ขุนปราบสวาทกาม 18+

    ตอนที่ 41 | ความปั่นป่วนของพิภพหิมพานต์

    ขุนปราบกามสวาท

    ตอนที่ 41 | ความปั่นป่วนของพิภพหิมพานต์

            

            หลังจากที่ทั้งคู่ได้ทำกิจกรรมสุดร้อนผ่านกันไปช่วงหัวค่ำ ทั้งคู่ก็ใช้เวลาในค่ำคืนนั้นด้วยกัน ก่อนที่จะเริ่มออกเดินทางอีกครั้งในตอนที่รุ่งสางมาถึง ตอนนี้กินรีสาวกำลังนั่งอยู่ในอ้อมแขนของทัพบนหลังของเจ้าสีนิล ส่วนเขาก็กำลังโอบกอดนางไว้ แล้วควบเจ้าสีนิลตามทางไปด้วย แต่ทว่าเขาที่ควบมันมาได้สักพักก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมา สิ่งที่เขาสงสัยอยู่เมื่อวาน

            "จริงสิ พี่ยังไม่ได้ถามน้องเลย ว่าน้องไปถูกพรานป่าคนนั้นไล่ล่าได้อย่างไร น้องควรจะอยู่ในป่าหิมพานต์ไม่ใช่หรือ" เขาก็เลยถามนางขึ้นมา

            "ที่จริงแล้ว......" กินรีสาวที่ได้ฟังแบบนั้นก็ครุ่นคิดขึ้นมาเล็กน้อย เพราะในป่าหิมพานต์นั้นเกิดเรื่องขึ้นมากมาย จนนางไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเล่าจากตรงไหนดี จากนั้นนางที่ปะติดปะต่อเรื่องอยู่สักพัก ก็เล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในป่าหิมพานต์ให้ทัพฟัง

            ป่าหิมพานต์ในตอนนี้นั้น กำลังเกิดสงครามแย่งชิงความเป็นผู้ครอง ระหว่างเจ้าเวหากับเจ้าวารี เจ้าเวหานั้นเป็นนางพญาครุฑ ผู้ครองอาณาจักรเวหา ผู้เป็นใหญ่เหนือน่านฟ้าของพิภพหิมพานต์ ส่วนเจ้าวารีคือนางพญานาคราช ผู้ครองอาณาจักรใต้สมุทร ผู้เป็นใหญ่เหนือน่านน้ำของพิภพหิมพานต์ การต่อสู้ระหว่างทั้งสองมันทำให้พิภพหิมพานต์ปั่นป่วนไปหมด ทำให้มิติของพิภพหิมพานต์ไม่เสถียรเป็นอย่างมาก จนเกิดหลุมประตูมิติขึ้นทั่วทั้งพิภพหิมพานต์ ทำให้สัตว์วิเศษตกหลุมประตูมิตินั้น แล้วเดินทางมายังพิภพมนุษย์

            "ถ้าเช่นนั้น แปลว่าน้องเดินทางมาที่นี่อย่างไม่ตั้งใจสินะ" ทัพที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดก็พูดขึ้น กินรีสาวที่ได้ฟังแบบนั้นก็ส่ายหัวทันที

            "ไม่ใช่ น้องเดินทางมาที่นี่ด้วยความตั้งใจของน้องเอง" ก่อนที่จะพูดขึ้นแล้วเงยใบหน้าสวยขึ้นมาสบตาของเขา "น้องเดินทางมาที่นี่เพื่อตามหาราชินีแห่งผืนป่า" แล้วพูดกับเขาอีกครั้งด้วยใบหน้าที่แฝงไปด้วยความกังวล ก่อนที่จะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นอีกครั้ง

            เดิมทีผู้ปกครองแห่งพิภพหิมพานต์นั้นจะถูกคัดเลือกด้วยความต้องการของป่าเอง ผู้ปกครองนั้นจะถูกเรียกว่าราชินีแห่งผืนป่า แต่ทว่าเมื่อ 5 ปีก่อนได้เกิดการสั่นไหวของมิติขึ้นอย่างรุนแรงที่พิภพหิมพานต์ ทำให้ดอกของต้นครองพิภพ ที่จะให้กำเนิดราชินีแห่งป่าบานออกก่อนกำหนด ดวงใจแห่งป่าที่จะกลายมาเป็นราชินีแห่งผืนป่าในอนาคตก็ได้หายไปในตอนนั้นด้วย และต้นครองพิภพจะให้กำเนิดดวงใจแห่งป่าแค่หนึ่งครั้งในรอบหนึ่งร้อยปีเท่านั้น ผู้ครองคนเก่าที่โรยราจนไร้ซึ่งพลังแล้ว ก็ไม่อาจทำหน้าที่ต่อไปได้ พิภพหิมพานต์จึงเกิดความวุ่นวายขึ้นมา จนนำไปสู่สงครามครองพิภพของทั้งสองเจ้านคร

