อันเครื่องดนตรีจีนตั้งแต่โบราณมา มีมากมายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ผีผา อวี๋ ตี๋จี หรือกู่เจิง ล้วนแล้วแต่มีความไพเราะและเสน่ห์เฉพาะตัว ขึ้นอยู่กับความสามารถและจินตนาการของผู้บรรเลง
สำหรับข้าพเจ้าชมชอบซอเอ้อหู เพราะเป็นเครื่องดนตรีที่บรรเลงได้ลึกซึ้งเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกมากที่สุด
แผ่นดินจีนครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล มีชนเผ่าต่าง ๆ อาศัยอยู่นับร้อยกระจายไปทั่วทุกมณฑล แม้ผู้คนส่วนใหญ่จะเรียกตัวเองว่าชาวฮั่น แต่จะทำเหมือนชนกลุ่มน้อยไม่มีตัวตน ย่อมเป็นไปมิได้
เด็กชนเผ่าไป๋ ไม่เหมือนยุวชนมองโกล สตรีชาวทิเบต ย่อมแตกต่างจากสาวเผ่าม้ง แต่ทั้งหมดมีความน่ารักในแบบฉบับของตนเอง
น่าเสียดายที่เมื่อเวลาชาวฮั่นในภาคกลางเข้มแข็ง ก็มักจะยกกองทัพเข้าปราบปรามชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุแย่งชิงทรัพยากร หรือเพื่อกำราบไว้มิให้เป็นภัยในภายหน้า
ส่วนชนกลุ่มน้อยเล่า ก็มักจะเอาแต่รักษาอัตลักษณ์ของตน ไม่อาจรวมตัวกันเพื่อต่อสู้กับกองทัพอันเกรียงไกรของคนภาคกลางได้
หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ในอนาคตก็จะไม่มีกลุ่มชนซึ่งมีวิถีชีวิต จารีต ประเพณีหรือวัฒนธรรมอันแตกต่างงดงามหลงเหลืออยู่ ทุกผู้คนจะถูกมัดรวมกันราวขนมจ้าง บีบให้อยู่ภายใต้การปกครองจากส่วนกลาง บังคับให้ใช้ชีวิตไปในทิศทางเดียวกัน ราวกับเป็นหุ่นดินเผาไร้หัวใจ
แม้เหมือนครอบครองได้ทุกสิ่ง แต่ปราศจากอิสรเสรีที่แท้จริง ก็เท่ากับไม่ได้ครอบครองสิ่งใด ตลอดทั้งชีวิตมิได้มีโอกาสเป็นเจ้านายของตนเอง แม้จะมีมีความสุขยังต้องขออนุญาต แม้จะมีความทุกข์ยังต้องได้รับความยินยอม
นั่นเพียงแต่มีชีวิต แต่มิได้ใช้ชีวิต
สายลมพัดพาเมฆลอยลิ่ว
ต้นหญ้าไหวเอนมิอาจฝืน
ดวงใจประชาช้ำกล้ำกลืน
หยัดยืนลุกสู้อย่าดูแคลน
หนุ่มสาวสองคนเดินผ่านหน้าข้าพเจ้า ฝ่ายสตรีมีรัก ฝ่ายบุรุษมีเยื่อใย
“ความทรงจำของท่านเป็นอย่างไรบ้าง” เจียเจียถามขณะที่เดินประกบชิดกับเสี้ยวอู่หมิง ราวกับเกรงว่ามันจะหายไป
ไม่ว่าจะอ้วนท้วนหรือผอมแห้ง นางรู้ว่าจิตใจของมันเป็นเช่นเดิม เวลาลงมือกระทำการใด ส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อผู้อื่น
“ดีขึ้น ข้าพเจ้าสามารถจำเรื่องของท่านได้”
