ผีเสื้อลายมังกร

    ภาค 2-บทที่ 8 สัญญานเตือนจากปราณ

    หวูไว่รู้สึกง่วงตลอดการเดินทาง อ้าปากหาวเป็นระยะ

     

              บางครั้งแทบพลัดหล่นจากหลังม้า

     

                เรียวและอากิบ่นตลอดทางด้วยเห็นว่ามีฐานะอันสูงส่งสมควรสำรวมตัวให้มากกว่านี้ แต่ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มแห้ง ผ่านเหตุการณ์หลายอย่างตั้งแต่เป็นเด็กชายผู้ไม่ประสาอยู่ในหมู่บ้านเซียงอู่พบเจอเคราะห์กรรมสารพัดก่อนจะพบว่าตัวเองไม่ใช่คนในดินแดนแห่งนี้ และเป็น“ราชันน้อย” ในดินแดนคู่ขนาน แต่ถึงอย่างไร ความสุขที่จีรังยั่งยืนในความคิดของหวูไว่คือมีความสุขแสนเรียบง่าย

     

                “คนที่ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ไม่มีทรัพย์สินใดๆ เมื่อไม่เสียแล้วก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ เป็นกังวลมีอะไรต้องยึดครองมาก ความสุขกลับน้อยลง จงจำคำนี้ไว้”

     

                นั่นเป็นคำกล่าวของท่านนักพรตจางเหลียงแห่งป่าสำราญที่หวูไว่ยังจำได้ดี

     

                “หากมัวแต่คิดว่าตัวเองมีฐานะอะไรปรารถนาสิ่งใด นั่นแหละความทุกข์ เด็กเอ๊ย”

     

                ผ่านพ้นไปหลายปีเขาถึงได้เข้าใจแก่นแท้ของคำกล่าวนั้น

     

                การหลอมละลายการกลายเป็นทุกสรรพสิ่ง กลมกลืนกับจักรวาล จึงกลายเป็นที่มาความหมายในชื่อของเขาซึ่งท่านนักพรตตั้งให้

     

                และเมื่อทั้งหมดขี่ม้าใกล้ถึงป่าสำราญหวูไว่จึงบอกกับเพื่อนทั้งสองคนว่าให้เดินทางล่วงหน้าไปก่อน

     

                “จะบ้าหรือไงเจ้ามีแผนร้ายอีกแล้ว” อากิถามด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว

     

                “ข้าง่วง”

     

                เมื่อเจอทุ่งหญ้าแห่งหนึ่งมีสายลมเย็นพัดมาแผ่วๆ และยังมีลำธารเล็กๆ ไหลผ่านหวูไว่ลงจากหลังม้าแล้วนอนลงบนผืนหญ้า แล้วปิดตาลง ไม่สนใจเสียงโวยวายของเพื่อนทั้งสองคนในไม่ช้าเขาก็หลับไปจริงๆ

     

                ผ่านไปนานเท่าใดไม่รู้ราชันน้อยพลันตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น นั่งโคจรลมปราณรู้สึกเลือดลมทั่วร่างไหลเวียน ตัวเบา จากนั้นจึงเดินไปวักน้ำในลำธารขึ้นมาล้างหน้าล้างตาหันมามองผีเสื้อสองตัวเกาะอยู่ตรงกอหญ้า รู้สึกแช่มชื่นขึ้นอย่างมาก

     

                หวูไว่มองเส้นทางและรอยเท้าม้าที่เรียวและอากิมุ่งหน้าไปแล้วเดินมุ่งหน้าสู่ทางทิศตะวันตก ผ่านถนนสายเล็กๆ ชายป่าจนพบภูเขาสูงตั้งตระหง่านเบื้องหน้า จึงปีนป่ายขึ้นไปอย่างช้าๆบางครั้งก็แวะดื่มน้ำ ปีนต้นไม้หาผลไม้ป่ากินประทังความหิว หลังจากเดินตามไหล่เขาขึ้นไปเรื่อยๆจนไปหยุดยืนอยู่เนินเขาแห่งหนึ่ง แล้วพลันหยุดชะงัก เมื่อเห็นป้ายหินคู่หนึ่งตั้งตระหง่านอยู่รายล้อมไปด้วยต้นหญ้าสีเขียวสด มีดอกไม้เล็กๆ ชูช่อ เบ่งบานกระจัดกระจายไปทั่ว