            "หมายความว่าน้องมาที่นี่ เพื่อตามหาราชินีแห่งผืนป่าสินะ" ทัพที่ได้ฝั่งเรื่องทั้งหมดก็พูดขึ้น

            "ใช่ น้องมาที่นี่เพื่อตามหาท่านราชินีที่หายตัวไป ถึงเมื่อห้าปีก่อนเราจะเคยมาตามหาแล้วไม่พบก็ตาม แต่น้องก็มั่นใจว่าท่านราชินียังมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่งของพิภพมนุษย์แห่งนี้" นางตอบ

            "ภารกิจที่สำคัญเช่นนี้ เหตุใดน้องถึงเดินทางมาคนเดียวเล่า" นางที่ได้เช่นนั้น ใบหน้าสวยก็หม่นหมองลงทันที

            "เดิมทีแล้วน้องเดินทางมาที่นี่กับกลุ่มองค์ลักษณ์ราชินี แต่ว่าถูกซุ่มโจมตีจากพวกผู้ครองนครอื่น ที่ต้องการจะเปลี่ยนผู้ครองพิภพ ซึ่งน้องก็ไม่รู้เลยว่าพวกที่มาโจมตีนั้นเป็นคนของนครใด ทุกคนที่เดินทางมาด้วยกันนั้นถูกสังหารทั้งหมด มีเพียงแค่น้องคนเดียวที่ลอดมาได้" ทัพที่ได้ฟังแบบนั้น ก็โอบกอดร่างบางแน่นขึ้นทันที เพราะเขานั้นเข้าใจถึงความรู้สึกที่ต้องเห็นพวกพ้องตายไปต่อหน้าต่อตาเป็นอย่างดี

            "หากว่าน้องแข็งแกร่งกว่านี้ละก็......ทุกคน...." จากนั้นนางก็ปล่อยโฮออกมาทันที ทัพที่เห็นแบบนั้นก็เลยกอดนางแน่นขึ้นกว่าเดิม

            "ไม่เป็นไร มันไม่ใช่ความผิดของน้องเลย พี่สัญญาว่าพี่จะช่วยน้องตามหาองค์ราชินีเอง" พร้อมกับพูดปลอบใจนางไปด้วย ทำให้นางเริ่มสงบขึ้นมาบ้าง ก่อนที่นางจะค่อยๆ ผล็อยหลับไปในอ้อมกอดของเขา ส่วนทัพก็กอดนางต่อไปแบบนั้น พร้อมกับควบเจ้าสีนิลไปด้วย จนเดินทางกลับมาถึงเขตพระนคร

            "นารี นารีได้ยินพี่ไหม" จากนั้นเขาก็ปลุกนางที่หลับใหลอยู่ขึ้นมาจากห้วงนิทรา ร่างบางที่ได้ยินเสียงเขาก็ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา

            "เรามาถึงพระนครแล้ว" ทัพที่เห็นว่านางตื่นขึ้นมาแล้วก็พูดกับนาง กินรีสาวที่ได้ฟังแบบนั้น ก็หันใบหน้าสวยไปมองดูพระนครด้วยแววตาตื่นอกตื่นใจ เพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยที่นางได้เห็นเมืองของมนุษย์ ถึงมันจะไม่ได้เต็มไปด้วยเวทมนตร์อย่างเมืองในพิภพหิมพานต์ แต่ความเรียบง่ายของที่นี่มันก็งดงามไม่ใช่น้อยเลย

            "เดี๋ยวพี่ควบม้าไปช้าๆ แล้วกัน น้องจะได้ชมเมืองระหว่างทางกลับไปเรือนด้วย" ทัพพูดพร้อมกับควบเจ้าสีนิลให้ช้าลง ซึ่งเขาก็ใช้คาถากำบังกายบดบังตัวตนของตัวเองเหมือนทุกครั้ง เพราะไม่อยากเป็นจุดสนใจของใคร

