เขาเคยคิดว่าเจียงจืออวี๋จะพัฒนาความแข็งแกร่งได้รวดเร็วแต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะเร็วขนาดนี้
ในขณะที่ทุกคนในห้องยังติดอยู่ในระดับผู้ฝึกหัดเธอกลับก้าวเข้าสู่ระดับผู้ฝึกยุทธ์ได้อย่างมั่นคงแล้ว
ที่สำคัญยิ่งกว่าคือความแข็งแกร่งของเจียงจืออวี๋เห็นได้ชัดว่าไม่อาจใช้เกณฑ์ของผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปมาวัดได้
ลำพังแค่แรงกดดันจางๆที่แผ่ออกมานั่น ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาจะทำได้แล้ว
เมื่อเทียบกับเธอแล้วค่าพลังเืของไป๋ฉางเซิงเพิ่งจะแตะ 39.7 แต้มทางยาวไกลสู่หนึ่งร้อยแต้มเพื่อวิวัฒนาการครั้งที่สามยังดูริบหรี่เหลือเกิน
ไป๋ฉางเซิงสลัดความคิดฟุ้งซ่านในหัวทิ้งแล้วอ้าปากกว้างส่งสัญญาณให้เจียงจืออวี๋ทันที
“หิวเร็วขนาดนี้เลย?”
เจียงจืออวี๋ยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อบนหน้าผากขาเรียวยาวข้างหนึ่งยื่นออกมา สอดเท้าขาวเนียนหมดจดเข้าไปในรองเท้าสลิปเปอร์
หากมองจากมุมของไป๋ฉางเซิงขาเรียวยาวทั้งสองข้างของเจียงจืออวี๋นั้นดูเพอร์เฟกต์เกินไปจริงๆ
ตอนที่เธอใส่ชุดนักเรียนเขาไม่เคยเห็นภาพนี้ชัดเจนเท่านี้มาก่อน
หลังจากลุกจากเตียงเจียงจืออวี๋เพียงพลิกมือเบาๆขาสัตว์อสูรขนาดเท่ากำปั้นที่มีเกล็ดปกคลุมก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
ในแหวนมิตินั้นบรรจุแต่เนื้อสัตว์อสูรที่เตรียมไว้ให้ไป๋ฉางเซิงในเมื่อตัวเองใส่ไว้ก็ไม่ได้ใช้ หลินจิงเหยาจึงยกแหวนมิติให้เจียงจืออวี๋ยืมไปก่อน
ดูจากรูปร่างแล้วบอกไม่ได้เลยว่าเ้าชิ้นส่วนนี้เคยเป็ของตัวอะไรมาก่อน
แต่นั่นไม่สำคัญเลยสิ่งสำคัญคือไป๋ฉางเซิงหิวแล้วจริงๆ
หลังจากเสริมพลังการย่อยเลื่อนเป็ระดับสามความอยากอาหารของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เนื้อขาอสูรที่ดูหนักร่วมครึ่งกิโลกรัมตรงหน้าเขาอ้าปากงับแล้วกลืนลงไปในคำเดียว
[ยินดีด้วย โฮสต์กลืนกินกิ้งก่าดาบสามสี ได้รับค่าพลังเื 2.7 และแต้มวิวัฒนาการ 0.6]
เสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นพร้อมกันค่าพลังเื 2.7 แต้มนั้นถือว่าไม่น้อยเลยหากเป็เมื่อก่อน มันเพียงพอจะเป็อาหารของเขาทั้งวัน
ทว่าในตอนนี้ไป๋ฉางเซิงกลับยังรู้สึกว่าท้องว่างเปล่าไม่มีวี่แววของความอิ่มเลยสักนิด
“หืม? ยังจะเอาอีกเหรอ?”
เจียงจืออวี๋เห็นไป๋ฉางเซิงจ้องหน้าเธออีกครั้งเธอรับรู้ถึงอารมณ์ที่ส่งผ่านมาได้จึงชะงักไปครู่หนึ่ง
จากนั้นเธอก็เริ่มนึกสนุกหยิบเนื้อสัตว์อสูรออกมาจากแหวนมิติอีกชิ้น
ชิ้นนี้ใหญ่กว่าขาเมื่อครู่อีกหนักเกือบหนึ่งกิโลกรัมได้
ไป๋ฉางเซิงอ้าปากงับโดยไม่ลังเลกลืนเนื้อทั้งก้อนลงไปทันที
[ยินดีด้วย โฮสต์กลืนกินเต่าศิลาพิสุทธิ์ ได้รับค่าพลังเื 3.4 และแต้มวิวัฒนาการ 0.9]
[ยินดีด้วย โฮสต์ปลดล็อกสาขาสายวิวัฒนาการที่ยังไม่เปิดใช้งาน:เกราะศิลาคุ้มกาย]
[เกราะศิลาคุ้มกาย: หลังเปิดใช้งานจะสร้างชั้นป้องกันธาตุดินขึ้นภายใต้เกล็ดเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันอย่างมหาศาล]
[แต้มวิวัฒนาการที่ต้องใช้ในการเปิดใช้งาน: 6 แต้ม]
สาขาสายวิวัฒนาการใหม่!
