King - of - Element

    ตอนที่ 37


      ผู้เล่นพบ ผู้พิทักษ์โบสถ์ศักดิ์สิทธิ์เอราก้อน ระดับ ?? (คลาส ??) ค่ะ ผม กับแวนกัสเตรียมท่าพร้อมสู้เต็มทันทีที่เสียงของระบบแจ้งเตือนว่าสิ่งตรงหน้ามันอันตรายแค่ไหน พวกเราได้บทเรียนการต่อสู้กับมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งก่อนหน้ามาแล้ว ครั้งนี้จะไม่ประมาทเด็ดขาด บรรยากาศในห้องนั้นอื้ออึง และตรึงเครียด ไม่มีใครพูดอะไรแม้แต่คำเดียวจนแสนจะอึดอัด เวลาราวกับหยุดนิ่งเสียดื้อๆ ทั้งสองฝ่ายกำลังดูเชิงกันไปมาไม่มีใครกล้าที่จะขยับโจมตีก่อน แต่ทันใดนั้นเองศัตรูของพวกเรากลับเป็นฝ่ายเริ่มเคลื่อนไหวก่อนจนทำให้คิ้วผมกระตุกขึ้นมา ตุบ........“เฮ้อ....นี่พวกเจ้าทำไรกันอยู่เนี่ย ไม่พูดอะไรซักคำ ยืนนานๆข้าก็เมื่อยเป็นนะ อายุก็ปูนนี้แล้วแท้ๆ...” ผู้พิทักษ์วิหารศักดิ์สิทธิ์ เอราก้อน สบถอย่างเหนื่อยหน่ายพร้อมกับโน้มตัวไปนั่งลงบนบัลลังก์ข้างหลังท่ามกลางใบหน้าที่งงงวยของสองราชันย์ที่เตรียมตัวเก้อ “ไม่ใช่ว่าต้องสู้กันหรอกหรอ?” ผมถาม “สู้? เฮ้อ..เด็กสมัยนี้เลือดร้อนกันเสียจริง ข้าไม่คิดจะสู้ด้วยหรอกนะ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ข้าสู้ไม่ได้อีกแล้ว.....” น้ำเสียงของเอราก้อนดูเศร้าหมอง เป็นความเศร้าที่มาจากก้นบึ้งของจิตใจโดยแท้ เมื่อผมมองดูเขาดีๆแล้วก็พบว่า ร่างกายของเขานั้นค่อยๆโปร่งใสเล็กน้อยถึงมากสลับกันไป ผมก็เข้าใจทันทีว่าร่างของเขาเป็นเพียงแค่ร่างวิญญาณ หรือไม่ก็ร่างจิตที่ผูกพันกับสถานที่แห่งนี้ และคอยป้องป้องมันเป็นเวลานานเป็นแน่ “แล้วคุณ...เป็นใครกันแน่?” ผมถามซ้ำอีกรอบอย่างใจเย็น “หึมๆ จะว่าไงดีล่ะ ตัวข้าในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด และเป็นราชาผู้ปกครองของเหล่าพี่น้องชาวไวกิ้งอันทรงสง่า” เอรากอนพูดออกมาพลันลำลึกความหลังไปด้วย เหตุผลที่เขายอมตอบคำถามของผมก็คงเป็นเพราะไม่รู้ถึงความอันตรายในตัวพวกเรากระมัง “ไวกิ้ง!?” ผม และแวนกัสอุทานขึ้น เนื่องพวกเขาพึ่งเคยได้ยินว่ามีเผ่านี้อยู่ในโลกแห่งนี้ด้วย เพราะไม่เคยเห็นผู้เล่นคนใดมีเผ่าพันธุ์นี้อยู่ในครอบครองตั้งแต่เริ่มเล่นเกมมา “ใช่ ไวกิ้ง พวกเราเป็นเผ่ามนุษย์โบราณที่ครั้งหนึ่งเคยเจริญรุ่งเรือง และขยายอิทธิพลไปทั่วราชอาณาจักร