มหากาพย์ดาบอนันต์มนตรา ภาค : โลกมนตรากฤตยา (มี E-Book)

    ตอนที่ 43 สภาพเมืองอนิลบุรีที่แท้จริง (1)

    ณ สถานที่ตั้งเมืองอนิลบุรี



    “มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกับเมืองนี้เนี่ย!?” เทพไทอุทานออกมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นสภาพเมืองอนิลบุรี



    ที่อยู่ตรงหน้าของเทพไทและทีมสอง หากมองผ่าน ๆ จะนึกไม่ออกเลยว่ามันคือกำแพงเมืองที่ล้อมเมืองขนาดใหญ่เอาไว้ มีเพียงซากของกำแพงที่บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ของมันในอดีต ซากกำแพงที่หลงเหลือไว้ยังมีสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ มันเรียงตัวขนาบตัวเมืองไว้ทั้งสองด้านที่อยู่ห่างกันเป็นกิโล พร้อมหลงเหลือบ้านเรือนที่ทิ้งร้างจนผุพังอยู่ใกล้ ๆ กำแพงเมืองทั้งสองฝั่ง



    สิ่งที่น่ากลัวคือตัวกำแพงที่ทุกคนกำลังยืนอยู่ ต้องเรียกว่าที่ที่เคยเป็นกำแพงมาก่อนเสียมากกว่า จากตำแหน่งปลายสุดของกำแพงข้างหนึ่งที่หลงเหลืออยู่ไปจนถึงอีกฝั่งของกำแพงที่วางขนานกัน มันกลายเป็นพื้นที่โล่งว่างเปล่า ไม่เพียงแต่กำแพงฝั่งที่พวกเขายืนอยู่เท่านั้น พื้นที่ด้านในที่ควรจะเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนก็หายไปราวกับมันเป็นพื้นที่ที่ไม่มีใครใช้มาก่อน มีเพียงกองอิฐกองปูนที่ดูเหมือนฐานบ้านกระจัดกระจายไปทั่วพื้นที่ถึงพอจะอนุมานได้ว่ามันเคยเป็นบ้านเรือนของผู้คนมาก่อน ถัดจากพื้นที่เมืองที่ควรจะเป็นกำแพงล้อมเมืองอีกฝั่งก็มีสภาพไม่ต่างกับจุดที่พวกเขากำลังอยู่ มันอันตรธานหายไปเช่นกัน เมื่อพวกเขามองดูคร่าว ๆ มันไร้ซึ่งสัญญาณของสิ่งมีชีวิตใด ๆ ทั้งสิ้น



    สิ่งที่ดารินคิดว่าเป็นไปได้สุดกับสภาพเมืองที่เป็นเช่นนี้คือ เมืองอนิลบุรีโดนพลังงานบางอย่างที่น่ากลัวอย่างเหลือเชื่อยิงใส่ แต่สิ่งที่อยู่ในความคิดของดารินมันน่ากลัวกว่านั้น เมืองอนิลบุรีไม่ใช่เป้าหมายของการยิงพลังงานนี้ เมืองอนิลบุรีอาจเป็นเพียงทางผ่านเท่านั้น หากเมืองอนิลบุรีเป็นเป้าหมายหลักของพลังงานนี้ ควรจะมีหลุมขนาดยักษ์ที่แสดงถึงจุดสิ้นสุดของพลังงานนี้



    สภาพของเมืองอนิลบุรีเป็นเหมือนกับสิ่งกีดขวางทางกระสุนปืนที่ยิงออกมาจากปืน แม้ว่าจะมีความเป็นไปได้อีกอย่างคือ เมืองอนิลบุรีเป็นเป้าหมายที่แท้จริง แต่กระสุนมันไม่หยุดอยู่แค่ทำลายเมืองอนิลบุรี มันยังมีพลังเหลือที่จะไปต่อโดยที่ไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนได้ว่ามันจะไปสิ้นสุดลงที่ใด นั่นหมายความว่า ความเสียหายจากพลังงานนี้ไม่ได้มีแค่เมืองอนิลบุรีเท่านั้น อาจมีอีกสองหรือสามเมือง หรืออาจเป็นสิบเมือง ขอแค่มันอยู่ในเส้นทางของพลังงานนี้ สภาพของทุกอย่างจะไม่ต่างกับเมืองอนิลบุรีนี้เลย



    ตั้งแต่เกิดมาดารินไม่เคยเจอพลังเวทมนตร์ใดน่ากลัวเช่นนี้มาก่อน แม้กระทั่งการโจมตีของอสูรจักรราศี เธอค่อนข้างมั่นใจว่ามันไม่น่าจะน่ากลัวอะไรขนาดนี้ ดูจากขนาดของเมืองที่ถูกทำลายหายไป ความยิ่งใหญ่ของพลังงานนี้ควรจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางหลายกิโลเมตร เธอไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วอสูรจักรราศีจะสร้างพลังได้ยิ่งใหญ่น่ากลัวขนาดนี้หรือไม่




    “เห็นสภาพเมืองแล้ว ไม่แปลกใจเลยที่ป้อมเพลิงอะไรนั้นถึงดูไม่ค่อยมีคนเท่าไร” เทพไทรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว



    “พวกเราจะทำยังไงกันต่อคะ? อาจารย์” ธัญญ่ามองดารินขณะถาม



    ดารินหันซ้ายแล้วก็หันขวาก่อนจะกล่าวว่า “พวกเราจะแย่งกันเป็นสองทีม” เธอเว้นวรรคแล้วชี้บอกทิศทางขณะออกคำสั่ง “แยกกันไปคนละฝั่งตรงที่เห็นบ้านคนที่ยังเหลือนั่นแหละ ไม่แน่ปลายฝนกับอานนท์อาจยังรอพวกเราอยู่แถวนี้ แต่ถ้าไม่ก็หาเบาะแสให้ได้มากที่สุด แล้วค่อยกลับมาเจอกันตรงนี้อีกที”



    ทุกคนตอบรับคำสั่ง เทพไทกับธัญญ่าอาสาแยกไปทางฝั่งกำแพงด้านซ้ายมือ ส่วนดารินและดิเรกก็จับคู่กันไปทางฝั่งขวา แล้วทั้งสองทีมก็ขี่ตัวมาร์จาที่ยึดมาจากป้อมธารเพลิงไปยังบ้านที่พวกเขาหมายตาไว้

    คล้ายกับเรื่องมหากาพย์ดาบอนันต์มนตรา ภาค : โลกมนตรากฤตยา (มี E-Book) ที่คุณอ่าน