ผมเดินเข้าไปในห้องสี่เหลี่ยมห้องหนึ่ง กวาดสายตามองไปรอบ ๆ นักเรียนในห้องมีประมาณ 25-30 คน ยัยหนูนั่งอยู่ตรงมุมห้องริมหน้าต่าง กับโต๊ะข้าง ๆ ที่ว่างเปล่า อีกฝั่งนึงก็เห็นผู้ชาย4คนนั่งสุมหัวกัน โดยไม่สนใจคุณครูที่พึ่งเดินเข้ามา
เพี๊ยะ!!
“เงียบ!!” เสียงไม้เรียวกระทบกับโต๊ะหน้าห้องพร้อมเสียงของคุณครูที่แผดออกดังกังวานไปทั่วห้อง เรียกรวามสนใจของคนในห้องได้อย่างดี
นักเรียนทุกคนหยุดการกระทำที่คุยกันและหันมาหน้าห้องเรียนซึ่งมีกับคุณครูยืนอยู่
“ครูมีเื่จะมาบอก ซึ่งพวกเธอก็น่าจะพอรู้ข่าวมาบ้างแล้ว” เธอพูดพลางเอาไม้เรียวลูบไปตามตัวของผม ทำผมยืนตัวเกร็งขนลุกขนพองไปหมด
“ธนาธิปมีอาการความจำเสื่อม ไม่รู้ว่าอาการจะกลับมาตอนไหนดังนั้นครูเลยจะขอความร่วมมือพวกเธอหน่อยนะ”
“อย่ากลั่นแกล้งเพื่อน แต่ในระหว่างนี้ช่วยเพื่อนทวนความทรงจำช่วยกันด้วยนะ”
นักเรียนภายในห้องตอบกลับรับทราบพร้อมกัน ผมมองไปเห็นเด็กนักเรียนที่ตอนนี้นั่งหันมามองผมบ้าง เล่นโทรศัพท์บ้างหรือกระซิบกันบ้าง แต่นั่นไม่ใช่จุดสนใจของผมที่ต้องกังวล
สายตาคมเหลือบไปเห็นเด็กผู้หญิงที่ตอนเดินเข้าห้องมาผมก็เห็นเธอเป็คนแรก เธอที่รู้ว่าผมกำลังมองอยู่ก็แสร้งหันไปมองนอกหน้าต่างต่างดังเดิม
เื่หลบหน้าหลบตายกให้เธอเป็ที่หนึ่งเลยแพรวา รู้ว่าเกลียดแต่ไม่คิดว่าจะหลบหน้าเก่งขนาดนี้
“ไอ้ทีมเพื่อน นั่งนี่เว้ย” เสียงเรียกจากเด็กหนุ่มร่างสูงที่นั่งแถวหลังห้องที่พึ่งเลิกจับกลุ่มสุมหัวคุยกันเมื่อครู่ได้เอ่ยปากเชิญเขาไปนั่งข้างๆ มือก็ตบที่เก้าอี้เบาๆ เป็เชิงให้รู้ว่า ‘นั่งตรงนี้’
ผมคิดว่านั้นคงเป็แก๊งเพื่อนๆ ของไอ้หนุ่มน้อยที่ผมเข้ามาอยู่ในร่างนี้ ไม่รอช้าขายาวก็ก้าวฉับไปนั่งลงข้างๆ ตามที่บอก
“เชี่ยทีม คิดถึงมึงว่ะรถแหกโค้งไปความจำเสื่อมเลยเหรอมึง” หนึ่งในกลุ่มเริ่มคุยขึ้น ตอนนี้เขายังไม่รู้เลยว่าใครเป็ใครเลยต้องทำหน้างงๆ ไว้เสียก่อน แต่จริงๆ แล้วก็สับสนจริงๆ นั่นแหละ
คิ้วสวยขมวดเป็ปมทำให้เพื่อนๆ นึกขึ้นได้ว่าคงจะจำพวกเขาไม่ได้ ไหล่กว้างโดนตบเบาๆ เชิงว่าโดนให้กำลังใจ
“ลืมชื่อเพื่อนสินะ กูมอส” ได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้ากลับไปเป็อันว่าเข้าใจแล้ว
“ส่วนคนที่เรียกมึงมานั่งชื่อนิค ไอ้คนที่นั่งอยู่ตรงหัวมึงเนี่ยชื่อวิน ส่วนคนที่เอาแต่แดกเนี่ยชื่อปาล์ม”