ประโยคนี้ทำให้เจียเจียชื่นใจ
“ประเสริฐมาก ให้ท่านจดจำเพียงข้าพเจ้า ไม่ต้องไปสนใจนางมารนั่น”
“เหตุใดท่านถึงเรียกเหมยฮวาว่านางมาร”
เจียเจียนึกทบทวน หากไม่นับเรื่องศัตรูหัวใจแล้ว ก็ไม่ทราบว่าเหมยฮวามีพฤติกรรมชั่วร้ายอย่างไร ที่เคยปะทะกับฝ่ายธรรมะ ก็เป็นตอนที่นางต้องต่อสู้มิให้ถูกจับกุม
“เพราะนางเป็นคนของพรรคปราบมังกร”
“พรรคปราบมังกร ข้าพเจ้ากลับจำเรื่องราวของพรรคนี้ได้”
“ท่านจำได้หรือไม่ว่าท่านทำงานอะไรมีตำแหน่งใด”
นี่เป็นเรื่องที่เจียเจียสงสัยมานาน
เสี้ยวอู่หมิงมองสบตาสีฟ้าอ่อนของนาง เจียเจียที่ผ่ายผอมเพราะตรอมใจตอนมันป่วยหนัก บัดนี้ เริ่มมีน้ำมีนวลขึ้น แก้มของนางจึงกลมเล็กน้อย ผิวขาวใสเป็นประกายต้องแสงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน
“ท่านน่ารักยิ่ง”
เจียเจียหน้าแดง เสี้ยวอู่หมิงแต่ก่อน แม้มิได้รังเกียจนาง แต่ก็ไม่มีทีท่าเกี้ยวพาราสีเช่นบุรุษอื่น นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่มันกระทำชัดเจน
หรือมันยังไม่หายดี แต่หากอาการป่วยทำให้มันปากหวาน นางก็ยินยอมให้มันหายช้าลงสักเล็กน้อย
“ท่านหัดพูดจาแบบนี้จากเส้าหลินหรือ”
เสี้ยวอู่หมิงถึงกับหัวเราะร่วน
“ข้าพเจ้าใช้เวลาครึ่งปีกับไต้ซือฟางเว่ย อีกครึ่งปีกับการฝังเข็มและยาต้ม คงไม่อาจมีอารมณ์เช่นนี้ได้ เจียเจีย ท่านดีต่อข้าพเจ้ายิ่ง ที่ผ่านมาโปรดอภัยให้บุรุษโง่เขลาคนนี้ด้วยเถิด”
เสี้ยวอู่หมิงยิ่งมายิ่งรุกไล่ จนเจียเจียเริ่มมือไม้ปั่นป่วน
“ข้าพเจ้าหิวแล้ว”
เสี้ยวอู่หมิงมองบ๊วยหวานดักปักษาอย่างเอ็นดู แท้จริงแล้วเจียเจียยังอ่อนต่อความรัก นางเพียงแต่ได้นิสัยกล้าหาญเปิดเผยจากบิดามารดาเท่านั้น
“ท่านอยากทานสิ่งใด”
“บะหมี่”
เหมยฮวานั่งอยู่ในห้องพัก แม้ประมุขหวงอนุญาตให้อยู่ที่นี่ แต่นางก็ไม่สะดวกที่จะเดินเตร่ไปมาเช่นเบย์ซา
ศิษย์ตระกูลหวง หากไม่มองนางจนตาค้าง ก็มีท่าทีหวาดระแวง แสดงว่าเรื่องที่นางเคยสังกัดพรรคมารคงร่ำลือกันไปทั่ว
แต่นางมิแยแส แต่ไหนแต่ไรนางไม่เคยสนใจว่าผู้อื่นจะคิดกับตนเช่นไร สิ่งที่กระทำไม่ว่าเป็นเรื่องดีหรือร้าย ล้วนเป็นไปเพราะนางต้องการเท่านั้น
สำหรับสตรีงามสุดหล้าฟ้าดิน ที่เติบโตมาโดยปราศจากความรักที่แท้จริง จะมีมุมมองต่อตนเองเช่นไร สถานที่ของนางในโลกนี้คือที่ใด
หรือแท้จริงไม่มีที่แห่งนั้น
