"เจ้าพบอสูรตัวนี้ที่ใด" ฉินรั่วปิงเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง
หลี่ซวนตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา "ผู้น้อยพบมันใกล้ๆ เมืองเทียนอวี่ขอรับ"
ฉินรั่วปิงขมวดคิ้วเล็กน้อย
"เช่นนั้นหรือ... ข้าไม่คิดเลยว่าบริเวณใกล้สำนักจะมีอสูรสายเลือดปรากฏตัว ไว้ข้าจะหาโอกาสไปตรวจสอบด้วยตนเอง"
จากนั้นนางจึงมองเขี้ยวทั้งสองซี่ ก่อนกล่าวต่อ
"เขี้ยวทั้งสองนี้ข้าขอรับซื้อ แม้มันจะเป็นเพียงอสูรสายเลือดระดับหนึ่ง แต่ก็ยังถือเป็นของหายาก"
นางคำนวณอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานนางก็กล่าวว่า "เขี้ยวทั้งสองซี่ข้าให้เจ้าห้าร้อยหินวิญญาณ ผลึกอสูรของวานรเขี้ยวแดงข้าให้เจ็ดสิบหินวิญญาณ รวมกับผลึกอสูรทั้งหมด แม้ส่วนใหญ่จะเป็นระดับต่ำ แต่บางชิ้นก็มีคุณภาพสูงอยู่บ้าง ซึ่งคุณภาพระดับนี้ข้ารับซื้อสิบหินวิญญาณ"
นางสรุปยอด "หากคำนวณคร่าวๆ ทั้งหมด... เป็นเจ็ดร้อยสี่สิบเจ็ดหินวิญญาณ"
"เจ็ดร้อยสี่สิบเจ็ด!"
หลี่ซวนถึงกับตกตะลึง เขาไม่คิดเลยว่าวานรเขี้ยวแดงจะมีมูลค่าสูงถึงเพียงนี้ เพียงเขี้ยวสองซี่กลับมีค่ามากกว่าผลึกอสูรทั้งหมดรวมกันเสียอีก!
หากมีหินวิญญาณมากขนาดนี้ ไม่เพียงแต่น่าจะพอให้เขาทะลวงสู่ลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปซื้อทรัพยากรอื่นๆ เพื่อช่วยในการบำเพ็ญได้อีกมาก
หลี่ซวนรีบประสานมือคารวะ "ผู้น้อยขอขอบคุณผู้อาวุโสฉิน"
ฉินรั่วปิงเพียงยิ้มบางๆ "จะขอบคุณข้าทำไม นี่เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรม ยิ่งไปกว่านั้น... เจ้ามอบข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับอสูรสายเลือดให้แก่ข้า ข้าจะเพิ่มใหีกสองร้อยหินวิญญาณถือเป็นค่าข่าวสาร หากข่าวนี้เป็นจริง สิ่งที่ข้าจะได้รับ ย่อมมีค่ามากกว่าหินวิญญาณเพียงสองร้อยก้อนเสียอีก"
หลี่ซวนได้ยินดังนั้นก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดข้อมูลนี้จึงมีค่าถึงเพียงนั้น แต่เขาก็ยินดีรับไว้
"เช่นนั้น... รวมทั้งหมดเป็นเก้าร้อยสี่สิบเจ็ดหินวิญญาณ"
หลี่ซวนรับถุงหินวิญญาณมาไว้ในมือ ก่อนจะรู้สึกถึงน้ำหนักของมัน แม้ถุงใบนี้จะมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ภายในกลับบรรจุหินวิญญาณที่ผู้บำเพ็ญระดับลมปราณแรกเริ่มจำนวนมากอาจต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะสะสมได้