“ควาย เขาเรียกว่าประทังชีพเว้ย” คนที่โดนใส่ร้ายก็เถียงกลับไม่ยอมความ ขนมมันฝรั่งทอดแบรนด์ดังวางอยู่เต็มโต๊ะ
เขาเองก็คิดในใจพึ่งจะผ่านจากบ้านหลังนั้นมาได้ต้องมาเจอกับพวกเด็กเวรนี่อีกเหรอ มือเรียวยกขึ้นมาเกาหัวเล็กน้อย ก่อนจะเอี้ยวตัวไปเก็บกระเป๋าที่พึ่งจะถอดออกจากหลัง
“ยัดห่าขนาดนั้นเรียกประทังชีพ”
“เออๆ พวกมึงเลิกเถียงกันก่อน ดูหน้าไอ้ทีมก่อนเนี่ยงงเป็ไก่ตาแตกแล้ว” วินเด็กหนุ่มที่ดูท่าจะดูนิ่งที่สุดแต่คงจะแสบไม่เบาเอ่ยปรามไว้ หากปล่อยให้เพื่อนทะเลาะกันอยู่คงจะมีมวย
แปลกที่อยู่กลุ่มเดียวกันแล้วตีกันเอง นิสัยเด็กนักเลงชัดๆ
“เออทีม นู่น” เขามองตามนิ้วเพื่อนที่ชี้ไปทางยัยหนูแพรวา เธอเห็นว่ากลุ่มผมกำลังมองไปทางนั้นเธอก็เริ่มตัวสั่น คงหวาดกลัวว่าจะโดนทำร้ายอีก
ปึก! เสียงทุบโต๊ะดังขึ้นก่อนที่ร่างของนิคยืนขึ้นและเดินไปหาเธอช้าๆ ก้มหน้าเข้าไปใกล้ๆ สองแขนค้ำอยู่กับโต๊ะเรียนของเธอ
“สั่นเป็ลูกหมาเลยว่ะฮ่าๆๆๆ”
“นิคมึงเข้าใจผิดแล้วว่ะ ลูกหมาอะไรวะนั่นลูกกำพร้าไม่ใช่เหรอครับเพื่อน” เสียงร้องเสริมจากมอสดังไปทั่วห้อง ผมพึ่งสังเกตว่าครูคนนั้นออกไปจากห้องนานแล้ว ที่แปลกก็คือไม่มีเพื่อนคนไหนคิดจะเข้ามาห้ามหรือช่วยเธอเลยด้วยซ้ำ
มันเกินไปมากจริงๆ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งต้องมาโดนรังแกทั้งที่ไม่รู้อะไร เื่มันเริ่มจะบานปลายไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีมือของผมก็จับเข้าที่แขนของเพื่อนไว้แล้ว
“เชี่ยทีม ทำเชี่ยไรของมึงวะ”
“มึงอะทำอะไร ไม่เห็นเหรอวะว่าแพรเขากลัวพวกมึงอยู่มึงจะแกล้งเขาทำไม”
“กูก็แกล้งมันไง แกล้งมันเป็ปกติมึงก็เคยทำไม่ใช่เหรอวะมาเป็คนดีอะไรตอนนี้”
นิคพูดออกมาอย่างหงุดหงิด เพื่อนของเขาความจำเสื่อมก็จริงแต่ไอ้อาการมาเป็คนดีตอนนี้แม่งแปลก เขาสะบัดมือของเพื่อนตัวเองออกก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ดังเดิม
มอสเองก็หันมามองหน้าทีมเล็กน้อยก่อนจะเดิมตามไปนั่ง เขาถอนหายใจออกมาเดินเข้าไปย่อตัวลงข้างหน้าแพรวายกมือขึ้นมาลูบหัวเบาๆ
ตอนนี้เธอยังตัวสั่นไม่หาย เจออะไรมาเยอะจริงๆ สายตานับสิบก็จ้องมองมาที่เขาทั้งคู่ตอนนี้เขากลายเป็จุดสนใจไปแล้ว
“ไม่เป็ไรแล้วนะ ฉันอยู่นี่จะปกป้องเธอเอง”