พวกเราอยู่ดีกินดี เศรษฐกิจมั่งคั่ง และเก่งเรื่องการต่อสู้ด้วยร่างกายอันทรงพลังของตัวเอง ไม่มีใคร หรือเผ่าไหนที่สามารถเอาชนะพวกเราได้ แต่แล้วในวันนั้น ยุคสมัยของพวกเราก็ได้จบลง....” เอราก้อนหยุดพักหายใจซักพักเพื่อผ่อนอารมณ์ของตนเองก่อนจะพูดต่อ “วันหนึ่งเมื่อหลายร้อยปีก่อน จู่ๆก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น ฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย น้ำป่าไหลหลาก ภัยพิบัติร้ายแรงเกิดขึ้นติดต่อกันเป็นเวลานาน บ้านเมืองของพวกเราเสียหาย ผู้คนล้มตาย แต่เมื่อเวลาผ่านไปพวกเราก็เริ่มปรับตัวกันได้ กัดฟันต่อสู้กับอุปสรรคจนแปรเปลี่ยนมันให้กลายมาเป็นพลังของตัวเอง แล้วแข็งแกร่งขึ้นด้วยตัวเองจนไม่มีสิ่งใดที่มาขวางเราได้อีกครั้ง” “แต่เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้น พวกมอนสเตอร์แสนบ้าคลั่งที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนเข้าต่อสู้กันเอง เริ่มแรกพวกเราก็คิดว่าพวกมันต่อสู้ตามสัญชาตญาณของตัวเอง แต่ไม่ใช่เลย พวกมันกลับต่อสู้เพื่อขยายอาณาเขตของตัวเอง พวกมันเริ่มปกครองตนเอง พวกมันมีความคิดราวมนุษย์ ยิ่งใหญ่ขึ้น แข็งแกร่งขึ้น จนแม้แต่พวกเราชาวไวกิ้งที่ว่ากันว่าแข็งแกร่งที่สุดยังรู้สึกหวั่นไหวกับมอนสเตอร์พวกนั้น” “เมื่อเห็นดังนั้น พวกเราก็เริ่มที่จะฝึกฝนตนเองให้มากขึ้น แข็งแกร่งขึ้นมากไปอีก เพราะกลัวว่าซักวัน เป้าหมายของพวกมันจะคือพวกเราเอง และไม่ช้าวันนั้นก็มาถึง ฝูงมอนสเตอร์รู้สึกว่าพวกเราอาจเป็นภัยคุกคามของพวกมัน พวกมันแสนสุดจะบ้าคลั่งโหมกระหน่ำเข้ามาโจมตีเมืองของเราอย่างไม่หยุดหย่อน ทั้งกลางวัน และกลางคืน พวกมันแข็งแกร่งแม้ตอนที่ยังไม่ได้ใช้ทักษะ หรือเวทมนตร์ใดๆ” “เริ่มแรกพี่น้องชาวไวกิ้งยังต้านทานไหวอยู่ด้วยพละกำลัง และทักษะที่เหนือกว่า แต่ยังไงซะร่างกายของเราก็ยังเป็นมนุษย์ เราก็ยังต้องกิน ต้องนอน ต้องพักบ่อยมากกว่าพวกมันอยู่แล้ว บวกกับจำนวนที่ด้อยกว่า นั่นเป็นเหตุผลที่พวกเรานั้นแพ้สงครามครั้งนั้น และข้าไม่สามารถปกป้องใครไว้ได้เลย แม้กระทั่งครอบครัวของข้าเอง....” คำพูดสุดท้ายของเขานั้นเต็มไปด้วยความโศกเศร้าพร้อมกับน้ำสีใสคลออยู่ตรงเบ้าตาที่แข็งกร้าวนั้น “ผมเสียใจด้วยนะครับ แต่ว่า