ภายในห้องพักของเรือนเหมันต์ ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวใดนอกจากการหอบหายใจหนักหน่วง
เย่เฉินเพิ่งกดข่มอักขระอสูรลงไปใต้กองโลหิตได้สำเร็จ ทว่าเขามิอาจปล่อยให้เวลาสูญเปล่า ชายหนุ่มนั่งขัดสมาธิตัวตรงดุจทวนศิลา รีดเค้นลมปราณที่เหลือเพียงน้อยนิด ดึงเอาฤทธิ์ของโอสถบงกชน้ำแข็งที่ยังตกค้างอยู่ในสายเลือดให้ตื่นตัวขึ้นมาอีกครั้ง
เขาใช้ความเจ็บปวดเป็นเตาหลอม บังคับปราณโอสถให้พุ่งตรงไปยังบาดแผลฉกรรจ์ที่หัวไหล่ซ้าย!
กระดูกที่แตกร้าวภายในข้อไหล่ค่อยๆ ขยับเข้าหากัน เสียงกระดูกเสียดสีกันดังแผ่วอยู่ใต้เนื้อหนัง ฉับพลัน... ปราณโอสถไหลทะลักผิดวิถีโคจร!
กล้ามเนื้อรอบบาดแผลกระตุกรัวจนควบคุมไม่อยู่ ลมหายใจของเย่เฉินขาดช่วงกะทันหัน หยาดเหงื่อสีแดงคล้ำไหลออกจากรูขุมขนทีละหยด ไหลผ่านลำคอแล้วหยดลงบนพื้นหิน กระดูกที่เพิ่งต่อเข้าหากันสั่นสะท้านเล็กน้อยทุกครั้งที่เขาสูดลมหายใจ ความเจ็บลึกประหนึ่งมีลิ่มเหล็กขูดกะเทาะอยู่ภายในข้อไหล่
ทว่าชายหนุ่มมิหยุดยั้ง... เขากดทับปราณโอสถอัดกระแทกลงไปซ้ำอีกครั้ง!
เย่เฉินขบกรามแน่นจนเกิดเสียงฟันกระทบกันลั่น เส้นเลือดบนขมับเต้นตุบเป็นจังหวะเดียวกับชีพจร เขาข่มความเจ็บปวดจากการต่อกระดูกด้วยตนเองโดยไม่ปริปากร้องโอดครวญแม้แต่ครึ่งคำ
ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเป็นจังหวะ
เย่เฉินตวัดเสื้อคลุมตัวใหม่ขึ้นสวมทับ ปกปิดร่องรอยโลหิตและท่อนแขนขวาอย่างมิดชิด เขาสูดลมหายใจลึก บังคับจังหวะชีพจรที่เต้นระรัวให้กลับมาราบเรียบ
ประตูกระดาษถูกเลื่อนเปิด ซูหลิงเอ๋อร์ก้าวเข้ามาภายในห้อง
กลิ่นคาวโลหิตที่ยังคงคละคลุ้งในอากาศ ปะทะเข้ากับโสตประสาทรับกลิ่นของนางทันที นางหยุดยืนครู่หนึ่ง นัยน์ตาหงส์ปรายมองคราบเลือดจางๆ ที่ติดอยู่บนขอบจอกชา จังหวะลมหายใจของชายหนุ่มตรงหน้าสะดุดเล็กน้อย ปลายนิ้วที่นางถือม้วนหยกนิ่งค้าง... ก่อนจะวางลงบนโต๊ะโดยไม่เอ่ยปากทักท้วงให้ผู้ใดต้องเสียหน้า
เย่เฉินนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เขายกจอกชาขึ้นช้าๆ ข้อมือมั่นคง ทว่ากล้ามเนื้อใต้แขนเสื้อกระตุกเป็นระยะ ชายหนุ่มมิได้หลบสายตา เขาจิบชาอุ่นเพื่อปัดเป่ากลิ่นคาวเลือดที่ยังจุกอยู่ในลำคอ
"สามวันให้หลัง..." ซูหลิงเอ๋อร์เปิดบทสนทนา นัยน์ตาหงส์ทอดมองชายหนุ่มเบื้องหน้า "แดนลับวิญญาณร่วงโรยจะเปิดออก... ศิษย์สายนอกสิบอันดับแรก ล้วนต้องเข้าร่วมการทดสอบ"
ซูหลิงเอ๋อร์ทอดสายตามองม้วนหยกบนโต๊ะ ก่อนจะเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"แดนลับวิญญาณร่วงโรย... ภายในซุกซ่อนค่ายกลบรรพกาลอันลี้ลับ" นางเว้นจังหวะลมหายใจ "สถานที่แห่งนั้นมีอำนาจสะกดพลังปราณ... ผู้ใดก้าวเท้าเข้าไป ตบะการบำเพ็ญเพียรจะถูกกดทับ ให้อยู่เพียงระดับรวบรวมลมปราณขั้นต้นเท่านั้น"
ความหมายของนางแจ่มชัด แดนลับแห่งนี้หาใช่สถานที่ประลองเวทวิชา ทว่าคือ 'แดนประหาร' ที่บีบให้ผู้ฝึกตนต้องใช้เพียงพละกำลังและสัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอด!