ตอนนี้เรื่องที่ค้างคาใจ คือมันจดจำนางไม่ได้
จากการปะติดปะต่อเรื่องราว นางทราบแล้วว่าเสี้ยวอู่หมิงถูกต้าคลุ้มคลั่งกับพวกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส กลายเป็นคนพิการไปเกือบหนึ่งปี นี่ย่อมเป็นเพราะมันคอยช่วยเหลือนาง จึงถูกพรรคปราบมังกรเล่นงาน
นางกลับลืมว่าตนถูกชิโนะทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน
เสียงเคาะดังขึ้น
“เข้าไปได้หรือไม่”
เป็นหวงฮูหยิน
เหมยฮวาลุกไปเปิดประตู
“เชิญฮูหยิน”
หวงฮูหยินเดินไปนั่งที่เก้าอี้
เหมยฮวานั่งบนเตียง
หวงฮูหยินทราบว่านางตั้งใจรักษาระยะห่าง
“อาการบาดเจ็บของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
“เกือบเป็นปกติแล้ว ขอบคุณฮูหยิน”
หวงฮูหยินมองใบหน้าของเหมยฮวา แม้มีแววเศร้าไปบ้าง แต่ก็งามพิลาศกว่าสตรีทั่วไปหลายส่วน แม้แต่เจียเจียยังด้อยกว่าเล็กน้อย แต่ด้านความน่ารักสดใส เจียเจียอยู่เหนือนางเช่นกัน
“เสี้ยวอู่หมิงจำเจ้าไม่ได้จริงหรือ”
คำถามนี้จี้ตรงไปที่หัวใจของเหมยฮวา
“มันจำได้เพียงว่าเคยพบข้าพเจ้าที่อารามกลางป่า แต่จำเรื่องราวก่อนนั้นมิได้”
ภาพที่กระท่อมชาวนาและห้องอาบน้ำในวังหลวงฉางอานผุดขึ้นมาตามลำดับ คนผู้นี้แม้มีหน้าตาไม่น่ามอง แต่มันเข้ามาวุ่นวายในชีวิตนางมากเหลือเกิน
“นี่น่าจะเกิดจากการกระทบกระเทือนที่ศีรษะ ข้าฯจะลองหาหนทางรักษา แต่ต้องใช้ระยะเวลา แม้แต่เส้าหลินยังไม่อาจคืนความทรงจำให้มันได้ทั้งหมด”
เหมยฮวามีความหวังขึ้นมา หวงฮูหยินให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนญาติผู้ใหญ่ที่นางไม่เคยมี แม้จะเป็นมารดาของเจียเจีย แต่กลับไม่มีท่าทีรังเกียจนางแม้แต่น้อย
สำหรับเจียเจียเอง เหมยฮวารู้ว่านางเป็นคนอ่อนโยนและมีจิตใจดีงามกว่าที่แสดงออกมากนัก
พรรคปราบมังกรรวมไว้ด้วยตัวเลวร้ายขนานแท้ เหตุใดนางจะแยกไม่ออกว่าผู้ใดเป็นอย่างไร
หากเสี้ยวอู่หมิงกลับมาจำนางได้ เหมยฮวาตั้งใจจะจากไป ตระกูลหวงไม่ว่าจะอย่างไร มิใช่สถานที่ของนาง
มันช่วยเหลือนางมามากเกินไปแล้ว จนแม้แต่ชีวิตของตนก็แทบจะจบสิ้นเพราะนาง
เจียเจียย่อมดูแลมันได้ ความรู้สึกของเจียเจียที่มีต่อเสี้ยวอู่หมิง กระจ่างแจ้งดังแสงตะวันไร้เมฆบัง
สำหรับน้ำใจที่มันมีให้นาง คงมิอาจตอบแทน
ห้องทำงานของเว่ยกงกง
เป่าไฉกำลังสรุปรายงานที่เฟิงตงเปียนส่งม้าเร็วมาให้
