บทที่ 5 ลู่จิ่วอันเข้าแจ้งความ
ลู่เจี้ยนกั๋วกับจางกุ้ยอิงกลัวว่าตำรวจจะมาที่นี่จริง ๆ จนทำให้เื่ราวบานปลายใหญ่โต แล้วเื่ที่พวกเขาสับเปลี่ยนตัวเด็กก็จะถูกเปิดโปง!
จางกุ้ยอิงหยุดเสมียนคนนั้นไว้ จากนั้นก็ร่ำไห้ราวกับลู่จิ่วอันทำให้หัวใจของเธอแตกสลาย “ลู่จิ่วอัน แกทำแบบนี้ไม่ต่างกับเอามีดมาปักอกแม่ ก็ได้ แม่จะไม่ยุ่งเื่ของแกอีกแล้ว อยากจะไปไหนก็ไป ต่อให้ตายอยู่ข้างถนนก็ไม่ต้องส่งจดหมายมา”
ลู่จิ่วหยางเข้าไปยืนขวางจักรยานและะโ “ไม่ได้! แม่ให้เธอไปไม่ได้นะ!”
ทั้งจักรยาน นาฬิกาข้อมือ ไหนจะจักรเย็บผ้า แล้วยังจะวิทยุอีก ถ้าลู่จิ่วอันไป เขาก็จะไม่ได้อะไรสักอย่างเลยน่ะสิ?
ตนให้สัญญากับเสี่ยวฟางไปแล้วว่าจะเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมสรรพ ไม่ให้เธอต้องอับอายที่แต่งงานกับเขา
ลู่เจี้ยนกั๋วคว้าแขนลูกชาย พร้อมกับเอ่ยอย่างปวดร้าว “ปล่อยเธอไปเถอะ ไปแล้วก็ไม่ต้องกลับมาอีก! จะไปตายตกที่ไหนก็ไม่ต้องส่งข่าวมาบอก พวกเราจะถือเสียว่าไม่เคยมีลูกสาวอย่างเธอ!”
เมื่อลู่จิ่วอันฟังคำของสองสามีภรรยาก็ได้แต่คิดในใจ ง่ายขนาดนี้เชียว?
“ผู้ใหญ่บ้านช่วยออกใบรับรองโอนย้ายทะเบียนบ้านให้ฉันหน่อยนะคะ ฉันจะย้ายทะเบียนบ้านไปที่ศูนย์อนุรักษ์ป่าไม้”
ผู้ใหญ่บ้านหยิบยาเส้นขึ้นมาสูบ จากนั้นก็เอ่ยถามน้ำเสียงแหบแห้ง “หนูจิ่วอัน เธอคิดดีแล้วเหรอ? ย้ายชื่อออกไปแล้ว จะกลับเข้ามาไม่ได้แล้วนะ? ”
“ฉันคิดดีแล้วค่ะผู้ใหญ่บ้าน!”
ผู้ใหญ่บ้านเขียนหนังสือรับรองโอนทะเบียนบ้านให้เดี๋ยวนั้นทันที จากนั้นก็ปลดตราประทับราชการที่แขวนไว้กับเข็มขัด เปิดกล่องหมึกและประทับหมึกสีแดงสดลงบนหนังสือรับรอง
ลู่จิ่วอันจ้องมองกระดาษแผ่นบาง รู้สึกได้ว่าโซ่ล่องหนที่พันธนาการเธอไว้ได้คลายออกปลดปล่อยเธอให้เป็อิสระนับจากวันนี้ไป
ลู่จิ่วหยางมองเซี่ยอวิ้นหนิงเข็นจักรยานที่ตนเฝ้าโหยหา จากนั้นก็เข้าไปขวางทางลู่จิ่วอันกับเซี่ยอวิ้นหนิง พร้อมกับเอ่ยอย่างไร้ยางอาย “เธอจะไปก็ได้ แต่ห้ามเอาจักรยานไปด้วย!”
หญิงสาวถลึงตาใส่ลู่จิ่วหยางอย่างดุร้าย พูดชัดถ้อยชัดคำ “เซี่ยอวิ้นหนิงเป็คนซื้อจักรยานคันนี้มา นายไม่เกี่ยว ถอยไป!”
“พ่อ แม่ พวกท่านจะปล่อยให้พวกเขาเอาของครอบครัวเราไปแบบนี้น่ะเหรอ?”
ผ้าห่ม อ่างล้างหน้า และกระติกน้ำร้อนไม่ใช่ของมีค่า มีราคา แต่ว่าจักรยาน… จะให้ผู้หญิงไร้ค่าอย่างลู่จิ่วอันเอาไปไม่ได้เด็ดขาด!