     

                หวูไว่คุกเข่าลงต่อหน้าป้ายหิน

     

                “ท่านพ่อ ท่านแม่หวูไว่ เด็กน้อยกลับมาเยี่ยมท่านแล้ว สบายดีหรือไม่”

     

                หวูจิ้งราชันแห่งหลี่เต๋อ และเหม่ยเหลียน ผู้เป็นฮูหยินหนีการตามไล่ล่ามายังดินแดนแห่งนี้ จนพบกับนักพรตจางเหลียงและสาเหตุสำคัญของการหลบหนีมาก็เพื่อปกป้องเขานั่นเอง ถึงตอนนี้หวูไว่รู้แล้วว่าคนที่หมายเอาชีวิตเขาก็คือ “เล่าแป๊ะ” ของเขานั่นเอง

     

                ท่านลุงผู้มีกายมารและธาตุมืดเช่นเดียวกันกับเขา

     

                ชายหนุ่มเอามือลูบคลำป้ายหินอย่างแผ่วเบาแม้ไม่เคยเห็นหน้าผู้ให้กำเนิด แต่เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดก็รับรู้ได้ถึงความรักความห่วงใยที่ผู้ให้กำเนิดมีให้ และตอนนี้เขาทดแทนท่านด้วยการแบกภาระการกอบกู้หลี่เต๋อ ดินแดนในตำนานลี้ลับให้ฟืนคืนอีกครั้ง

     

                    หวูไว่นึกถึงหวูจิ้งผู้เป็นบิดา ราชันผู้มีผมสีทองดวงตาสีฟ้าเช่นเดียวกับเขาและมีพลังลึกลับเช่นเดียวกัน พลังลึกลับที่ประสานความดีงามกับความชั่วร้ายความมืดและสว่าง ซึ่งครั้งหนึ่งเพราะความเคียดแค้น ขาดสติเกือบทำให้เขากลายเป็นมารร้ายไปเสียแล้ว

     

                นับจากหนนั้นจนถึงวันนี้สิ่งนั้นไม่เคยเกิดขึ้นอีก แต่ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป

     

                ชายหนุ่มรับรู้ได้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นกับเขาเริ่มจากเส้นผมสีทองดั่งทองคำกลายเป็นสีดำสนิทนัยน์ตาสีน้ำทะเลพลันเปลี่ยนเป็นสีดำ เป็นความเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้นอย่างช้าๆซึ่งสร้างความตกใจให้ในครั้งแรก ต่อมาจึงเริ่มทำใจยอมรับได้และกลายเป็นความพึงพอใจในที่สุด รู้สึกเหมือนว่าตัวเองกลายเป็นมนุษย์ธรรมดาเช่นเดียวกันกับคนอื่น

     

                บางทีอาจจะเป็นผลมาจากการโดน“ท่านลุง” ดูดปราณจากธาตุมืดในร่างของเขาไปครึ่งหนึ่ง และถูกแทนโดยปราณสว่างจากการขัดเกลา บ่มเพาะของอาจารย์ปู่กระมัง

     

                “เจ้าเป็นใคร”

     

                หวูไว่สะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงใครบางคนเรียกทางด้านหลัง

     

              “ที่นี่เป็นเขตของป่าสำราญ…”

     

                เขาเอี้ยวตัวไปตามเสียงนั้นแล้วต้องอ้าปากค้างสตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้าใส่เสื้อผ้าป่านเหมือนชาวบ้านธรรมดาทั่วไปแต่วงหน้านั้นงามผุดผ่องคิ้วเรียวยาว ระบายยิ้มบนใบหน้า ในมือยังถือตะกร้าใบหนึ่ง