            และพอมาถึงเรือนทัพก็เห็นว่าเมียสาวคนสวยทั้งสองคนยืนรอเขาอยู่ที่หน้าเรือนแล้ว เขาที่เห็นแบบนั้นก็ทำตัวไม่ถูกทันที เพราะว่าตัวเองพาสตรีกลับเรือนมาด้วย แถมยังนั่งโอบกอดนางไว้ในอ้อมแขนบนหลังม้าอีกต่างหาก ถึงจะรู้ว่านางสองคนคงไม่ว่าอะไรเขา แต่ก็เกรงใจทั้งคู่อยู่ดี เพราะเขาไม่ได้บอกไว้ก่อนไปว่าจะพาหญิงอื่นกลับมาด้วย

            "พี่ทัพ!!!!!" แต่ดูเหมือนว่าเมียคนสวยทั้งสองคนจะไม่สนใจเลยว่าเขาพาใครกลับมา เพราะพอเขาลงมาจากม้าทั้งคู่ก็วิ่งตรงเข้ามากอดเขาทันที แถมยังกอดแน่นไม่ยอมปล่อยอีกต่างหาก เขาก็เลยกอดนางทั้งคู่กลับไป พร้อมกับลูบหัวอย่างเอ็นดูไปด้วย เพราะเขาเองก็คิดถึงนางทั้งสองคนเหมือนกัน จากนั้นทั้งสามคนที่กอดกันจนคลายความคิดถึงได้แล้ว ก็ค่อยๆ ละออกมาจากกันและกัน

            "น้องสองคนอาจจะเห็นแล้วว่าพี่ไม่ได้กลับมาคนเดียว" ทัพพูดพร้อมกับเดินไปจับมือนารีมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าทั้งสองคน "นางชื่อว่านารี พี่ไปเจอนางกำลังโดนพรานป่าไล่ล่าที่กลางป่าก็เลยไปช่วยนางไว้ ส่วนทางนี้คือบุษบา และคำแก้ว ทั้งสองคนเป็นเมียของพี่" จากนั้นทัพก็แนะนำทั้งสามคนให้รู้จักกัน

            "ไหว้เจ้าค่ะ" นารีที่ถูกทัพแนะนำตัวเสร็จ ก็กล่าวทักทายทั้งสองคนอย่างเป็นมิตรทันที ทั้งสองคนเองก็ยิ้มตอบรับนางอย่างเป็นมิตรเช่นเดียวกัน

            "เราขึ้นไปคุยบนเรือนกันเถอะ พี่จะได้พักเหนื่อยด้วย" บุษบาพูดพลางเข้ามาเกาะแขนทัพ ก่อนที่จะพาทัพขึ้นเรือนไป

            "ส่วนนารีก็ไปกับฉันก่อนแล้วกัน เดี๋ยวฉันพาไปล้างเนื้อล้างตัว" คำแก้วเองก็เดินเข้ามาหานารี แล้วพานางเดินขึ้นเรือนตามทัพกับบุษบาไปเช่นเดียวกัน

            หลังจากที่จัดการล้างเนื้อล้างตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งสี่คนก็กินอาหารเย็นด้วยกันคุยกับเรื่องของนารีไปด้วย ซึ่งทั้งบุษบาและคำแก้วต่างก็เห็นใจนางเป็นอย่างมากหลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวของนาง ส่วนนารีก็ดีใจไม่ใช่น้อย ที่ได้รับการต้อนรับที่ดีแบบนี้จากครอบครัวของทัพ เพราะนางนั้นอยู่คนเดียวมาตั้งแต่เด็ก จากการที่พ่อแม่ถูกสัตว์ร้ายฆ่าตาย นางก็เลยไม่ได้มีมื้ออาหารที่อบอุ่นแบบนี้เท่าไหร่

            "กินเยอะๆ เลยนะนารี เดี๋ยวตอนค่ำเราต้องทำโทษผู้ชายเจ้าชู้กัน" คำแก้วพูดพลางตักอาหารมาใส่จานของนาง แล้วยิ้มให้นางไปด้วย นางที่ได้ฟังแบบนั้นก็หน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที เพราะเข้าใจคำพูดว่าทำโทษนั้นได้เป็นอย่างดี

            "ดูเหมือนว่าคืนนี้พี่จะต้องเหนื่อยอีกแล้วสินะ" ทัพที่เข้าใจความหมายของมันเหมือนกันก็พูดขึ้นมา "แต่พี่ไม่ยอมให้น้องสามคนทำโทษพี่อยู่ฝ่ายเดียวหรอกนะ" ก่อนที่พูดกับนางทั้งสามคนอีกครั้ง พร้อมกับยิ้มให้นางทั้งสามคนไปด้วย


    โปรดติดตามตอนต่อไป

    คล้ายกับเรื่องขุนปราบสวาทกาม 18+ ที่คุณอ่าน