หลังเหตุการณ์ต่าง ๆ ผ่านไปสามวัน ป้ายอัคนีก็ประกาศข่าวการแต่งตั้งตัวแทนสำนักเข้าสู่ป่าอสูรสวรรค์ พร้อมกับการประกาศของผู้อาวุโสสูงสุด เริ่มจากวันพรุ่งนี้ ศิษย์ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าไปคัดเลือกคัมภีร์ที่ตนเองสนใจในระดับระดับวิญญาณพลังตะวันแดงในหอยุทธ์ชั้นห้า ที่ชั้นห้านี้ไม่ได้เปิดมานานแล้ว ด้านในจะมีลานฝึกยุทธ์หลายส่วนพวกเจ้าเข้าไปเลือกดูและฝึกฝน พวกเจ้าสามารถเลือกได้ตามใจพวกเจ้า เจ้าสามารถอยู่ฝึกในหอยุทธ์ได้ใน 10 วัน หลังจากสิบวันเจ้าจะต้องกลับออกมา
นอกจากนี้ 1 ใน 10 ที่มีพลังสะสมมากที่สุดในครั้งนี้ ก็คือ ลี้เฟย เจ้าเข้าไปในหอปรมาจารย์บรรพกาลที่อยู่ด้านหลังนอกหอยุทธ์ได้เช่นกัน ส่วนเจ้าจะได้อะไรหรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าแล้ว
ศิษย์สายในและสายนอกต่างเข้าไปที่หอยุทธ์ด้านใน ปกติจะเปิดเพียงสามขั้น โดยศิษย์สายในขึ้นได้ถึงชั้นสาม แต่ในครั้งนี้ การเปิดชั้นห้า ทำให้เกิดความตื่นเต้น เพราะวิชาในชั้นห้า เรียกได้ว่าเป็นระดับชั้นแนวหน้าและสุดยอดของสำนักก็ว่าได้ เพียงแต่ใครจะมีปราณพลังที่เข้มแข็งและเรียนได้หรือไม่ นับเป็นอีกเรื่อง
"พวกเจ้ามีเวลาเลือกและเรียนให้เสร็จสิ้นภายในหอยุทธ์ ห้ามนำตำราออกไปด้านนอก หากเจ้าเลือกแล้ว และไม่สำเร็จ เจ้าก็จะขาดโอกาสที่ดีไป ดังนั้น จงอย่าโลภ เลือกให้พอดีกับกำลังของตนเองเท่านั้น" รองจ้าวสำนักตงเจ๋อถือสุราเดินโยกเยกพร้อมทั้งประกาศให้ศิษย์ทั้งหมดฟัง
"อีกประการ พวกเจ้าศิษย์สายนอกที่ผ่านคัดเลือกในรุ่นนี้ พลังในแผ่นหินอัคนีหยกตอนที่กลับออกมามีระดับเหลือน่าพอใจถือว่ามีความสามารถ ทางสำนักจะอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้พวกเจ้าทั้งห้าคน จะได้เลื่อนขึ้นเป็นศิษย์สายในทันที" จ้าวสำนักเดินเข้ามาและประกาศให้ทุกคนได้ยิน
"ขอบคุณท่านจ้าวสำนัก ขอบคุณท่านอาวุโสทุกท่าน" เสียงศิษย์สายนอกตะโกนออกมาพร้อมแสดงความคารวะด้วยความยินดี
หลงชิงเอ๋อ ลี้เฟย และหงฟงหมิน เดินเลือกคัมภีร์ที่ตนเองต้องการ ทว่าก็ยังไม่ได้ซักที จนเวลาผ่านไปเกือบค่อนวัน หงฟงหมินก็ได้คัมภีร์ทวนสุริยันจันทรา เนื่องจากหงฟงหมินเป็นคนที่ชอบวิชาทวน จึงตั้งใจเลือกวิชานี้ วิชานี้ เหมาะกับระดับชั้นราชันขึ้นไป และผู้ฝึกต้องอยู่ในระดับใกล้เคียงพลังหลากสีแดง เพราะพลังมีความรุนแรงมากนั่นเอง หงฟงหมินอยู่ในระดับวิญญาณ ตะวันหลากสีแดง จึงไม่มีปัญหา อีกเพียงไม่นาน คาดว่าจะขึ้นระดับราชัน หรือจะให้พูดอีกอย่างก็คือ ขณะนี้ น่าจะอยู่ระดับกึ่งราชันแล้วก็ว่าได้