การเปลี่ยนแปลงกะทันหันนี้ทำให้ไป๋ฉางเซิงดีใจจนเนื้อเต้น
โดยเฉพาะหลังจากได้ฟังคำอธิบายของระบบความรู้สึกเซอร์ไพรส์ก็ยิ่งชัดเจนขึ้น
สำหรับความสามารถที่ช่วยรักษาชีวิตในยามคับขันเช่นนี้ไป๋ฉางเซิงย่อมไม่ขี้เหนียวแต้มวิวัฒนาการแน่นอน
เขาเหลือบมองแต้มวิวัฒนาการที่เหลือหลังจากอัปเกรดเสริมพลังการย่อยไปเหลืออยู่ 7 แต้มรวมกับที่เพิ่งได้รับมาอีก 1.5 แต้มทำให้เขามีแต้มเหลือเฟือถึง 8.5 แต้ม
ในเมื่อค่าพลังเืสำหรับการวิวัฒนาการครั้งที่สามยังสะสมไม่ครบก็ยังไม่ต้องกังวลเื่แต้มวิวัฒนาการ เขาจึงตัดสินใจได้ทันทีโดยไม่ลังเล
ระบบอัปแต้มเลย!
[หักแต้มวิวัฒนาการ 6 แต้มเปิดใช้งานสาขาสายวิวัฒนาการ เกราะศิลาคุ้มกาย สำเร็จ]
[สาขาสายวิวัฒนาการที่เปิดใช้งานในปัจจุบัน: เกราะศิลาคุ้มกาย Lv.1]
[แต้มวิวัฒนาการที่ใช้ในการอัปเกรดเกราะศิลาคุ้มกายครั้งต่อไป: 18 แต้ม]
ไม่มีความรู้สึกเ็ปใดๆเลยแม้แต่น้อย
ทันทีที่เสียงของระบบเงียบลงไป๋ฉางเซิงรู้สึกคันยุบยิบใต้เกล็ด ความรู้สึกนั้นค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วร่างก่อนจะเลือนหายไปจนหมดสิ้นในไม่กี่วินาที
เมื่อความรู้สึกเ่าั้จางไปไป๋ฉางเซิงก็ััได้อย่างชัดเจนว่ามีกระแสพลังงานบางอย่างไหลเวียนอยู่ตามิัของเขา
มันไม่ได้ดูหนาแน่นทรงพลังมากนักแต่มันมีอยู่จริง
หากมีการโจมตีใดๆที่ทลายการป้องกันของเกล็ดเข้ามาได้ก็จะต้องเจอกับแรงต้านทานจากกระแสพลังงานนี้เป็ด่านที่สอง
ไป๋ฉางเซิงคิดในใจ “ไม่ขาดทุน แถมดูเหมือนจะกำไรนิดหน่อยด้วยแฮะ”
แม้การวิวัฒนาการสายนี้จะเสียไปถึงหกแต้มแต่มันก็คุ้มค่าเกินราคา
“หน้าต่างสถานะ”
[ระบบกลืนกินระดับเทพเ้า]
[โฮสต์: ไป๋ฉางเซิง]
[เผ่าพันธุ์: งูเกล็ดขาว (การกลายพันธุ์รอบสอง)]
[ค่าพลังเื: 45.8]
[สาขาสายวิวัฒนาการที่เปิดใช้งาน: เสริมพลังการย่อย Lv.3, เกราะศิลาคุ้มกาย Lv.1]
[แต้มวิวัฒนาการที่ใช้งานได้: 2.5]
[สาขาสายวิวัฒนาการที่เปิดใช้งานได้: ไม่มี]
ผ่านไปสิบวันหน้าต่างสถานะก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ถ้าบอกว่าตอนเพิ่งทะลุมิติมาเขาคือสวะพลังรบห้าตอนนี้เขาก็เริ่มจะมีศักยภาพในการต่อสู้ขึ้นมาบ้างแล้ว
และหากดูจากประสิทธิภาพในการฟาร์มค่าพลังเืแบบนี้อีกไม่กี่วันค่าพลังเืของเขาก็น่าจะถึงเกณฑ์สำหรับการวิวัฒนาการครั้งที่สาม
ไป๋ฉางเซิงพึมพำในใจ “ค่าพลังเืหนึ่งร้อยแต้ม... ทหารอสูรระดับหนึ่ง”
แม้เป้าหมายของเขาจะเป็การเป็าาอสูรเพื่อจะได้จำแลงกายได้
แต่ท้ายที่สุดแล้วระดับทหารอสูรต่างหากคือด่านแรกที่เขาต้องก้าวข้ามไปให้ได้ในตอนนี้
วันต่อมาเจียงจืออวี๋ลาหยุด่เช้า เมื่อเธอกลับมาในมือก็มีเหรียญเกียรติยศผู้ฝึกยุทธ์ทำจากสำริดซึ่งเป็สัญลักษณ์ของผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนึ่งเพิ่มขึ้นมา
เมื่อมองดูเหรียญนี้ใบหน้าของเธอก็อดไม่ได้ที่จะมีรอยยิ้มประดับอยู่