สิ้นเสียงของผมก็มีเสียงแทรกเข้ามา คุณครูที่เข้ามาสอนเป็ครูคนใหม่ผมเองก็พึ่งจะเคยเห็นคงจะเวียนสอนตามตารางเรียนไม่ได้เป็ครูคนเดียวสอนทุกวิชาเหมือนเมื่อก่อน
บ่งบอกอายุได้อย่างดีว่า “นี่กูแก่ขนาดนั้นเลยเหรอวะ”
“ธนาธิป จะไปนั่งที่เธอได้หรือยังอยากโดนสั่งไปยืนคาบไม้บรรทัดหน้าห้องใช่ไหม” ผมรีบเดินไปนั่งที่โต๊ะประจำของผม
ซีนเท่เอาไว้ก่อนถ้าได้ไปยืนหน้าห้องตอนนี้แล้วมีคนมาแกล้งยัยหนูอีกมีหวังปกป้องไม่ทันหรอก
กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง
เสียงกระดิ่งออดตอนพักเที่ยง ตอนนี้เด็กนักเรียนทุกคนจะเร่งเก็บกระเป๋าและลงมาซื้อข้าวกินที่โรงอาหาร เขาเดินมากับเพื่อนๆ ในกลุ่ม สายตาของสาวๆ มองมาที่พวกเขาสายตาของเหล่าผู้ชายก็ไม่เว้น
ไอ้เด็กที่คงไม่ได้ไปสร้างคดีที่ไหนอีกหรอกถึงตัวเขาในอดีตจะมีประสบการณ์โชกโชนมานับไม่ถ้วนแต่สายตาที่โดนจ้องมาขนาดนี้ก็เล่นเอาทำตัวไม่ถูกเหมือกัน
ตุ๊บ!
ไม่ทันจะได้เดินเก๊กหล่อตามประสาหนุ่มหล่อวัยกลัดมันก็เล่นโดนช็อตฟีลไปแล้ว
เด็กสาวน่าจะอยู่ประมาณมัธยมต้นชนเข้ากับอกแกร่งอย่างแรง แรงกระแทกทำให้ร่างเล็กล้มลงไป เขารีบพยุงน้องคนนั้นขึ้นมาก่อนจะขออนุญาตปัดฝุ่นออกจากตัวให้
“ขอโทษนะคะพี่ ขอโทษจริงๆ ค่ะพอดีหนูรีบ”
“แหมน้อง อยากจะมีโมเม้นกับเพื่อนพี่ก็หาซีนดีๆ กว่านี้หน่อยดิครับ” พูดแซวจบก็โดนเขาส่งสายตาดุไปให้ นิคถอนหายใจทำหน้าเบื่อหน่ายก่อนจะเดินนำไปที่โต๊ะประจำ
ก็ไม่อยากจะรู้ว่าเด็กนักเรียนมีโต๊ะกินข้าวประจำด้วย ดูสิมองไปยังเห็นรอยขีดเขียนบอกรักเต็มไปหมด
‘ไอ้ควายทีมขี้เก๊กเหรอสัด’ คำนี้เด่นที่สุดแล้ว ดูก็รู้ว่ามีคนเขียนบอกรักไอ้เด็กนี่
‘ฮอตจริงๆ นะมึงรอดตีนมาได้ยังไงวะ’
เขาเลิกสนใจเื่นั้นก่อนจะหันกลับมาดูรุ่นน้อง (ลูก) ที่พึ่งจะวิ่งมาชนเขาเมื่อครู่นี้ เธอก้มหน้าก้มตาตัวสั่นคงจะกลัวว่าจะโดนหาเื่
“ไม่เป็ไรครับ พี่ไม่ว่าอะไรเรามีธุระสำคัญใช่ไหมรีบไปเถอะ”
“ค่ะขอโทษอีกทีนะคะพี่ทีม” รู้ชื่อเขาซะด้วย เขาพยักหน้าตอบกลับก่อนจะเอี้ยวตัวเดินไปที่โต๊ะ
ตอนนี้เพื่อนของเขานั่งกอด อกมองอย่างจับผิดคงจะหาเื่มาถามว่าทำไมถึงเกิดเื่แบบนี้ขึ้นได้
“ไปหาซื้อข้าวก่อนค่อยมาถาม ไม่กลัวข้าวหมดเหรอ”
“รอเลยนะมึง กูจะซักเหมือนซักประวัติคนป่วยเลย”