ทำไมคุณถึงยังอยู่ในที่แห่งนี้อยู่เพียงคนเดียวล่ะ?” ผมถามอย่างนอบน้อมพลางพูดไม่ให้กระทบจิตใจของเขามากที่สุด “เด็กสมัยนี้มันขี้สงสัยจริงเชียว แต่เอาเถอะ ข้าเหงามาหลายร้อยปีแล้ว พอมีคนมาคุยด้วยแล้วรู้สึกดีจังแฮะ ฮ่าๆ” เอราก้อนหัวเราะร่าทันที ทั้งๆที่ก่อนหน้ายังตีหน้าเศร้าเล่าเรื่องจริงจังอยู่เลย และไม่ช้าเขาก็เริ่มเล่าต่อ “โบสถ์แห่งนี้คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราเผ่าไวกิ้ง ตั้งแต่เกิดยันตายทุกคนต้องผ่านพิธีกรรมต่างๆ ณ ที่แห่งนี้ แม้แต่ตอนตายเองศพของพวกเขาก็ต้องมาจบลง ณ ที่แห่งนี้ พวกเราฝึกฝน เรียนรู้ ทำกิจกรรมเกือบทุกอย่าง ณ ที่แห่งนี้ ทุกคนล้วนผูกพันต่อมัน ตอนที่เราเริ่มจะแพ้สงคราม พี่น้องชาวไวกิ้งจำนวนหนึ่ง แน่นอนว่ารวมข้าด้วย ได้ใช้เวทมนตร์เปลี่ยนพลังชีวิตของตัวเพื่อเป็นโล่ป้องกันโบสถ์แห่งนี้ไว้ โดยมีวัตถุประสงค์ให้คนที่ยังรอดชีวิต หรือคนรุ่นหลังได้เห็นอารยะธรรมความยิ่งใหญ่ของเราสืบต่อไป” “สรุปคือพวกคุณไม่อยากให้เรื่องราวของตัวเองสูญสลายหลังจากโดนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สินะ” ผมสรุปคร่าวๆตามความเข้าใจของตัวเอง แต่เหมือนจะถูกเพราะเอราก้อนพยักหน้าเบาๆ “มันก็ไม่เชิง จริงๆก็แค่อยากได้คนมาสืบทอดทายาดเอาไว้ พวกเจ้าเห็นภาพวาดพวกนั้นรึเปล่า?” เอราก้อนว่าแล้วก็ลุกขึ้นยืนจากบัลลังก์ และเริ่มเดินไปรอบๆ “รูปภาพพวกนี้ถ่ายทอดเรื่องราวของเผ่าพันธ์ุเราได้ดีที่สุดแล้ว หากวันไหนมีใครมาพบเข้า และทำตามมันอย่างถูกกวิธีอย่างเคร่งคัด พวกนั้นต้องรุ่งเรือง และแข็งแกร่งเช่นพวกเราชาวไวกิ้งในยุคสมัยที่รุ่งโรจน์เป็นแน่” เอราก้อนยิ้มอย่างภูมิใจ เขามั่นใจในวิธีการของเผ่าตัวเองเป็นอย่างมากว่าจะสามารถทำให้คนที่ทำตามนั้นประสบความสำเร็จในชีวิตได้ “รูปภาพตรงนั้นคืออะไรงั้นหรอ?” เป็นแวนกัสที่ถามขึ้น เขาชี้ไปยังรูปภาพบางอย่างตรงมุมโถง มันเป็นรูปภาพของชายร่างกายผอมแห้งแรงน้อยกำลังทำอะไรบางที่น่าเหลือเชื่อจนชายคนนั้นกลายเป็นคนที่ร่างกายกำยำดูแข็งแกร่งขึ้นมาราวกับเป็นคนละคนกัน “นั่นคือการฝึกพิเศษของเผ่าพวกเรา มันมีไว้ใช้กับมนุษย์เผ่าอื่นที่อยากเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนที่มีพละกำลังเหนือธรรมชาติดังเช่นพวกเรา ทั้งความเร็ว