“วางใจเถอะค่ะพ่อแม่ พอได้เหรียญนี้มาแล้วทางรัฐบาลจะให้เงินอุดหนุนเดือนละหนึ่งพันเหรียญพันธมิตรแถมยังมียาพลังเืให้อีกหนึ่งเม็ดด้วย”
“พ่อกับแม่ไม่ต้องกังวลเื่ทรัพยากรในการฝึกซ้อมของหนูหรอกนะคะหนูหาเองได้”
“แต่หลังจากเรียนจบ ม.6 หนูตั้งใจว่าจะลองไปที่ทุ่งร้างดูค่ะ”
เมื่อเห็นลูกสาวพัฒนาความแข็งแกร่งได้เร็วขนาดนี้พ่อและแม่เจียงย่อมรู้สึกยินดีเป็ธรรมดา
มีคนตั้งมากมายที่ใช้เวลาทั้งชีวิตแต่ก็ยังก้าวข้ามธรณีประตูของผู้ฝึกยุทธ์ไม่ได้
แต่เจียงจืออวี๋ใช้เวลาจากผู้ฝึกยุทธ์หัดมาเป็ผู้ฝึกยุทธ์เพียงแค่สิบวันเท่านั้น!
นั่นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพร์ด้านวิถีการต่อสู้ของเจียงจืออวี๋นั้นยอดเยี่ยมเหนือใคร
ทว่าพอได้ยินคำว่า‘ทุ่งร้าง’ หลุดออกมาจากปากลูกสาวทั้งคู่ก็หันมาสบตากันด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
หลังยุคมหาวิบัติมนุษย์ถูกบีบให้สละที่ดินจำนวนมหาศาล อพยพจากชายฝั่งเข้ามาสู่แผ่นดินตอนในจนกระทั่งอาศัยอาวุธาและเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ จึงสามารถสร้างเมืองต่างๆขึ้นมาได้อย่างยากลำบากในปัจจุบัน
แต่ถึงแม้วิถีการต่อสู้จะก้าวหน้ามาจนถึงทุกวันนี้มนุษย์ก็ยังไม่สามารถ่ชิงดินแดนที่สูญเสียไปกลับคืนมาจากเงื้อมมือของสัตว์อสูรได้
ดินแดนที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็บนบกหรือในมหาสมุทร ต่างถูกเรียกรวมกันว่า‘ทุ่งร้าง’
คำว่าทุ่งร้างสำหรับหลายคนแล้วมันคือขุมนรก คือสรวง์ของสัตว์อสูรและเป็เขตหวงห้ามของมนุษย์
แม้ทุกปีจะได้ยินข่าวว่ามีคนกอบโกยความมั่งคั่งมหาศาลกลับมาจากทุ่งร้างได้แต่ความจริงที่พบเห็นบ่อยกว่า คือมีผู้ฝึกยุทธ์นับไม่ถ้วนต้องาเ็สาหัส พิการหรือแม้กระทั่งทิ้งชีวิตไว้ที่นั่น
ทั้งคู่ตั้งใจจะเอ่ยปากเตือนแต่เจียงจืออวี๋ไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้พูดเธออุ้มไป๋ฉางเซิงเดินกลับเข้าห้องไปทันที
เจียงจืออวี๋หยิบเนื้อสัตว์อสูรออกมาจากแหวนมิติสองชิ้นเธอมองดูไป๋ฉางเซิงกินเนื้อด้วยแววตาที่เหม่อลอยเล็กน้อย
“พอเป็ผู้ฝึกยุทธ์แล้ว ทรัพยากรที่ต้องใช้นับวันก็ยิ่งมีแต่จะเพิ่มขึ้น”
“ต้องมียาพลังเืหนึ่งเม็ดในทุกสามวันเพื่อให้มั่นใจว่าความเร็วในการเพิ่มพลังเืจะไม่ตก”
“การเป็ผู้ฝึกยุทธ์ช่วยลดภาระทางการเงินได้บ้างก็จริงแต่มันก็แค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ”
“สุดท้ายก็ต้องไปทุ่งร้างอยู่ดี มีแต่การไปที่นั่นเพื่อล่าสัตว์อสูรถึงจะหาเงินมาซื้อของที่จำเป็สำหรับการฝึกซ้อมได้มากพอ”
“ถ้านายข้ามระดับไปเป็ระดับทหารอสูรได้ก็คงดี”
“ถึงตอนนั้นฉันจะไปสอบรับใบรับรองผู้ควบคุมสัตว์อสูรจะได้มีรายได้เพิ่มขึ้นมาอีกทางหนึ่ง”
เจียงจืออวี๋มองไปที่ไป๋ฉางเซิงพลางพึมพำกับตัวเองเบาๆ