วิชาทวนเหมาะกับการต่อสู้ไม่ประชิดตัว อาศัยความได้เปรียบในการจู่โจมระยะห่างตัว แต่ต้องพยายามทำให้คู่ต่อสู้เสียหายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต่อเมื่อเป็นระยะประชิด ทวนจะเสียเปรียบ เพราะทวนมีลักษณะยาวนั่นเอง หงฟงหมินพบว่าในคัมภีร์ทวนสุริยันจันทรา ใช้วิธีการใช้ทวนแบบแยกส่วน รวมส่วน โดยรวมส่วนใช้การต่อสู่จู่โจมระยะห่างตัว แต่แยกส่วนของทวนเมื่อใช้ต่อสู้ประชิด ความยากคือการแยกส่วน ทวนทั้งสองจะแยกออกเป็นอาวุธสองมือ มือสองข้างมีความถนัดต่างกัน ดังนั้นจึงต้องเน้นการฝึกความถนัดของการใช้อาวุธทั้งสองมือ เพื่อให้มีพลังทัดเทียมกันทั้งสองมือ คือ ส่วนสุริยัน และส่วนจันทรา เปรียบประดุจความถนัดของมือสองมือ เมื่อประสานพลังจะทำให้เป็นหนึ่งเดียว เมื่อแยกคือการตีขนาบด้วยสองพลังไม่แพ้กัน
หลงชิงเอ๋อปกติมีวิชาธาตุน้ำและธาตุวายุเป็นฐาน เป็นสายธาตุเย็น ดังนั้น นางจึงอยากเพิ่มความแข็งแกร่งให้มากขึ้นอีก เพลงกระบี่ที่นางมีก็ทรงพลังอยู่แล้ว แต่หากต้องการก้าวไปอีกระดับ นางต้องหากระบี่เล่มใหม่ เพราะกระบี่นางในขณะนี้ แตกเสียหายจากการใช้เป็นโล่กระบี่ในตอนอยู่ที่วิหารบรรพกาลไปแล้ว
หลงชิงเอ๋อเดินวนไปที่ทางขึ้นชั้นหก ก็สะดุดตากับคัมภีร์เล่มสีฟ้าอ่อน เมื่อหยิบมาดูพบว่า เป็นชื่อวิชากระบี่วารีเหมันต์ วิชานี้เป็นวิชาที่ใช้ธาตุเย็น ไม่มีปราณอัคคีที่เป็นจุดเด่นของสำนักอัคคีไห่เหิงแต่อย่างใด หากแต่เมื่ออ่านไปพบว่า เป็นการแปรธาตุร้อนให้เป็นธาตุเย็น ผู้ฝึกจะต้องทนต่อความเปลี่ยนแปลงร้อนหนาวได้เป็นอย่างดี พลังจึงจะให้ผล พลังของกระบี่วารีเหมันต์ จะส่งพลังน้ำแข็งเย็นเป็นเกล็ดน้ำแข็งพุ่งออกไปยังฝ่ายตรงข้าม เมื่อไปถึงแล้ว พลังน้ำแข็งจะระเบิดไออัคคีที่ถูกห่อหุ้มอย่ภายในให้ระเบิดออกมา
ขั้นแรกของการฝึก คือ ต้องรวมธาตุอัคคีและธาตุวารีคือธาตุน้ำให้ได้ แต่แยกเป็นสองสายพลัง จากนั้นรวมเข้าสู่ร่างโอบอุ้มด้วยปราณเป็นหนึ่งเดียว ร้อนซ่อนในเย็นหุ้มนอก ส่งไปที่กระบี่
ขั้นที่สอง เมื่อรวมพลังสองสายเป็นหนึ่งเดียวได้แล้ว ต้องฝึกฝนการส่งพลังเข้ากระบี่ไว้รุกและรับ จากนั้นขับเคลื่อนพลังส่งผ่านกระบี่เป็นอาวุธออกไปได้เช่นกัน วิชานี้ดูเหมือนง่าย แต่แท้จริงไม่ง่ายนัก อย่างไรก็ดี พื้นฐานเจตจำนงการรวมธาตุนำมาใช้กับวิชานี้ได้เป็นอย่างดี หลงชิงเอ๋อนำวิชานี้ไปอ่านศึกษาและไปที่ลานฝึกในหอยุทธ์ด้านในเพื่อฝึกฝน
ในส่วนของเว่ยหัว นับตั้งแต่ออกมาจากวิหารบรรพกาล ก็เปลี่ยนไป เป็นคนที่พูดน้อย สายตาก็ไม่ได้แข็งกร้าวกับผู้ใดและยังไม่พบว่ามีการระรานหรือมีปากเสียงใด ๆ กับลี้เฟย หากจะบอกว่ากลัวลี้เฟยก็ไม่น่าจะใช่ น่าจะมีความคิดบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป ทว่าก็ไม่มีใครสอบถามเว่ยหัวแต่อย่างใดในเวลานี้
ปกติเว่ยหัวชอบวิชากระบี่่และใช้กระบี่มาตลอด ทว่าในยามนี้หลังจากเดินค้นหาวิชาที่สนใจ ที่สุดก็ตัดสินใจหยิบคัมภีร์วิชาดาบเทวัญ
วิชาดาบเทวัญ ผู้ฝึกต้องใช้พลังปราณในการรุก ท่าฟาดฟัน ไม่ออมมือ มือถือดาบ แทงพุ่งแหวกอากาศ เมื่อพลิกข้อมูลต้องส่งพลังกวาดคมดาบ ตัดผ่านให้ราบพนาสูรในพริบตา สันดาบหนาใช้ต้านรับ ตัวดาบกว้างใช้ส่งและรับพลังได้