มอสพูดจบก็ลุกขึ้นเดินสั่งข้าว เพื่อนๆ ที่เหลือเองก็เหมือนกันเขาเองก็ไม่รู้จะกินอะไรดี ปกติก็ไม่ค่อยได้กินอะไรอยู่แล้ว
แต่สายตาดันเหลือบไปเห็นยัยหนูแพรวายืนอยู่ร้านก๋วยเตี๋ยวไม่รู้ว่าอะไรดนใจให้เขาเดินเข้าไปหา ร่างสูงยืนอยู่ข้างๆ เธอก่อนจะก้มหน้าลงถามไถ่
“กินอะไรอะ”
“แหกตาดู เห็นว่ายืนอยู่ที่ไหนก็กินอันนั้นแหละ” นังเด็กนี่เป็ลูกสาวเพื่อนเขาก็ไม่เว้นนะ
รู้จักเขาน้อยไปเสียแล้ว เขาโต้กลับเก่งยิ่งกว่าการโต้วาทีเสียอีก
“เธอจะกินร้านก๋วยเตี๋ยวป้าเขาเข้าไปเลยเหรอ”
“กวนประสาทจริงๆ”
“เตี๋ยวหมี่เหมืองหมูต้มยำได้แล้วจ้าหนู”
เขามองร่างเล็กที่ยื่นเงินและรับถ้วยก๋วยเตี๋ยวใบใหญ่มาก่อนจะเดินไปปรุงและเดินไปนั่งที่โต๊ะ พึ่งสังเกตว่าเธอไม่มีเพื่อนนั่งกินข้าวด้วยเลยสักคน
แปลกที่อยู่มัธยมปลายแล้วเพื่อนยังไม่มีเขารู้สึกกังวลกับเื่แบบนี้ถ้าจะขอไปนั่งด้วยก็คงไม่พ้นมือเพื่อนพวกเขาอีกไหนจะสายตาที่คอยจะจับผิดอยู่ตลอด
คิดได้ไม่นานก็มีเสียงเรียกให้เขารู้สึกตัวและออกจากภวังค์นั้นได้
“พ่อหนุ่มยืนขวางหน้าร้านป้านานแล้วนะลูก จะเอาอะไรจ๊ะ”
“อะเอ่อ..เอาเหมือนผู้หญิงคนเมื่อกี้เลยก็ได้ครับ” ป้าเขายิ้มให้และหันกลับไปลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวต่อ เห็นแบบนี้แล้วอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวก็เท่ดีเหมือนกัน ถ้าไม่นับว่าปวดข้อมือทั้งวันทั้งคืน
เขาเดินกลับมาที่โต๊ะของตัวเองนั่งลงเสร็จก็โดนสายตาจากเพื่อนจ้องที่จะรอถามคำถามอยู่แล้ว อยู่ๆ ขนก็ลุกซู่ขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
โดนตำรวจไล่จับยังไม่ขนาดนี้ ได้เด็กพวกนี้มันเป็ใครกันมองอย่างกับเขาจะไปฆ่าใครตาย
“ความจำเสื่อมทำมึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้เลยเหรอวะ” ครั้งนี้ปาล์มเป็คนถามขึ้น ทุกสายตาในกลุ่มกำลังมองมาที่เขา
“กูไม่รู้”
“เอาดีๆ เพื่อน มึงแกล้งมันยิ่งกว่าอะไรคนมาเดินชนมึงก็ด่าเขาแล้ว”
“ไม่รู้ว่ะ แต่ตอนนี้มันมีเหตุผลอะไรที่พวกเราต้องไปแกล้งเขาวะ”
เขาตอบกลับทำให้มีแต่เสียงเงียบตอบกลับมาเช่นกัน ใบหน้าของเพื่อนๆ ตอนนี้เรียบนิ่งกันไปหมด
เ้าเด็กพวกนี้คงจะคิดว่าถ้าไม่ได้แกล้งคนคงจะเบื่อหน่าย
“เออเื่ของมึงเถอะ กูไม่แกล้งก็ได้”
“อะไรวะนิค มันกับมึงขี่รถแหกโค้งด้วยกันปะเนี่ย”
แป๊ะ!