     

                “อาหลิง”เขาพูดเสียงเบาในลำคอจนตัวเองแทบไม่ได้ยิน

     

                “ที่นี่เป็นสุสาน วานท่านอย่า…”

     

                หวูไว่มีน้ำตาไหลนองสองปีผ่านไปเร็วเหลือเกิน นางไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนักนอกจากผมยาวที่รวบเป็นมวยสูง และดูเหมือนจะท้วมขึ้นเล็กน้อย

     

                คนที่เปลี่ยนไปจากเดิมก็คือตัวเขาเองไม่ใช่เด็กชายผมทอง นัยน์ตาสีฟ้า แต่กลายเป็นชายหนุ่มเต็มตัวแล้ว

     

                “อาหลิง ข้าเอง”

     

                หญิงสาวตรงหน้าเบิกตากว้างริมฝีปากสั่นระริก ตะกร้าในมือร่วงหล่น

     

                “เจ้าคือ…”

     

                “บังอาจ” เสียงชายผู้หนึ่งตวาดมาจากทางด้านหลัง

     

                “อาฉาง” หวูไว่พูดเสียงแผ่ว

     

                บุรุษร่างท้วมชักดาบในมือออกมายืนบังอาหลิงเอาไว้ตะโกนเสียงดัง

     

                “เจ้ามาทำไม เป็นพวกอัศวินดำใช่หรือไม่นี่คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของป่าสำราญเป็นดินแดนต้องห้ามของคนชั่วร้ายอย่างพวกเจ้า”

     

                ชายหนุ่มหัวเราะในใจนี่เขาเปลี่ยนไปจนจำกันไม่ได้แล้วหรืออย่างไร

     

                “ชักดาบ”

     

                “ข้าเอง อาฉาง”หวูไว่บอกเอามือชี้หน้าอกตัวเอง

     

                “ถอยไป” อาหลิงบอก แล้วเดินเข้ามาใกล้

     

                “ระวังด้วยฮูหยิน”

     

                ฮูหยิน หวูไว่มองสหายยามเยาว์วัยนึกได้ว่าตอนพาอาหลิงมาอยู่ป่าสำราญนางดูจะมีใจให้กับประมุขของป่าสำราญ ถ้าอย่างนั้นละก็…

     

                “ขอเรียนถามนามท่านทำไมข้าถึงรู้สึกว่า”

     

                หวูไว่หัวเราะเสียงดังเอามือกุมท้องไปพลาง อาหลิง นะ อาหลิง

     

                “ถอยไปฮูหยิน อาฉางจัดการมันเอง”

     

                “อาฉาง จำข้าไม่ได้หรือ”

     

                ชายร่างท้วมส่ายหน้า เอาดาบชี้หน้า “พวกเราไม่รู้จักกัน”

     

                เขาถอนหายใจ

     

                “ฮูหยินเฉินหลบไปก่อนท่านกำลังตั้งครรภ์ ไม่ควรจะ…”

     

                อาฉางกรีดดาบออกมาแล้วหวูไว่เอียงตัวหลบ แล้วใช้มือผลักครั้งหนึ่ง จนคนและดาบเซหลุนๆ ไปอีกทาง

     

                “หยุดมือเถอะ เจ้าจำข้าไม่ได้หรือไง”

     

                หวูไว่หันไปทางอาหลิง เอามือเกาหัวขยิบตาให้ ในหมู่บ้านเซียงอู่ ไม่มีใครแสดงกิริยาอย่างนี้ นอกไปจากเขา

     

                “หวูไว่” อาหลิงตะโกนเสียงดัง

     

                “อะไรกัน มันคือ…”อาฉางร้องออกมาบ้าง

     

                เขาพยักหน้าแทนคำตอบ

     

    ……………………………………………..