เย่เฉินมิได้ตอบรับ ทว่านิ้วมือที่วางบนโต๊ะค่อยๆ งอเข้าหากันจนปลายเล็บกดลงบนผิวไม้ มุมปากของเขาขยับเลื่อนขึ้นเล็กน้อยราวกับพานพบสิ่งที่รอคอยมาแสนนาน
ค่ายกลที่สะกดพลังปราณ บีบบังคับให้ทุกชีวิตต้องห้ำหั่นกันด้วยความดิบเถื่อนของเนื้อหนังและกระดูก... สำหรับผู้ที่หล่อหลอมสรีระด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส และแบกรับน้ำหนักของดาบยักษ์พันชั่งอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน...
สมรภูมิที่ไร้กฎเกณฑ์เช่นนี้... คือ 'ลานล่าสังหาร' ที่ถูกสร้างมาเพื่อเขาโดยแท้!
ห่างไกลออกไปจากความโอ่อ่าของยอดเขาชั้นใน
ณ หุบเขาอับชื้นที่ถูกตัดขาดจากแสงตะวัน กลิ่นเหม็นเน่าของหนองน้ำลอยคลุ้งผสมผสานกับไอพิษสีจาง ชายชุดดำจากหอคุมกฎคุกเข่าอยู่บนพื้นโคลนเบื้องหน้ากระท่อมไม้ผุพัง สองมือประคองสาส์นเลือดและกล่องไม้จันทน์บรรจุโอสถระดับปฐพีชูขึ้นเหนือศีรษะ
ร่างหนึ่งก้าวออกมาจากมุมอับแสง
ผิวเนื้อของมันเต็มไปด้วยตุ่มหนองพุพอง รอยเกล็ดอสรพิษสลักลึกอยู่ใต้ผิวลำคอ มันคือ 'ม่อหยาง' มือสังหารอันดับต้นๆ แห่งหอหมื่นพิษ!
ตะขาบมีพิษตัวเท่าลำแขนเลื้อยพันขึ้นมาตามหน้าแข้ง ม่อหยางยื่นมือออกไปคว้าจับลำตัวของมันไว้แน่น
กร๊วบ!
เสียงเปลือกแข็งแตกหักคานิ้ว ของเหลวข้นหนืดสีเขียวไหลทะลัก อาบย้อมร่องฝ่ามือ ผิวหนังที่เต็มไปด้วยตุ่มหนองขยับดูดซึมพิษร้ายนั้นเข้าไปอย่างตะกละตะกลาม
ม่อหยางรับสาส์นเลือดจากมือของชายชุดดำ นัยน์ตาสีเหลืองขุ่นดุจอสรพิษกวาดมองตัวอักษรที่เขียนด้วยความแค้นของหลิวหยวน หน้าอกของมันกระเพื่อมขึ้นลง เสียงหัวเราะครืดคราดลอดออกจากลำคอ
"แดนลับวิญญาณร่วงโรย..."
รอยแยกบนใบหน้าของมันฉีกกว้างขึ้นจนดูน่าสยดสยอง
"ช่างเป็นสุสานที่เหมาะเจาะยิ่งนัก"
ซูหลิงเอ๋อร์ก้าวพ้นจากบานประตูห้องและจากไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงม้วนหยกและกลิ่นหอมจางๆ
เย่เฉินลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาก้าวเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าบานหน้าต่าง ทอดสายตามองจันทร์เสี้ยวที่ลอยเด่นอยู่กลางดึก อากาศรอบตัวเขาหนักแน่นขึ้น ผ้าม่านข้างหน้าต่างสั่นไหวเบาๆ โดยไร้ลมพัดผ่าน
ชายหนุ่มยื่นมือซ้ายไปเบื้องหลัง เขากำด้ามดาบยักษ์ทัณฑ์ปฐพีไว้แน่น ข้อต่อกระดูกดังลั่นทีละข้อ ลมหายใจของเขาสอดประสานเป็นจังหวะเดียวกับน้ำหนักของศัสตรา
ดาบยักษ์ในมือซ้ายสั่นสะท้านเบาๆ รอยขาดบนผืนผ้าม่านปริกว้างขึ้นตามแรงกดดันปราณดิบเถื่อน พื้นไม้ใต้ฝ่าเท้าเกิดรอยร้าวลามออกไปเป็นทางยาว
"สามวัน..." เขาเอ่ยกับตนเอง แววตาคมกริบ "จงรีบสมานตัวให้ทันเวลา"
นัยน์ตาสีดำสนิทสะท้อนเพียงแสงจันทร์อันเวิ้งว้างและเยือกเย็น
"เพราะในแดนลับแห่งนั้น..."
"ข้าจะไม่เหลือพื้นที่... ให้พวกมันรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว!"
[จบตอนที่ 72]