“จากข้อมูลเหล่านี้ แสดงว่ามีความเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยในลั่วหยาง”
เว่ยกงกงยกถ้วยชาแดงขึ้นจิบ พลางใช้ความคิดอย่างรอบคอบ ฝ่ายพรรคปราบมังกรเริ่มดำเนินแผนการแล้ว แต่หากรีบกราบทูลพระจักรพรรดินี พระองค์คงมีคำสั่งให้เป่าไฉส่งกำลังเข้ากวาดล้างจับกุมผู้ต้องสงสัย ซึ่งน่าจะจับได้แต่พวกปลายแถว ส่วนชนชั้นผู้นำก็จะหลบซ่อนตัวเป็นเภทภัยต่อไปในภายหน้า
นี่ยังไม่นับว่าขุนนางผู้ใหญ่จำนวนมากไม่ยอมรับการดำรงอยู่ของพรรคปราบมังกร แต่มองว่าการลอบสังหารพระจักรพรรดินีเป็นฝีมือของผู้ที่ต้องการแย่งชิงแผ่นดิน โดยเฉพาะฝ่ายที่ต้องการล้มราชวงศ์อู่โจวและฟื้นฟูราชวงศ์ถังขึ้นมาใหม่
แม้ภายใต้การบริหารของพระนางบูเช็กเทียน บ้านเมืองจะพัฒนาไปมากมายหลายด้าน ประชาชนส่วนใหญ่ดำรงชีวิตอยู่อย่างผาสุก แต่ขุนนางเก่าและประชาชนบางส่วน ยังคงจดจำความเจริญรุ่งเรืองในยุคสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิถังไท่จงได้ อีกทั้งลึก ๆ แล้วเหล่าแม่ทัพนายกองบางคนไม่ยินยอมพร้อมใจที่ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของสตรี
การตัดสินใจของเว่ยกงกง อาจนำมาซึ่งความวุ่นวายในบ้านเมือง การเข่นฆ่าล้างตระกูล หรือความสงบเรียบร้อยก็เป็นไปได้ทุกทาง
ยิ่งตอนนี้ทรงมีพระชนมายุแปดสิบพรรษา แม้จิตใจจะยังเด็ดเดี่ยวเข้มแข็งสักเพียงใด แต่สภาพร่างกายย่อมเป็นไปตามวัย ส่วนฝ่ายองค์ชายและแม่ทัพทั้งหลาย เพียบพร้อมทั้งกำลังและความคิด โดยเฉพาะแม่ทัพที่คุมทหารนับแสนอยู่แดนไกล ยากที่จะทราบได้ว่าแต่ละคนมีมุมมองต่อสถานการณ์บ้านเมืองอย่างไร
หากมีรับสั่งเรียกพวกมันเข้ามาประหารชีวิต หรือแม้แต่ถอดถอนจากตำแหน่ง ก็อาจเป็นการกระตุ้นให้มีการก่อกบฏ หรือหากตัดสินใจลงโทษผิดคน ก็จะทำลายพันธมิตรไปอย่างน่าเสียดาย
นี่เป็นอีกครั้งที่เว่ยกงกงรู้สึกว่าตนชราแล้ว
การเดินทางกลับลั่วหยางคราวนี้ ไม่ทราบว่าทรงมีวัตถุประสงค์ใดซ่อนในพระทัย แต่ดูจากรับสั่งให้อัครมหาเสนบดีทั้งสองและเจ้ากรมทั้งหกตามเสด็จ ย่อมมิใช่การแปรพระราชฐานโดยทั่วไป ตลอดระยะเวลาที่ครองแผ่นดิน ทรงแสดงให้เห็นแล้วว่ามีทั้งความรู้ กลอุบายและความโหดเหี้ยมเด็ดขาด ที่แม้แต่บุรุษยังต้องยำเกรง
“พรรคปราบมังกรพุ่งเป้าไปที่สำนักตระกูลหวง มองผิวเผินจึงคล้ายเป็นการล้างแค้นเหตุการณ์ที่ฝ่ายธรรมะรวมกำลังบุกสังหารประมุขพรรคปราบมังกรเมื่อสี่สิบปีก่อน”
“ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็จะเป็นเรื่องราวภายในยุทธจักร ยากที่ทางการจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่หากปล่อยให้สำนักตระกูลหวงต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว เกรงว่าจะได้รับความเสียหายอย่างมาก ตระกูลหวงอย่างไรก็เป็นค่ายธรรมะที่ใกล้ชิดกับพวกเราที่สุด”
“ท่านกงกงมิต้องกังวล ประมุขหวงมีแผนเชิญพรรคแกนนำฝ่ายธรรมะมาประชุม หากพวกมันสามารถรวมตัวกันได้ จะมีกำลังมากกว่าพรรคปราบมังกร ทำให้เราพอมีเวลารับมือกับองค์ชายและแม่ทัพทั้งหลาย สำหรับขุนนางเก่าแก่ พวกมันยังต้องรอความชัดเจนจึงค่อยเลือกข้าง”
ความคิดของเป่าไฉตรงกับที่กงกงคาดไว้ทุกประการ
รายงานของเฟิงตงเปียนน่าพอใจอย่างยิ่ง บัณฑิตหนุ่มผู้นี้มีพร้อมทั้งความรู้ความสามารถ บุคลิกลักษณะโดดเด่นเหนือคนทั่วไป เสียแต่มันเคยทำร้ายผู้บังคับบัญชา ยากที่จะควบคุมบังคับ คล้ายสายลมที่พัดไปมา ไม่รู้ว่าจะหยุดยั้งลงที่ใด
เจียเจียทานบะหมี่อย่างเอร็ดอร่อย ตั้งแต่เสี้ยวอู่หมิงบาดเจ็บ ไม่ว่าหวงฮูหยินจะทำอาหารรสเยี่ยมเพียงไหน นางก็ทานได้แต่น้อย ยิ่งคิดถึงสภาพที่มันกลายเป็นคนพิการ บางมื้อเจียเจียกินข้าวมิลงด้วยซ้ำ นี่เป็นเหตุให้ซูบผอมไปหลายเดือน
บัดนี้ บะหมี่เนื้อธรรมดาที่ทานกับชายคนรัก กลับมีรสชาติราวอาหารเหลา นางทางหนึ่งใช้ตะเกียบคีบเส้นบะหมี่ ทางหนึ่งมองหน้าเสี้ยวอู่หมิง บะหมี่ในชามหมดลงอย่างรวดเร็ว
ตะเกียบถูกวางลง
เสี้ยวอู่หมิงยิ้ม
“หากท่านทานบะหมี่เนื้อได้อร่อยขนาดนี้ อาหารที่ตระกูลหวงคงเป็นพระกระยาหารแล้ว”
เจียเจียหน้าหมอง เพิ่งคิดได้ว่าที่ผ่านมา มารดาพยายามปรุงอาหารที่นางชอบหลายอย่าง แต่ตนมัวจมอยู่กับความเศร้า จึงไม่ค่อยได้ทานเท่าใด นี่ย่อมทำให้มารดาเป็นห่วงกังวลไม่น้อย
เสี้ยวอู่หมิงทำจมูกฟุดฟิด
“ท่านได้กลิ่นอันใด”
“ดอกไม้”
“แต่นี่ร้านบะหมี่”
ว่าแล้วเจียเจียก็ได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ แล้วแรงขึ้น เป็นกลิ่นคล้ายดอกไม้นับพันรวมกัน
สตรีวัยสามสิบคนหนึ่งนั่งลงที่โต๊ะเดียวกับหนุ่มสาวทั้งสอง กลิ่นหอมจากร่างของนางกลบกลิ่นอื่นในร้านไปจนหมดสิ้น
ใบหน้าของนางสวยเรียบแต่ลึกซึ้ง เสี้ยวอู่หมิงกับเจียเจียมองด้วยความสงสัย
“ท่านเป็นใคร”