     

    หวูไว่นั่งคุกเข่าลงกับพื้นหลับตาลง ยื่นมือไปลูบคลำท้องของอาหลิงที่นั่งอยู่

     

              “ข้ารู้สึกได้เหมือนเด็กจะดิ้นเลยนะเนี่ย กี่เดือนแล้ว”

     

                “สี่เดือนเศษกระมัง”

     

                “เป็นหญิงหรือชาย”

     

                สตรีที่นั่งอยู่หัวเราะเบาๆเอามือเคาะหัวคนถาม

     

                “จะไปรู้ได้ยังไงเล่าเจ้านี่ก็”

     

                หวูไว่ลืมตาขึ้น ยิ้มอย่างเขินอายนั่นนะสิจะรู้ได้อย่างไรกันเล่า แต่ด้วยความตื่นเต้นทำให้ชายหนุ่มเผลอถามออกไปไม่คิดว่าเห็นอาหลิงมาตั้งแต่เด็กผ่านไปไม่กี่ปีนางกำลังจะกลายเป็นแม่คนเสียแล้ว

     

                “ข้าควรเรียกเจ้าว่ากระไรดี อาหลิงหรือว่าฮูหยินเฉิน”

     

                “ตามใจเจ้าเถิด” นางว่า “แล้วเจ้าละจะให้เรียกว่าอะไรดี หวูไว่ ราชันน้อย หรือ อ๋องน้อย”

     

                “โอย ได้ที่ไหนกันต้องเรียกข้าว่าหวูไว่เช่นเดิม ทุกอย่างระหว่างพวกเราไม่มีอะไรต้องเปลี่ยนไป”

     

                ทั้งคู่นั่งอยู่เก๋งศาลาภายในเขตพื้นที่ของป่าสำราญ หวูไว่เฝ้าเอาแต่ถามเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของนางในช่วงสองปีที่ผ่านมาไปจนถึงพิธีแต่งงาน รวมไปถึงการตั้งครรภ์

     

                “เรียว และ อากิ ไปอยู่ไหนกันเห็นหน้าทักทายกันไม่ทันไรก็หลบหน้าไปเสียแล้ว”

     

                หวูไว่โคลงศีรษะ ทั้งคู่แอบรักอาหลิงมานานแล้วแต่ไม่กล้าออกปากและตอนนี้ไม่เพียงจะเห็นนางในฝันของตัวเองตกเป็นภรรยาผู้อื่นแต่ยังตั้งครรภ์อีกด้วย

     

                “ข้าดีใจที่เห็นเจ้ากลับมาแล้วก็สองคนนั่นด้วย” นางกล่าวต่อ

     

                “ข้าเป็นห่วงเจ้า ถึงได้กลับมาไงเล่า”

     

                ฮูหยินโจรป่าทำตาโตเอามือปิดปากหัวเราะ

     

                “ทำไมเล่า ไม่เชื่อคำพูดข้าแล้วหรืออย่างไร”

     

                หวูไว่พูดแก้ตัวแล้วเมินหน้าไปอีกทางหนึ่งไม่อยากให้โดนจับโกหกได้

     

                “อย่าโกหกตัวเองเลยเจ้าเด็กแซ่หวูปากอย่างหนึ่งแต่ใจกลับอีกอย่างหนึ่ง หรือจะให้ข้าบอกไปตามตรง”

     

                ชายหนุ่มโบกมือห้าม

     

                “นางเคยมาหาข้าหลายหนแล้วมีหลายเดือนหลังมานี่แหละที่หายหน้าไป ก็คงด้วยมีภารกิจติดพันมากมาย ก็น่าเห็นใจคุณหนูมีฐานะเป็นบุตรสาวของท่านเจ้าเมืองคนใหม่ด้วยอีกตำแหน่งหนึ่งนี่นา”

     

                หวูไว่รู้ดีว่านางกล่าวถึงสตรีผู้ใดแต่ก็ไม่กล้าแม้แต่จะเรียกชื่อนางออกมา

     

                “ว่าแต่ว่าเจอหน้ากันอีกทีบางทีนางอาจจำเจ้าไม่ได้นะ นี่ข้าบอกจริงๆ ท่านอ๋องน้อย”