“โอ้ย! เชี่ยนิคกูเจ็บ”
“เออเจ็บละก็เงียบ เื่นี้ช่างมันรีบกินเถอะข้าวน่ะขึ้นเรียนไม่ทำจะโดนด่าเอา”
“กลัวอะไรวะ”
“คาบต่อไปเรียนอะไรวะ” เขาถามพลางคีบก๋วยเตี๋ยวเข้าปาก
“คณิตศา-ไอ้เชี่ยทีม แม่ง!!”
คณิตเหรอ คณิตเหรอวะเขาจะทำยังไงดีเขาอ่อนคณิตยิ่งกว่าเด็กป.5เสียอีก
“มึงมาเช็ดให้กูเลยทีม พ่นออกมาได้ดีไม่สำลักเส้นก๋วยเตี๋ยวตายห่าอยากเข้าโรงบาลอีกรอบเหรอมึง” วินเป็ผู้ประสบภัยในครั้งนี้ ทั้งน้ำทั้งเส้นเปียกเต็มเสื้อนักเรียนสีสะอาดไปหมด
เ้าตัวบ่นเสร็จก็รีบวิ่งไปห้องน้ำหวังจะล้างออก แต่โชคดีที่เจอแพรวาเลยโดนพาไปเปลี่ยนชุดที่ห้องของครูที่ปรึกษา
“นายไปทำอะไรมา เล่นาเส้นหมี่กันเหรอ” แพรวาเลิ่กคิ้วมองและถามไป
“เปล่าหรอก ไอ้ทีมต่างหากพ่นเส้นหมี่ออกมาทางกูเนี่ย” ปกติวินเองก็ไม่ใช่พวกพูดเพราะ ยิ่งกับแพรวาที่เคยแกล้งไปการพูดคำหยาบถือว่าเป็คำติดปากสำหรับเขาไปแล้ว
เปลี่ยนเสื้อเสร็จก็ออกมาจากห้องเจอเธอนั่งรออยู่ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ายัยนี่ไม่กลัวเขาแล้วเหรอ ทำไมดูนิ่งเหลือเกินแถมยังพาเขามาเปลี่ยนเสื้ออีก
เหมือนจะรู้ทันเธอหันมามองวินก่อนจะเดินนำ ส่วนวินเองก็เดินตามไม่ห่างนัก
“รู้ว่าจะถามอะไร แต่ก็นั่นแหละเราไม่จำเป็ต้องแกล้งนายกลับ”
“แล้วไม่กลัวเหรอ”
“กลัว แต่เห็นว่าคงไม่มีนักเรียนคนไหนพกเสื้อนักเรียนติดกระเป๋ามาหรอก ครูที่ปรึกษาทุกคนจะมีเสื้อนักเรียนเผื่อไว้คนละ3ตัวเลยพามาขอครูเปลี่ยน”
“ทำไมรู้”
“โดนแกล้งประจำ” เธอหันมามองหน้าก่อนจะพูดต่อและเดินเข้าห้องเรียนไป
“ทำไมเราจะไม่รู้”
อยู่ๆ ความรู้สึกผิดก็ถาโถมเข้ามา วินไม่ได้เป็คนใจร้อนไม่ได้เป็คนขี้แกล้ง แต่เป็คนปากร้ายปากจัดแต่ก็เป็เหตุผลที่ทำให้คนอื่นๆ เข้าใจแพรวาผิดเหมือนกันเพราะวินเองก็เคยพูดเื่ไม่ดีใส่เธอตั้งเยอะ
วินเดินเข้าห้องเรียนไปก็เจอเพื่อนๆ นั่งรวมกลุ่มกันรอแล้ว
มอสยิ้มร่าวิ่งเข้ามากอดก่อนจะชูเสื้อนักเรียนให้วินดู
“นี่เพื่อนนน กูไปหาเสื้อให้มึงเปลี่ยนได้แล้วครับผม”
“มอสมึงแหกตาดูนะ กูไปเปลี่ยนมาแล้ว” พูดจบก็ปัดหน้าเพื่อนรักออกห่างๆ ตัวเอง
เพล้ง! เสียงเศษหน้าแตกกระจาย
มอสทำท่าเก็บเศษหน้าที่แตกเมื่อครู่กลับไปก่อนจะเดินคอตกไปที่โต๊ะนักเรียน
“ใครพามึงไปเปลี่ยน” เป็เสียงทีมที่ถามขึ้น