ลู่จิ่วอันกระชากคอเสื้อลู่จิ่วหยาง และดึงมากระซิบที่ข้างหูพร้อมกับข่มขู่ “ลู่จิ่วหยาง ถ้าพ่อแม่รู้ว่านายโดดเรียนทุกวันเพื่อไปเป็ลูกไล่ให้พวกอันธพาล แถมยังทำเสี่ยวฟางท้อง นายว่าพวกเขาจะถลกหนังนายหรือเปล่านะ?”
เธอผลักลู่จิ่วหยางที่กำลังยืนใบ้ให้พ้นทาง จากนั้นก็เข็นจักรยานออกไปในยามค่ำคืนพร้อมกับเซี่ยอวิ้นหนิง
สองสามีภรรยารวมถึงลู่จิ่งหยางผู้เป็ลูกชายมองเงาของลู่จิ่วอันกับเซี่ยอวิ้นหนิงที่จากไปด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น
หลังจากนั้นไม่นานลู่เจี้ยนกั๋วก็ทำหน้าตาสิ้นหวัง และเอ่ยกับญาติสนิทและเ้าหน้าที่ของหมู่บ้าน “เด็กคนนั้นปีกกล้าขาแข็ง ไม่เชื่อฟังพ่อแม่อีกต่อไปแล้ว เฮ้อ… พวกคุณต้องมาเห็นเื่น่าอายเสียได้!”
บรรดาเ้าหน้าที่ของหมู่บ้านต่างก็รู้สถานการณ์ในตระกูลลู่เป็อย่างดี
ถึงแม้ทุกคนจะคิดว่าลู่จิ่วอันทำรุนแรงเกินไป แต่เมื่อมองอีกด้านหนึ่งแล้ว หากว่าพวกเขาถูกครอบครัวกดขี่ข่มเหงมาเกือบยี่สิบปี แล้วมีโอกาสให้หนี พวกเขาย่อมไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน
หลังจากที่เื่จบลง ทุกคนต่างก็หมดอารมณ์เล่นไพ่ พากันแยกย้ายกลับบ้านภายใต้ความสว่างของแสงจันทร์
ญาติตระกูลจางอาศัยอยู่ไกล ทำให้ไม่อาจเดินทางกลับบ้านในคืนนี้ได้ และต้องนอนอัดอยู่ภายในห้องเดียว
จางกุ้ยอิงลากตัวลู่เจี้ยนกั๋วไปในที่ไร้สายตาผู้คน พร้อมเอ่ยถามอย่างเป็กังวล “เจี้ยนกั๋ว คุณเมาแล้วเผลอหลุดปากกับเธอหรือเปล่า?”
สีหน้าของชายชราดูประหลาดใจ “ฉันนึกว่าเป็เธอเสียอีก?”
“ฉันไม่ได้บอกเธอนะ!”
“ฉันก็เปล่า”
ลู่เจี้ยนกั๋วเตะกำแพงด้วยความโมโหพร้อมกับสาปแช่ง “นังเด็กเวรนั่นไม่เหมือนคนตระกูลลู่เลยสักนิด ดื้อด้านไม่มีใครเกิน…”
ท่ามกลางความมืดมิด ญาติตระกูลจางคนหนึ่งมาได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่ จากนั้นก็ยกมือปิดปากด้วยความใ
ลู่จิ่วอันไม่ใช่ลูกสาวของลู่เจี้ยนกั๋วและจางกุ้ยอิงจริง ๆ?
ทำไมพวกเขาถึงได้กล้าทำเื่ไร้ศีลธรรมเช่นนี้?
ถนนจากตระกูลลู่ไปยังอำเภอเป็ูเา ประกอบกับเป็ตอนกลางคืน ลู่จิ่วอันกับเซี่ยอวิ้นหนิงจึงทำได้เพียงเข็นจักรยานไปยังทิศทางที่อำเภอตั้งอยู่เท่านั้น
ขณะที่ชายหนุ่มเข็นจักรยาน แววตาสุกใสก็จ้องมองแผ่นหลังของหญิงสาวที่เดินอยู่ข้างหน้า
เธอเป็เหมือนกับเมล็ดวัชพืชที่ค่อย ๆ ร่วงหล่นลงบนหัวใจของเขาอย่างเชื่องช้าและเงียบเชียบ ทว่าเด็ดเดี่ยวและไม่ยอมแพ้
ตระกูลลู่คิดว่าลู่จิ่วอันก่อเื่วุ่นวายขึ้นในหมู่บ้านแล้วเื่จะจบแค่นี้งั้นเหรอ?
ไม่มีทางหรอก!