เจียเจียตั้งสติได้ก่อน เนื่องจากสัญชาตญาณของสตรีที่กลัวว่าจะมีคนมาแย่งบุรุษของตน
นางรับรู้ได้ทันทีว่าผู้หญิงคนนี้มิใช่คนธรรมดา
“ผู้พี่ฮวายี่เชียน เห็นทั้งสองท่านมีความรักซาบซึ้งต่อกัน รู้สึกยินดียิ่ง จึงอุกอาจมาทำความรู้จัก”
เวลานางขยับตัวพูดจา มีกลิ่นหอมกว่าเดิม เสี้ยวอู่หมิงรู้สึกกว่าถูกกระตุ้นประสาทสัมผัสนาสิกที่ด้อยลงเพราะอาการบาดเจ็บ คล้ายร่างกายยังคงจดจำความสามารถพิเศษของตนได้ เพียงแต่อ่อนแอตามสภาพของเจ้าของร่าง
เจียเจียลอบเกร็งกำลังภายใน
“ผู้น้องเสี้ยวอู่หมิง คิดว่าเราเคยพบกันมาก่อนครั้งหนึ่ง”
เจียเจียตาขุ่น ใบหน้าปรากฏคำถามอย่างชัดเจนว่ามันแอบไปพบกันมาเมื่อใด
“นับว่าท่านเสี้ยวสายตาดียิ่ง ข้าฯปรากฎกายเพียงเล็กน้อย ก็ยังอุตส่าห์จดจำได้”
นางคือคนที่เสี้ยวอู่หมิงเห็นยืนบนกำแพงรั้วตระกูลหวงในคืนนั้น แต่ความจริงเสี้ยวอู่หมิงแทบมองไม่เห็นหน้านาง สิ่งที่มันจำได้คือกลิ่นหอมไม่มีใดเทียม
“พวกเรามิได้รู้จักกันและไม่อยากรู้จักด้วย”
เสี้ยวอู่หมิงแปลกใจที่เจียเจียแสดงความไม่เป็นมิตรออกมาขนาดนี้ เมื่อหันไปมองฮวายี่เชียน ก็ไม่เห็นว่านางจะสะสวยดังเช่นเหมยฮวา
แต่หากมันไม่หลอกตัวเอง นางน่ามองยิ่งนัก
“เสี้ยวเอ้อคิดเงินค่าบะหมี่โดยเร็ว” เจียเจียหันไปตะโกน
เสี้ยวเอ้อ ซึ่งเป็นทั้งเจ้าของร้านพ่อครัวและรับเหมาทุกตำแหน่ง รีบลนลานมาคิดเงิน ด้วยเห็นวี่แววของคนทะเลาะกันตั้งเค้ามา วันนี้มันยังขายบะหมี่มิได้กำไร หากถูกพังร้านเสียก่อนก็ย่ำแย่แล้ว
“ถ้าไม่รังเกียจ ข้าพเจ้าขอเลี้ยงบะหมี่ท่านทั้งสอง”
“รังเกียจ”
เจียเจียกระชากเสียง แล้วรีบดึงเสี้ยวอู่หมิงออกจากร้านมาอย่างเร็ว
“เหตุใดท่านรีบร้อนนัก”
“นางเป็นศัตรู”
“เป็นไปได้ แต่เราน่าจะลองหยั่งดูตื้นลึกหนาบางของนางก่อน”
“นางงดงามเกินไป”
เสี้ยวอู่หมิงถึงกับอึ้ง จะว่าฮวายี่เชียนงามนั้นก็งามอยู่ แต่นางดูมิได้งามเท่าเหมยฮวาและไม่น่ารักสดใสเท่าเจียเจีย แถมยังอายุมากกว่าพวกตน เหตุใดเจียเจียถึงหึงหวงจนเกินเหตุ
“ท่านไม่ทราบหรือว่าพอนางเข้ามา ท่าทางท่านก็เหมือนคนเหม่อลอยสติสตังบินไปแสนไกล”
“ฮ้า คุณหนูเจียกล่าวโทษข้าพเจ้าไปแล้ว ต่อหน้าคุณหนู ข้าฯหรือจะกล้าทำเช่นนั้น”
“หากข้าฯ ไม่เห็นละ”
“แหะแหะ นั่นย่อมเป็นอีกประการหนึ่ง”
เสี้ยวอู่หมิงรู้สึกเจ็บที่เอวเล็กน้อย พลางสงสัยว่าเจียเจียที่น่ารักไปร่ำเรียนวิชาดัชนีมาจากที่ใด