“แพรวา” สิ้นเสียงของวินเพื่อนๆ ในกลุ่มก็หันหน้าไปทางกระดาน เพราะไม่รู้ว่าจะอึ้งกับอะไรก่อนดี
ตอนนี้ก็คงทำตัวไม่ถูกกันไปหมด ทั้งวินที่โดนพาไปเปลี่ยนชุด ทั้งทีมที่เปลี่ยนไปเป็เด็กดีไม่เกเร ทั้งนิคที่เออ ออไปตามเพื่อนว่าจะไม่แกล้งคน
และในที่สุดคาบคณิตศาสตร์ก็มาถึง คาบชี้วัดความเป็ความตายของเด็กไทยหลายๆ คน
สอนมาอย่างกับจะไปเป็นักคณิตตอนสอนว่ายากแล้วตอนออกสอบว่ายากกว่า ตอนใช้จริงใช้เท่าเม็ดถั่ว
ในขณะที่นักเรียนบางคนกำลังฟังครูอธิบายอยู่บนกระดาน นักเรียนบางคนเองก็กำลังเข้าสู่ห้วงนิทราเหมือนกัน บางคนก็แอบเล่นโทรศัพท์ บางคนก็ไม่สนใจคุยเล่นกับเพื่อน
เขาหันไปมองยัยหนูที่ตอนแรกคิดว่าคงสนใจตั้งใจเรียนและฟังสิ่งที่ครูสอน แต่กลับไม่เป็อย่างนั้นเพราะเ้าตัวมีทีท่าว่าจะหลับอยู่ร่อมร่อ
เปลือกตาที่หนักอึ้งของแพรวากำลังจะปิดลง แต่ไม่ทันจะปิดเสียงกระทบของไม้เรียวก็ปลุกนักเรียนบางส่วนสะดุ้งตื่นขึ้นมา และเรียกให้นักเรียนไปสนใจสิ่งตรงหน้าได้อย่างพร้อมเพียงกัน
มหัศจรรย์ของครูคณิตศาสตร์ ไม้เรียวต้องน่ากลัวน่าเกรงขามกว่าครูทุกคน บอกทีว่านี่ไม่ได้เป็แค่ในรั้วโรงเรียนของเขา ลาป่วยไม่เคยลากิจไม่เคย หากวันไหนลา งานก็ต้องมาก่อนเสมอ
สายตาของครูวัยกลางคนกำลังกวาดตามองไปรอบๆ ห้อง เหมือนว่ากำลังจะหาเด็กนักเรียนมาตอบคำถามที่เธอกำลังจะถาม
เขาจ้องไปที่กระดานถึงกับตาเบิกกว้าง นี่มันคณิตเด็กม.5หรือเรียนบัญชีปี4 ไปเรียกปลุกิญญาพนัสเพื่อนเขามาทำมันยังทำไม่ได้
คิดได้แบบนั้นเหงื่อก็ไหลพลั่ก หากเป็เขาที่ต้องไปทำไม่ฉี่ก็น้ำตาที่ต้องไหลลงมาสักอย่าง
“เธอก็แล้วกันแพรวา”
“น..หนูเหรอคะครู” ยัยหนูพูดเสียงตะกุกตะกัก ก็เพราะเมื่อกี้เธอกำลังง่วงเลยไม่ได้ฟังในสิ่งที่ครูคนนั้นกำลังสอน
“ยืนขึ้น ไหนเธอลองบอกคำตอบของข้อนี้มาสิว่ามันคือเท่าไหร่”แรงกดดันทำเอาคนทั้งห้องต้องหันหน้าหนี ไม้เรียวเคาะกับกระดานเบาๆ
ชี้ให้เห็นด้วยว่าโจทย์ข้อนี้ยากยิ่งว่าการตีลังกาม้วนหน้าสิบตลบ
ใช้เวลาไม่ถึง15นาทีเธอก็ตอบได้ ลูกสาวของเพื่อนเขานี่เก่งได้พ่อมาจริงๆ
ตอบเสร็จก็นั่งลงเก้าอี้เหมือนเดิม เหมือนกับว่าเขาแอบเห็นยัยหนูนั่นถอนหายใจ คงจะโล่งที่ไม่โดนทำโทษสินะ
“ธนาธิป”
ตอนนี้โลกกำลังหยุดหมุนรวมถึงลมหายใจของเขาร่างสูงเกร็งตัวทันทีที่โดนเรียกชื่อ แต่ตอนนี้ไม่มีแม้แต่การขานตอบกลับไปหาครูคนนั้น