เขาอดถอนหายใจอยู่ภายในใจไม่ได้ ‘โลกของผู้บำเพ็ญ... เพียงของชิ้นเดียว ก็มีมูลค่ามหาศาลถึงเพียงนี้’
ฉินรั่วปิงเห็นท่าทางของเขา ก็ยิ้มบางๆ "ดูเหมือนเจ้ายังไม่คุ้นชินกับการใช้หินวิญญาณ"
หลี่ซวนพยักหน้ารับอย่างไม่ปิดบัง
"ขอรับ ก่อนเข้าสำนัก ข้าแทบไม่เคยพบเห็นหินวิญญาณเลย มีเพียงข้อมูล"
ฉินรั่วปิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "เช่นนั้นเจ้าจงจำไว้ หินวิญญาณไม่เพียงใช้ในการบำเพ็ญ แต่มันคือรากฐานของโลกผู้บำเพ็ญ ไม่ว่าจะซื้อโอสถ อาวุธ วิชายุทธ์ ยันต์ ค่ายกล หรือแม้แต่การเช่าถ้ำพำนักและสถานที่ฝึกฝนต่างๆ ล้วนต้องใช้หินวิญญาณทั้งสิ้น ผู้บำเพ็ญจำนวนมากถึงกับยอมเสี่ยงชีวิตเพียงเพื่อหาหินวิญญาณเพิ่มขึ้นอีกไม่กี่ก้อน เพราะฉะนั้น... จงใช้มันอย่างระมัดระวัง"
หลี่ซวนประสานมือคารวะ "ผู้น้อยจะจดจำคำสอนของผู้อาวุโสไว้ขอรับ"
ฉินรั่วปิงพยักหน้าเล็กน้อย "การแลกเปลี่ยนเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าไปได้"
"ขอรับ" หลี่ซวนประสานมือคารวะอีกครั้ง ก่อนหมุนตัวเดินออกจากห้องไป
ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าของฉินรั่วปิงค่อยๆ เลือนหายไป เหลือเพียงสีหน้าเรียบนิ่ง นางก้มมองผลึกอสูรสายเลือดในมือ ก่อนพึมพำกับตนเอง
"วานรเขี้ยวแดง... ในที่สุดก็พบเบาะแสอสูรสายเลือดเสียที หากบริเวณเมืองเทียนอวี่มีวานรเขี้ยวแดงจริง เช่นนั้นย่อมต้องมีวานรเขี้ยวแดงตัวโตหรือตัวเต็มวัยอยู่ไม่ไกล หากเป็นอสูรสายเลือดระดับสอง ข้าคงรวบรวมผู้บำเพ็ญระดับฐานวิญญาณของสำนักที่ไว้ใจได้ไปร่วมมือกันล่ามันได้ นี่อาจเป็นโอกาสสำคัญ... ที่จะทำให้ข้าทะลวงสู่ระดับฐานวิญญาณขั้นปลาย แต่หากเป็นอสูรสายเลือดระดับสาม..."
ฉินรั่วปิงถอนหายใจเบาๆ "คงต้องทำได้เพียงรายงานต่อเหล่าผู้อาวุโส อย่างน้อยข้าก็น่าจะได้รับผลตอบแทนอยู่บ้าง"
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ "ช่างเถิด... ตอนนี้พวกผู้อาวุโสกับสหายระดับฐานวิญญาณขั้นปลายคงกำลังเตรียมตัวสำหรับการประลองพันธมิตรเมฆา คงไม่มีผู้ใดมีเวลาสนใจเรื่องนี้ รอให้การประลองผ่านพ้นไปก่อน อีกครึ่งปีค่อยไปแจ้งก็ยังไม่สาย แต่ที่สำคัญ ข้าต้องไปตรวจสอบดูด้วยตนเองเสียก่อน"
เมื่อคิดได้ดังนั้น นางก็เก็บผลึกอสูรและเขี้ยววานรเขี้ยวแดงลงในกล่องหยกอย่างระมัดระวัง ก่อนลุกขึ้นเดินกลับออกไปยังหอแลกเปลี่ยน เพื่อทำหน้าที่ของตนดังเดิม
ขณะเดียวกัน หลี่ซวนเดินออกจากหอแลกเปลี่ยนด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความยินดี
หินวิญญาณเก้าร้อยกว่าก้อน สำหรับศิษย์ใหม่เช่นเขา นับว่าเป็นทรัพย์สินก้อนมหาศาล เขาแทบรอไม่ไหวที่จะใช้หินวิญญาณเหล่านี้ทะลวงสู่ลมปราณแรกเริ่มขั้นปลาย
ทว่าไม่นาน เขาก็สงบสติอารมณ์ลงได้
‘ไม่... ข้าควรไปหอตำราก่อน ความรู้เกี่ยวกับโลกผู้บำเพ็ญของข้ายังน้อยนัก การเร่งร้อนบำเพ็ญโดยไร้ความเข้าใจ... มีแต่จะทำให้เดินผิดทาง ก่อนคิดก้าวไปข้างหน้า ข้าย่อมต้องเข้าใจโลกผู้บำเพ็ญให้มากกว่านี้เสียก่อน’
หลังจากหลี่ซวนจากไปได้ไม่นาน ชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดศิษย์ก็รีบวิ่งกลับไปยังเขตที่พักของศิษย์นอก บริเวณปลายลาน มีศิษย์อยู่สี่ถึงห้าคนกำลังรวมตัวพูดคุยกันอยู่
"พี่หลิน! ข่าวใหญ่!" ชายหนุ่มรีบวิ่งเข้าไปด้วยท่าทางร้อนรน
ชายผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มเงยหน้าขึ้น เขามีนามว่า หลินเซวียน ชายหนุ่มรูปร่างสูง สวมอาภรณ์ศิษย์สีฟ้า ใบหน้ามีรอยแผลจากเขี้ยวอสูรพาดผ่านแก้มซ้าย แม้หน้าตาจะไม่ได้โดดเด่นนัก แต่กลับมีแววตาเฉียบคมและเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ ระดับการบำเพ็ญของเขาอยู่ที่ลมปราณแรกเริ่มขั้นปลาย
หลินเซวียนขมวดคิ้ว "มีเรื่องอันใด ถึงได้วิ่งจะโกนมาเช่นนี้"
ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก ก่อนเอ่ยออกมา "พี่หลิน! ข้าเห็นศิษย์ใหม่คนหนึ่ง... มันมีกระเป๋ามิติ!"
สิ้นเสียงนั้น ศิษย์ทั้งกลุ่มต่างเบิกตากว้าง
"กระเป๋ามิติ? เจ้ามองผิดหรือไม่!"
ชายหนุ่มรีบส่ายหน้า "ไม่ผิดแน่นอน! ข้าเห็นมันเปิดกระเป๋ามิติต่อหน้าพี่ฉินกับตา ไม่มีทางผิดแน่!"
หลินเซวียนหรี่ตาลง "อืม... เจ้ามาบอกข้าเช่นนี้ แสดงว่าศิษย์ใหม่ผู้นั้น คงไม่ได้แข็งแกร่งมากสินะ"
ชายหนุ่มรีบพยักหน้า "ใช่แล้วพี่หลิน ข้าไม่กล้าแผ่จิตสัมผัสไปตรวจสอบเพราะกลัวมันจะรู้ตัว แต่ข้าได้ยินข่าวมาจากศิษย์หญิง ศิษย์ใหม่ผู้นั้นเพิ่งเข้าสำนักเมื่อวาน ระดับการบำเพ็ญอยู่เพียงลมปราณแรกเริ่มขั้นกลางสูงสุดเท่านั้น!"
ศิษย์อีกคนหัวเราะเบาๆ "เหมือนว่าข้าจะจำได้แล้ว ข้าได้ยินมาอีกว่า เจ้าหมอนั่นหน้าตาหล่อเหลา ตั้งแต่เข้ามาก็มีศิษย์หญิงพูดถึงกันทั่วสำนัก"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินเซวียนก็แค่นหัวเราะ "หึ... ก็แค่มีใบหน้าดีกว่าคนอื่นเล็กน้อย ในโลกผู้บำเพ็ญ หน้าตาดีแล้วอย่างไร สุดท้ายก็ต้องวัดกันที่พลังอยู่ดี!"