     

                เขาไม่สนใจคำสัพยอกนั้นหรอกแต่ก็คิดเหมือนกันว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเองมีมากมายแม้กระทั่งอาหลิงก็ยังจำเขาไม่ได้ได้

     

                “เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงได้…”

     

                “ข้าไม่รู้จริงๆ อาหลิง”

     

                “อย่างไรเสียเจ้ากับพวกต้องพักอยู่ที่นี่หลายวันก่อนข้ามีเรื่องพูดคุยกับอีกหลายเรื่องนี่อาฉางก็ไปสั่งห้องครัวให้จัดงานเลี้ยงต้อนรับให้แล้ว”

     

                หวูไว่ฝืนยิ้ม กล่าวตอบว่า“ไม่ต้องทำอะไรให้เอิกเกริกหรอกครั้งหนึ่งข้าก็เป็นส่วนหนึ่งของป่าสำราญแห่งนี้ด้วยเหมือนกัน”

     

                ฮูหยินเฉินส่ายหน้าไม่เห็นด้วย

     

                “อย่างน้อยก็ต้องจัดสุราเต็กเฮียะแชเอาไว้ให้สองคนนั่นข้าจะลงมือทำอาหารเลี้ยงพวกเจ้าสักมื้อ”

     

                “อย่างนั้นก็ได้”

     

                “อ๋องน้อย”นางเรียกชื่อเขาอย่างนั้นอีกแล้ว

     

                “ว่ากระไร ฮูหยินเฉิน”

     

                “ยังมีคนผู้หนึ่งรอการกลับมาของเจ้าอยู่เช่นกัน”

     

                เขาสบตาคนพูดรู้แล้วว่าหมายถึงผู้ใดกัน

     

    ……………………………………………………….

     

                หวูไว่ไปยืนสูดลมหายใจอยู่ริมหน้าผาแห่งหนึ่งเป็นเวลาใกล้ย่ำค่ำแล้ว ไม่มีผู้คนใดอยู่ในบริเวณ

     

                ฉับพลันนั้น ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวทางด้านหลัง

     

                ชายหนุ่มไม่ขยับตัว ยืนนิ่งแถมยังเอามือกอดอก รู้อยู่แล้วว่ามีคนผู้หนึ่งมา แต่ไม่ได้ต้องการลงมือกับเขา

     

                “ทำไมเจ้าไม่เตรียมตัวรับมือ”

     

                เสียงพูดนั้นดังมาจากด้านหลังและยืนอยู่ห่างไม่ไกล

     

                หวูไว่หันหน้ากลับไป พูดขึ้นว่า

     

                “ข้ารู้ว่าท่านเพียงแค่ต้องการทดสอบฝีมือเท่านั้นไม่มีเจตนาทำร้าย”

     

                บุรุษตรงหน้ามีใบหน้าเรียวยาวขนคิ้วดำขลับ เส้นผมออกจะยุ่งเหยิงไปบ้าง ในมือถือทวนสั้นเล่มหนึ่ง

                “เจ้าบ้า”

     

                คนเรียกชื่อเขาเช่นนี้เห็นจะมีเพียงคนเดียวไม่ใช่หัวหน้าโจรป่าแห่งป่าสำราญจะเป็นใครไปได้

     

                “ข้าเป็นซือตี๋ของท่าน”

     

                คนฟังพลันถลึงตา แยกเขี้ยวแต่กลับทำให้หวูไว่อารมณ์ดีอย่างบอกไม่ถูก มีคนไม่มากนักซึ่งมีนิสัยชอบดุด่า สั่งสอนบางครั้งถึงขั้นลงไม้ลงมือ และไม่อาจทำให้ท่านรู้สึกเคืองแค้น กลับชอบใจเสียอีกยิ่งด่ายิ่งให้ความเคารพ

     