เธอแค่ยืมมือผู้ใหญ่บ้านชั่วคราวเพื่อให้ตนเองไปจากตระกูลลู่ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
ทันทีที่ไปถึงอำเภอ เธอจะแจ้งเื่นี้ให้กับสำนักสันติบาล
ชาติก่อนเมิ่งเจียฉียึดครองตัวตนของเธอแล้วใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย หล่อนก็ยังไม่พอใจ ซ้ำยังคอยแต่พะว้าพะวังว่าเื้ัของลู่จิ่วอันจะส่งผลกระทบมาถึงตัวเอง
แทนที่จะยอมให้ตัวเองถูกลักพาตัวและหมดหนทางตอบโต้ สู่เป็ฝ่ายเดินเกมจะดีที่สุด
ส่วนสองสามีภรรยาลู่เจี้ยนกั๋วและจางกุ้ยอิงก็เป็แค่พวกเก่งแต่กับคนในครอบครัวเท่านั้น
ทันทีที่สำนักสันติบาลลงมาตรวจสอบ พวกเขาก็จะใจนแข้งขาอ่อนและสารภาพเื่ราวของเธออย่างหมดเปลือก
ในเมื่อ์ให้โอกาสเธอได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอก็จะต้องรู้ให้ได้ว่าพ่อแม่ที่แท้จริงของตัวเองเป็ใครกันแน่?
และเธอก็้าให้หญิงชั่วและชายชู้ที่ลักพาตัวเธอกับเซี่ยซิงเหอต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำลงไป
ทั้งสองเดินเท้าเป็เวลากว่าแปดชั่วโมง ในที่สุดก็มาถึงสำนักสันติบาลที่ตั้งอยู่ในอำเภอในเวลารุ่งสาง
หลังจากที่ลู่จิ่วอันจัดการเื่โอนย้ายทะเบียนบ้านเสร็จแล้ว เธอก็พูดกับเ้าหน้าที่ดำเนินเื่ “ขอโทษนะคะ ฉันจะแจ้งความลู่เจี้ยนกั๋วกับจางกุ้ยอิงข้อหาสับเปลี่ยนตัวเด็ก”
“ลู่เจี้ยนกั๋วกับจางกุ้ยอิงไม่ใช่พ่อแม่ของคุณงั้นเหรอ?” เ้าหน้าที่เอ่ยถาม
ลู่จิ่วอันส่ายหน้า “ไม่ใช่ค่ะ พวกเขาสลับตัวฉันกับลูกสาวของตัวเองเพื่อให้ลูกของพวกเขาได้มีชีวิตที่ดี ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปตรวจสอบบันทึกเด็กแรกเกิดของปีนั้นที่โรงพยาบาลประจำอำเภอได้เลยค่ะ”
“ถ้าสิ่งที่คุณพูดมาเป็ความจริง พวกเราต้องตรวจสอบอย่างแน่นอนค่ะ”
ลู่จิ่วอันจับมือของเ้าหน้าที่หญิงตรงหน้าด้วยความรู้สึกซาบซึ้งในหัวใจพร้อมกับพูดขึ้น “ฉันเชื่อมั่นว่าพวกคุณจะต้องเจอตัวพ่อแม่ที่แท้จริงของฉันอย่างแน่นอน”
“คุณไม่ต้องเป็ห่วงนะคะ ถ้าได้เื่แล้วฉันจะแจ้งให้ทราบ”
ลู่จิ่วอันใช้ข้อศอกกระทุ้งไปที่เซี่ยอวิ้นหนิง และพูดเสียงเฉียบขาด “เซี่ยอวิ้นหนิง บอกเบอร์ศูนย์อนุรักษ์ไปสิ”
ชายหนุ่มจึงทิ้งเบอร์โทรศัพท์ของห้องทำงานที่ศูนย์อนุรักษ์ป่าไม้ไว้ให้กับเ้าหน้าที่
เมื่อลู่จิ่วอันและสามีออกมาจากสำนักสันติบาลแล้ว ก็แวะไปที่ร้านอาหารเล็ก ๆ ในอำเภอ
เซี่ยอวิ้นหนิงซื้อซาลาเปาไส้เต้าหู้ผัดถั่วงอกเจ็ดลูก เขาและลู่จิ่วอันยืนรอรถบรรทุกจากศูนย์อนุรักษ์ป่าไม้อยู่ตรงทางแยกพลางกินซาลาเปาไปด้วย
เวลาแปดโมงเช้า รถบรรทุกก็ขับมาจอดตรงหน้าทั้งคู่ตรงเวลาพอดี
คนขับรถบรรทุกนั่งตีหน้าขรึมอยู่ที่เบาะคนขับพร้อมกับกล่าวทักทายเซี่ยอวิ้นหนิง
“ช่างเซี่ย คนนี้คือภรรยาที่คุณเพิ่งแต่งงานด้วยสินะ”
ลู่จิ่วอันยื่นซาลาเปาสองลูกที่ตั้งใจเหลือเอาไว้ไปให้คนขับรถบรรทุก พร้อมกับเอ่ยเสียงหวาน “พี่ชาย ฉันเป็ภรรยาของเซี่ยอวิ้นหนิง ชื่อว่าลู่จิ่วอัน จากนี้ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”