ลูกน้องรีบพยักหน้าประจบ "แน่นอน! พี่หลินแข็งแกร่งกว่ามันตั้งหลายเท่า ต่อให้มันหน้าตาดีเพียงใด ก็ไม่มีทางเทียบพี่หลินได้ อีกอย่าง... พี่หลินของพวกเราก็หล่อเหลาสง่างามกว่ามันตั้งเยอะ!"
เมื่อได้ยินคำประจบเช่นนั้น หลินเซวียนก็หัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจ "ฮ่าๆๆ เจ้าก็พูดเกินไป!"
แม้ปากจะกล่าวเช่นนั้น แต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนแม้แต่ใบหน้ายังแดงขึ้นเล็กน้อยด้วยความภาคภูมิใจปนหลงตัวเอง คนรอบข้างเห็นดังนั้นต่างก็ได้แต่แอบยิ้มอยู่ในใจ เพราะต่างรู้ดีว่าหลินเซวียนเป็นคนที่ชื่นชอบคำเยินยอเป็นที่สุด
จากนั้นหลินเซวียนจึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "หากมันอยู่เพียงลมปราณแรกเริ่มขั้นกลางสูงสุด ก็ห่างจากข้าเพียงขั้นเดียว สำนักย่อมอนุญาตให้ข้าท้าประลองเดิมพันกับมันได้"
ลูกน้องอีกคนรีบเอ่ยเสริม "พี่หลิน ศิษย์ใหม่ย่อมไม่รู้ราคาที่แท้จริงของกระเป๋ามิติ หากพวกเรานำหินวิญญาณออกมาเดิมพัน ข้าเชื่อว่ามันต้องตอบรับแน่นอน!"
หลินเซวียนส่ายหน้า "ต่อให้รวบรวมหินวิญญาณของพวกเราทั้งหมดในนี้ที่สะสมกันมาตั้งหลายปี ก็คงมีเพียงหนึ่งพันก้อน ยังไม่ถึงหนึ่งในห้าของมูลค่ากระเป๋ามิติด้วยซ้ำ"
ลูกน้องรีบยิ้มเจ้าเล่ห์ "แต่มันไม่รู้เรื่องนี้นี่ขอรับ! สำหรับศิษย์ใหม่ หนึ่งพันหินวิญญาณก็นับว่ามหาศาลแล้ว อีกอย่าง... หากพี่หลินพูดยั่วยุมันอีกสักหน่อย ต่อให้มันไม่อยากรับคำท้า ก็คงทนเสียหน้าปฏิเสธต่อหน้าศิษย์คนอื่นไม่ได้"
ศิษย์ที่เหลือพากันหัวเราะรับ "ใช่แล้ว ศิษย์ใหม่มักเลือดร้อน เพียงยั่วยุไม่กี่คำก็ติดกับแล้ว"
หลินเซวียนยิ้มมุมปาก แววตาเต็มไปด้วยความละโมบ ตั้งแต่เข้าสำนักมา นอกจากพวกอัจฉริยะพวกนั้นแล้ว ก็มีเพียงไม่กี่คนในระดับเดียวกันที่สามารถเอาชนะเขาได้ แล้วศิษย์ใหม่เพียงคนเดียว... จะมีปัญญาทำอันใดเขาได้!
"ดี... พรุ่งนี้ข้าจะไปหามันด้วยตนเอง หวังว่าเจ้าศิษย์ใหม่นั่นจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง"
ภายในดวงตาของหลินเซวียน ประกายแห่งความโลภฉายวาบขึ้นอย่างชัดเจน เพราะในสายตาของเขา... กระเป๋ามิตินั้น ได้กลายเป็นของของเขาไปแล้ว
และผู้แพ้ในวันพรุ่งนี้... ย่อมไม่ใช่เขาแน่นอน!