                ความสัมพันธ์อันพิลึกของเขาทั้งสองคนเกิดขึ้นตอนไหนไม่ทราบแต่ยิ่งมายิ่งแน้นแฟ้น

     

                “ผมและนัยน์ตาของเจ้าทำไมถึงได้…” เฉินตงถามอย่างสงสัย

     

                หวูไว่หัวร่อเบาๆ ไม่รู้จะตอบอย่างไรดีก็เหมือนกับตอนครั้งก่อนซึ่งผู้คนสงสัยผมสีทอง นัยน์ตาสีน้ำทะเลของเขา

     

                “ช่างเถอะ” เฉินตงยกมือห้าม“แล้วเจ้ากลับมาทำไม”

     

                “อ้าวแล้วกัน” หวูไว่ร้องเสียงดัง“ข้าตั้งใจแล้วว่าจะกลับมา ข้าคิดถึงท่านศิษย์พี่”

     

                เฉินตงถอนหายใจ พูดขึ้นว่า

     

                “ข้าไม่อยากให้เจ้ากลับมาเลยโดยเฉพาะในสถานการณ์ยุ่งเหยิงเยี่ยงนี้”

     

                “อะไรคือยุ่งเหยิง”

     

                “คล้ายกับสองปีก่อนนั่นแหละทั้งอัศวินดำ กองทัพเมฆขาว สะสมกำลังพรั่งพร้อมแล้ว ไม่ช้าสงครามคงกลับมาอีก”

                หวูไว่มองสีหน้ายุ่งยากของหัวหน้าโจรป่าพอจะเข้าใจความรู้สึกอยู่บ้างไม่ใช่ว่าไม่ต้องการให้เขากลับมาหรอกแต่เป็นเพราะว่าไม่ต้องการให้เขาสอดมือเข้ามาเกี่ยวข้องกับสงครามอันไม่จบสิ้นที่สำคัญยังมีศัตรูในที่ลับที่พร้อมจะกลับมาพร้อมแผนชั่วร้าย

     

                “เจ้าคงอยากไปเมืองเกียะหยูด้วยงั้นสิ”

     

                เขาพยักหน้ารับ

     

                “ระวังตัวด้วย”

     

                “ทำไมท่านพูดอย่างนั้น”

     

                โจรป่าไม่ตอบเดินหันหลังแล้วไปยืนพิงต้นไม้ใหญ่เอามือกอดอก

     

                “มีคนรอข้าอยู่ที่นั่น” หวูไว่บอก

     

                “รู้แล้วน่า”

     

                “จัดการธุระของเจ้าให้เสร็จแล้วรีบกลับออกมาอย่าสร้างความยุ่งยากให้กับตัวเองมากไปกว่านี้ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้อนรับเจ้าหรอกนะ อย่าลืมว่าเจ้าไม่ใช่หวูไว่คนเดิมแล้ว”

     

                ชายหนุ่มรับรู้ว่าหัวหน้าใหญ่แห่งป่าสำราญหมายถึงอะไรแต่ไม่คิดว่าจะมีใครคิดร้ายกับเขาได้ลงคอหรอก

     

                “อยากไปข้าก็คงห้ามเจ้าไม่ได้ แต่อย่าเพิ่งไว้ใจหลี่มู่”

     

                “ท่านคิดมากไปแล้ว”

     

                “อย่าลืมสิว่าหลี่มู่เคยตกเป็นเครื่องมือของจอมมารและยังเคยขอร้องเจ้าให้ไว้ชีวิตพ่อบุญธรรมไว้ครั้งหนึ่ง จำได้หรือไม่”

     

                หวูไว่ทอดถอนใจ

     

                 “จนบัดนี้หลี่มู่ก็ยังเป็นคู่หมั้นของคุณหนูเอียนของเจ้าอยู่นะอย่าลืม”

     

                หวูไว่รู้ดีว่ามีความยุ่งยากรอเขาอยู่ที่เมืองเกียะหยู

               

     

    คล้ายกับเรื่องผีเสื้อลายมังกร ที่คุณอ่าน