ความคล่องแคล่ว สติปัญญา ความแข็งแกร่ง พลังกล้ามเนื้อ สมรรถภาพด้านต่างๆล้วนเพิ่มขึ้นได้ในเวลาอันสั้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยแรงกาย และแรงใจอันมหาศาล บอกไว้เลยนะว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเป็นแบบนั้น บางคนร่างกายพังจนไม่อาจฟื้นสภาพกลับมาดังเดิมได้ หรือบางคนสภาพจิตใจพังทลายจนกลายเป็นบ้าเลยก็มี เจ้าสนใจงั้นหรอ?” เอราก้อนถามพร้อมกับเสยะยิ้มร้ายราวกับเจอหนูทดลองที่จะนำมาเป็นทายาดสืบทอดพลังให้เขา แวนกัสทำหน้าทำตายิ้มเนือยๆ การฝึกที่เปลี่ยนจากคนธรรมดาให้กลายเป็นกัปตันอเมริกาแบบนั้นได้ คงต้องเขี้ยวลากดินเป็นแน่ เขาไม่ใช่คนที่ชอบทำอะไรเพื่อแลกกับความลำบากขนาดนั้น มีแต่พวกบ้าเท่านั้นแหละที่จะลำบากทำแบบนั้น ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าเขาจะตอบปฏิเสธไป แต่แล้ว... “ผมสนใจ!” “ใช่ สนใจ.....หะ ว่าไงนะ!” แวนกัสหันหน้าเข้าหาผมอย่างทันควันที่ได้ยินคำนั้นออกมาจากผม “ก็ผมสนใจไง ทำเป็นตกใจไปได้ ตาลุงนี่” “เดี๋ยวๆ! แกเรียกใครลุงกัน ถึงหน้าฉันจะดูแก่เกินวัยไปหน่อย แต่ฉันอายุห่างจากแกไม่เท่าไหร่หรอกนะเห้ย.......เฮ้อ ชั่งเหอะ เมื่อกี้แกบอกว่าอยากฝึกงั้นหรอ?” แวนกัสโวยวายใส่ผมเล็กน้อยก่อนจะหยุดลงเมื่อเห็นว่าผมไม่สนใจคำพูดของเขาแม้แต่น้อย “ผมขอถามคุณซักหน่อย คุณอยากใช้ชีวิตแบบหลบๆซ่อนๆรึไง? คุณก็น่าจะเห็นแล้วนี่ ว่าในที่แห่งนี้เต็มไปด้วยมอนสเตอร์ระดับสูงที่พวกเราไม่รู้จัก พวกเราสู้พวกมันไม่ได้แม้แต่น้อย คุณเองก็เกือบจะตายไปครั้งหนึ่งแล้วหากผมไม่มาช่วยไว้ และตัวผมเองก็ตายมารอบหนึ่งแล้ว ผมจะไม่ยอมตายอีกรอบง่ายๆหรอกนะ” พอแวนกัสได้ฟังสิ่งที่ผมพูดไปเขากลับฉุดคิดไปครู่หนึ่ง ก็จริงเหมือนที่ผมพูดไว้ พวกเราต้องอยู่ที่นี่อีกหลายวันจนกว่าจะพ้นโทษ เราจะอยู่เฉยๆรอความตายอย่างเดียวอย่างนั้นหรอ เราต้องโต้กลับบ้าง พัฒนาตัวเอง ค้นหาความสามารถของตัวเองให้เจอ และก้าวข้ามผ่านมันไป แสดงให้มันได้เห็นว่าผู้เล่นระดับราชันย์นั้นมันเป็นแบบไหน! “เอาก็เอาวะ!” แวนกัสได้ตัดสินใจแล้วแล้วตอนนี้ “แน่วแน่ดีมาก แบบนี้แหละที่ข้าชอบ ฮ่าๆ....