ในระดับฐานของวิชาให้ฝึกการร่ายรำท่าดาบทั้งรุกทั้งรับให้คล่องก่อน จากนั้นจึงเดินพลังเข้าสู่ดาบเพื่อส่งพลังรุกและพลังรับในระดับต่อไป
ลี้เฟยเองก็ใช้เวลาเดินหาอยู่หลายรอบ แต่ก็ยังไม่พบวิชาใดที่ถูกใจ จนกระทั่งบ่ายคล่อยจึงพบวิชาอัคนีอัคคี เป็นวิชาที่ฝึกฝนโดยใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายในการรุกและรับ ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายใช้ได้ทั้งหมดแต่ว่าเน้นการใช้หัว ข้อมือ ข้อศอก ฝ่ามือทั้งหน้ามือและหลังมือ เข่า แข้ง และเท้า เมื่ออ่านดูลี้เฟยฉุกคิดได้ว่า ในแหวนมิติที่บิดาจักรพรรดิให้มามีเกราะสำหรับส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะข้อมือ ข้อเข่า ข้อเท้าและหน้าอก จึงให้ความสนใจที่จะนำมาฝึกใช้พร้อมกัน
ในขั้นแรก คือ การเดินพลังปราณสร้างเป็นปราณตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทว่าในวิชานี้ จะเน้นการเคลื่อนย้ายพลังไปยังส่วนที่ต้องการใช้เป็นส่วนรุกและรับให้ทันกับเวลา ดังนั้น ต้องสามารถคิดและสร้างพลังตามจุดที่ต้องการได้ดั่งใจ ลี้เฟยอ่านเสร็จ ก็ยิ้มที่มุมปาก เพราะหลักการนี้ มันคือหลักการเดียวกับการฝึกในคัมภีร์กระแสมังกรฟ้า ที่ใช้พลังสร้างกระบี่ ทวน และกายาให้ทันดั่งใจนึก ดังนั้น หลักการเดียวกัน เมื่อเปลี่ยนมาเป็นที่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย จึงไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด
ในขั้นถัดมา เมื่อย้ายจุดพลังได้ดั่งใจนึกแล้ว ก็เดินพลังเข้าที่อาวุธที่สวมใส่ หากรุก ก็ต้องส่งพลังกระแทกออกไปได้ หากรับ ต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวกับอาวุธหรือเกราะนั้นเพื่อให้เหนียว แข็งและแกร่งทนต่อการรุกของอีกฝ่าย
และขั้นที่สาม เมื่อไม่มีเกราะ ต้องใช้พลังเหล่านั้น สร้างเป็นเกราะขึ้นมาแทน ซึ่งในส่วนนี้ ก็คือการสร้างอาวุธเกราะขึ้นมาเฉกเช่นในคัมภีร์กระแสมังกรฟ้านั่นเอง ทว่าที่ลี้เฟยต้องฝึกคือท่าร่างในการรุกและรับ ให้ส่วนต่าง ๆ แกร่งประดุจอัคนีกล้าแข็ง และสามารถส่งแรงพลังธาตุอัคคีเพลิงออกไปได้เช่นกัน ลี้เฟยใช้เวลาในลานฝึกยุทธ์ด้านหลังทั้งคืนผ่านไป 8 วัน ลี้เฟยก็ฝึกสำเร็จ รวมถึงระดับการใช้ร่วมกับเกราะและใช้พลังสร้างเกราะขึ้นมา
บนลานฝึกยุทธ์ชั้น 6 นี้ มีกระแสพลังปราณเข้มข้น แม้ผู้ไม่มีเจตจำนงในการเคลื่อนย้าย ก็สามารถรับรู้และดูดซึมซับให้ร่างกายได้อย่างง่าย
"ช่างเป็นปราณบริสุทธิ์ที่เข้มข้น" ลี้เฟยรำพึงในใจ ขณะที่มองไปบริเวณโดยรอบก็จะเห็นศิษย์คนอื่นอีกเก้าคนฝึกวิชาและนั่งดูดซับพลังปราณธรรมชาติกันอย่างบ้าคลั่ง
ในที่สุดก็ครบสิบวัน ... ถึงเวลาที่ข้าจะต้องไปหอปรมาจารย์บรรพกาลที่อยู่ด้านหลังนอกหอยุทธ์แล้ว ไม่รู้ว่าเฟยหมิงเป็นอย่างไรบ้าง ...