เสียงไม้เรียวกระทบเข้ากับกระดานไวท์บอร์ดดังอีกครั้ง
“ธนาธิป ครูขอสั่งให้เธอยืน”
“ข้อนี้ ครูขอคำตอบข้อนี้ง่ายๆ ข้อเดียว”
เสียงก่นด่าอยู่ในใจจากความคิดของเขาเป็ร้อยๆ กว่าประโยคแล้ว นี่น่ะเหรอง่ายๆ ที่ว่า
เขายืนขึ้นหันไปขอความช่วยเหลือจากยัยหนูแพรวาที่ตอนแรกนั่งหันหน้าหนีไปมองนอกหน้าต่าง ตอนนี้กลับหันมามองเขาแล้ว
ดูก็รู้ว่าสายตาที่มองมามีแต่คนอยากใส่ใจ
“ตอบได้ไหม”
“ไม่ครับ ยากเกินไป”
ครูคนนั้นมองหน้าผมนิ่งๆ ก่อนจะหันกลับไปเขียนคำตอบลงบนกระดาน
โป๊ะเชะ! เขาเดาถูกว่ามันคือ108
“คิดว่าเดาถูกใช่ไหมล่ะ”
“นั่งลงได้ ตอบผิดครูไม่ว่านะธนาธิปครูขอแค่เธอตอบครู แต่นี่เธอไม่สนใจเธอเอาแต่มองแพรวาอยู่แบบนั้นแล้วอย่างงี้เธอจะเข้าใจในสิ่งที่ครูสอนได้อย่างไร” เจอแล้วนักโต้วาทีที่จริงใจ
เขาพยักหน้ากลับไป และแล้วเสียงกริ่งออดฟ้าประทานก็ดังขึ้น
บ่งบอกว่าถึงเวลาเปลี่ยนคาบสักที อย่างน้อยพระเ้าก็ยังเห็นใจพ่อหนุ่มวัย40กว่าอย่างเขาถึงจะมาอยู่ในร่างไอ้เด็กวอนตีนคนนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้เขาเก่งคณิตศาสตร์ขึ้นหรอก
ได้ยินมาว่าเรียนโง่กว่าเขาซะอีก เหอะไอ้หนุ่มเอ็งลูกสารวัตรเชียวนะ
คาบต่อไปก็คงจะชิวๆ อย่างน้อยก็ผ่านคณิตศาสตร์มาได้ ไม่อยากจะเชื่อว่าไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีต่อกี่ปีคณิตศาสตร์ก็ยังยากเหมือนเดิม ยากมากขึ้นก็เดิมอีกล่ะมั้ง
เลิกเรียนเขาก็ต้องกลับบ้านพร้อมกับยัยหนูแพรวาลูกสาวของเพื่อนเขา ที่ตอนนี้นั่งนิ่งอยู่ในรถอย่างกับรูปปั้น
ไม่รู้ว่าชังขี้หน้าเขาจนไม่อยากจะพูดอะไรเลยหรือเป็ใบ้กันแน่
“นี่”
“เราจะนอน ช่วยเงียบๆ หน่อยได้ไหม”
ทำไมเธอถึงพูดแบบนี้น่ะเหรอ ก็เพราะั้แ่ขึ้นรถมาผมเอาแต่สะกิดเธอยังไงล่ะ ชวนคุยบ้างนิดหน่อยแต่ก็ไม่ยอมตอบสักกะที
“โอเค” พูดจบก็เลื่อนมือไปเปิดเพลงในแอปๆ หนึ่งในโทรศัพท์ กะว่าจะนอนฟังเสียงสักหน่อยก่อนถึงบ้าน
ผิดที่ฉันนั่นไม่ทันสมัย ไม่เคยเข้าใจข้าวของเครื่องใช้
ฉิบหายแล้ว เขาลืมเชื่อมบลูทูธไปได้ยังไง สายตาพิฆาตถูกส่งมาจากคนข้างๆ ก่อนจะโดนฝ่ามือของคนที่ขึ้นชื่อว่าลูกสาวของเพื่อนสนิทฟาดลงเต็มกลางกบาล
“โอ้ยๆๆ แพรๆ ขอโทษๆๆ”
“ไม่ตบไม่ตีไม่ดีขึ้นเลยจริงๆ นะนายน่ะ”
“โอ้ยๆ แพรยอมแล้วๆ”