวทสกะ) จนเกิดเป็นการปฏิสนธิจิตวิญญาณ (หทัยทสกะ) ครบเป็นรูปขันธ์ 34 ประการกับนามขันธ์อีก 4 ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณจึงนับได้ว่าเป็นมนุษย์คนหนึ่ง
ฉับพลันนั้นเองหยางไคซึ่งกำลังคิดวนเวียนอยู่กับเรื่องต่าง ๆ ก็พูดโพล่งขึ้นว่า
“แล้วกงกงมีวิธีแก้ไขหรือไม่ ?”
ฝ่ายปี้หลันเมื่อได้ฟังเช่นนั้น ก็นึกขึ้นได้จึงตอบว่า
“ข้าพเจ้าแก่ชราจนเลอะเลือนอย่างแท้จริง เพราะแค่ท่านแก้ไขปรับปรุงพลังหยางให้เหมาะสมก็เป็นอันใช้ได้แล้ว”
จากนั้นเอื้อมมือไปจับที่ศีรษะของหยางไค เพื่อตรวจสอบฐานกายและฐานใจของชายหนุ่มผู้นี้ แล้วกล่าวว่า
“นี่คือเคล็ดวิชาเพียงส่วนหนึ่งของลมปราณทานตะวันซึ่งเหมาะสมกับการไขปัญหาของท่านในขณะนี้ ขอให้ไต้อ๋องท่องจำไว้จนขึ้นใจ”
༺ ทง เทียน เชี่ยว ศูนย์กลางกายที่ศีรษะ องค์ธรรมมารดาประทานให้ชีวิตกลับคือสู่สุญญตา วิมุติภาวะแต่ดั้งเดิม ༻
หยางไคลองโคจรพลังดู จึงพบว่าพลังความร้อนในกายลดทอนลงกว่าเท่าตัว แม้เรี่ยวแรงของเขาจะลงลดเป็นอย่างมาก แต่ก็เบาสบายตัวอย่างประหลาด จึงคำนับมหาขันทีปี้หลัน แล้วสั่งให้ผู้รับใช้คอยปรนนิบัติท่านผู้เฒ่าอย่าได้ขาด
พอตอนเช้าให้ชงชาผูเอ่อร์ (普洱茶) สีดำรสชาติเข้มข้นจนต้องลืมชาทุกชนิดที่เคยรับประทาน แต่ปี้หลันนั้นรับประทานคู่กับ 'ถังหูลู่' เป็นขนมขบเคี้ยวอย่างภาคเหนือ ซึ่งใช้น้ำตาลเคลือบแข็งบนผิวผลไม้สดเสียบก้านไม้ยาว จึงมีความเข้ากันในแบบฉบับของตนเอง แล้วไปนั่งดื่มกินที่ริมทะเลสาบจนถึงเวลาสาย เมื่อแดดร้อนก็กลับมาพักผ่อนร่างกายในจวน
แต่ทุกสัปดาห์กงกงปี้หลัน จะต้องไปแช่ตัวที่น้ำพุร้อนอานหนิงด้วยความผ่อนคลายอย่างมีความสุข สมดังอยู่ในวัยเกษียณอายุราชการอย่างแท้จริงในเวลานี้แล้ว..