พวกเจ้าคงไปเจอเรื่องก่อนมาที่นี่สินะ ถึงได้เลือกที่จะฝึกมัน?” เอราก้อนแค่มองก็เดาเรื่องราวที่ทั้งสองพบเจอมาออก ผมจึงบอกเรื่องราวคร่าวๆที่เจอมาให้เขาฟัง “ดาร์คเอลฟ์โบราณ กับนักรบเซนทอร์ งั้นหรอ น่าผิดหวังหน่อยๆนะเนี่ยที่ไปแพ้สวะพวกนั้นมา ฮ่าๆๆ.....เอาเถอะ พอเจ้าสำเร็จการฝึกนี้ ข้ามั่นใจเลยว่าพวกเจ้าจะต้องจัดการพวกมันได้อย่างแน่นอน....ตามข้ามาสิ ” เอราก้อนว่าเสร็จก็เดินนำเข้าไปด้านในของโบสถ์ เขาพลันทำอะไรบางอย่างก่อนที่จะมีประตูลับโผล่ออกมาตรงพื้นก่อนจะพาพวกเราลงไปยังชั้นใต้ดิน เมื่อลงมาด้านล่างพื้นที่ชั้นใต้ดิน ทีแรกผมคิดว่าจะเป็นจำพวกห้องโถงลับ หรือถ้ำใต้ดินแสนอับชื้น แต่มันไม่ใช่เลยแบบที่ผมคิดเลย พอลงมาถึงก็พบว่ามันเป็นลานกว้างโล่งๆคล้ายกับลานฝึก มีธรรมชาติแสนสวยงาม ท้องฟ้าสดใส ลมโชยพัดเบาๆ ซึ่งมันต่างกับข้างบนลึกลับราวกับเวทมนตร์ รอบๆมีอาวุธ และชุดเกราะนาๆชนิดวางไว้อยู่ทั่วพื้นที่ พอเดินไปเรื่อยๆก็จะเจอกับอุปกรณ์สำหรับการฝึกซ้อมการต่อสู้ และเตรียมพร้อมร่างกายประเภทต่างๆมากมายที่ผมไม่เคยรู้จัก รวมถึงสถานที่สำหรับการฝึกซ้อมรูปแบบต่างๆตั้งเอาไว้ไม่ห่างกันนัก เอราก้อนพลางนำพวกเราเดินทัวร์ไปรอบๆเพื่อทำความรู้จักกับสถานที่เหล่านี้เพื่อให้คุ้นเคยกันเสียก่อน "เราจะได้ฝึกกันที่นี่งั้นหรอ คุณเอราก้อน?" ผมเอ่ยถามจิตวิญญาณเผ่าไวกิ้งด้านหน้าผม “ถูกต้อง..ที่นี่คือสถานที่ที่พวกเราชาวไวกิ้งใช้ฝึกกันไงล่ะ มันเป็นพื้นที่พิเศษที่ท่านเทพแห่งสงครามประทานไว้ให้ อัตราการฟื้นฟูในนี้จะดีกว่าปกติถึง 5 เท่า ด้วยเหตุผลนี้มันจะช่วยดึงศักยภาพ และขยายขีดความสามารถของผู้ฝึกได้อย่างเต็มที่ จนกลายเป็นคนเหนือคนในที่สุด” เอราก้อนพูดพลางเหม่อลอยราวกับกำลังนึกถึงวันเก่าๆอยู่ 'หวังว่าครั้งนี้ฉันจะตัดสินใจถูกนะ...' แสนกัสพำพัมกับตัวเองอยู่ด้านหลังพลางนึกถึงการตัดสินใจเข้ารับการฝึกสุดโหดในครั้งนี้ “เอาล่ะ อย่ามัวอืดอาด ถ้าพวกเจ้าอยากมีชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม และก้าวข้ามศัตรูของพวกเจ้า พวกเจ้าต้องฮึกเหิมกว่านี้ จิตใจต้องเข้มแข็งกว่านี้ ตื่นตัวกว่านี้ แข็งแกร่งกว่านี้ เก่งกว่านี้ เริ่มฝึกได้!!” สาระพัดคำพูดปลุกใจของเอราก้อนพ่นออกมา แต่กระนั้นพวกผมก็ตื่นเต้น หรือคล้อยตามไปกับคำพูดของเขาเลย อีกทั้งยังไม่ได้ขยับไปไหนแม้แต่น้อย พร้อมกับพูดไปว่า “ฝึกไงอะ?.....^^”....