เส้นทางเทพยุทธ์​ (Trail of God)

    ตอนที่ 120 นักรบปราณขั้น 1

       จางเฉินนั่งสมาธิหมุนเวียนลมปราณไร้ลักษณ์อยู่ในน้ำพุเซียนดูดซับหินวิญญาณ พลังสวรรค์และโลก อย่างต่อเนื่องเพื่อเติมเต็มและฝ่าฟันสู่นักรบปราณอากาศโดยรอบนั้นหมุนวนเหมือนจางเฉินเป็นศูนย์กลางของพายุ


        “ในที่สุดก็ครบ 108ได้เวลาหลอมรวมธาราระทม”


       จางเฉินรวบรวมสมาธิเพื่อหลอมรวมน้ำพุปราณในตันเถียนทั้งเก้า อยู่ๆก็เกิดความรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงและร่างกายของเขาก็เริ่มสั่นแล้วเปียกโชกไปด้วยเหงื่อบนหัวนั้นมีควันสีขาวปรากฏขึ้น ผิวก็เริ่มแดง คล้ายจะกลายเป็นลมปราณแตกซ่าน ไม่นานเส้นเลือดตามร่างกายก็เริ่มพองตัวมีบางส่วนปริแตกและมีรอยเลือดไหลออกมาตามผิวหนัง


       แต่จางเฉินนั้นเข้าใจความยากลำบากนี้ดีจากการศึกษาจึงกัดฟันและอดทนต่อความเจ็บปวดนี้แล้วมุ้งเน้นไปที่การหลอมรวมน้ำพุปราณสู่ธาราปราณ


        ไม่มีทางลัดไปสู่เส้นทางเพื่อความแข็งแกร่ง


        จางเฉินดูดซับพลังจากภายนอกเพื่อเติมเต็มน้ำพุปราณในตันเถียนที่สั่นสะเทือนทำให้ภายในตันเถียนนั้นมีความวุ่นวายเกิดขึ้นคล้ายกับโลกที่กำลังเจอกับพายุทอนาโดครั้งใหญ่การไหลเวียนพลังจากทั่วร่างกายสู่ตันเถียน แล้ววิ่งกลับสู่เส้นลมปราณหมุนวนช้ำแล้วช้ำเล่ามันคล้ายจะฉีกขาดเส้นลมปราณของจางเฉินได้ตลอดเวลา


         บูมมมม


        จางเฉินก้าวสู่ระดับนักรบปราณ หลังจากพยายามอย่างหนักมีเสียงสั่นสะเทือนอยู่ในใจดังก้องราวกับมีการวางระเบิดอยู่ไม่ไกล เขาสำรวจตันเถียนอีกครั้งพบว่าได้รวมลำธารสายแรกสำเร็จแล้วเมื่อทดลองโคจรลมปราณอีกครั้งพบว่าความเจ็บปวดก่อนหน้านี้ค่อยๆ หายไปแล้ว ร่างกายที่ก่อนหน้านี้มีบาดแผลก็เริ่มได้รับการซ่อมแซมผิวกายนั้นเปร่งปรั่งขึ้น


         จางเฉินดูดซับหินวิญญาณจำนวนมากเพื่อเติมเต็มพลังปราณให้เกิดความมั่นคง เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างจึงค่อยๆสงบลง เขาจึงลุกยืนขึ้นแล้วชกออกไปอย่างแรง


         ตูมมมม


        “ฮ่า ฮ่า ในที่สุดก็สำเร็จ”


        จางเฉินรู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก เพราะสหายเขาต่างก็เป็นนักรบปราณกันหมดแล้วมีแต่ตัวเขาเองที่ยังล้าหลัง แต่จากการฝ่าฟันครั้งนี้จางเฉินพบว่าการฝึกของเขานั้นยากกว่าคนทั่วไปเป็นอย่างมากโดยไม่สามารถหาสาเหตุได้คิดเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจแต่สิ่งที่ชดเชยสำหรับความยากคือเขาแข็งแกร่งกว่าระดับที่มองเห็นหลายเท่า


         หลังจากฝึกวิชาอย่างต่อเนื่องจางเฉินก็ออกจากมิติไปดูแลเรื่องราวต่างๆ ในนิกายผู้คนในนิกายนั้นเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ในช่วงเริ่มแรกนั้นมีเพียงห้าพันคนแต่ปัจจุบันนั้นเกินกว่าสองหมื่นคน มีอาคารต่างๆเกิดขึ้นทุกวันตามแผนการสร้างของจางเฉิน จนถึงตอนนี้ก็เรียกได้ว่าแล้วเสร็จเหลือแต่บ้านเรือนให้คนอาศัยเท่านั้น


         “จางเฉิน” ต้วนเฉินเรียกจางเฉินและเดินมาหาทันทีจางเฉินนั้นกำลังจะไปที่หอตำราเพื่อนำตำราไปใส่ไว้ในหอตำรา


         “มีอะไรหรือเปล่า”


         “อีกสองวัน ฟู่เฉิงกับต้าไห่จะเดินทางแล้ว”


         “ยังไม่ครบเดือนเลยหรือพวกนั้นพบอะไรจากการตรวจสอบเรื่องของปรากฏการณ์ฟ้าผ่า”


        “ไม่พบอะไรเลยต่างหากข้าก็ไม่ทราบเรื่องพวกนั้นเช่นกัน เราจะมีจัดเลี้ยงไหม”


        “ก็ดีแล้วทั้งสองคนไปไหนแล้ว”


        “กำลังช่วยฝึกสอนเหล่าลูกศิษย์  แล้วก็อีกเรื่องเจ้าสังเกตไหมมันเหมือนมีพลังงานเป็นเส้นสีขาวแปลกๆวนเวียนอยู่รอบๆ ตัว เมื่อมองดูดีๆ ที่ตัวเจ้าก็มี”


       จางเฉินสำรวจตัวเองอีกครั้ง “พลังศรัทธา!”  


         “มันคืออะไรดูเหมือนเจ้าจะรู้จัก ข้ากับต้าไห่ ฟู่เฉิงก็สงสัยกันอยู่”


         “คิดว่าน่าจะเป็นเพราะรูปปั้นที่ท่านหลินเป่าเทียนทำให้ศรัทธาคือความเชื่อ ความรัก ความเคารพ มิอาจอธิบายได้ชัดเจนนัก แต่คิดว่าเกิดขึ้นด้วยการบูชารูปปั้นของเราทั้งสี่สำหรับความสำคัญนั้นจะเพิ่มโชคชะตา วาสนา ให้กับผู้ที่มีพลังศรัทธานี้โดยทั่วไปแล้วจะมีอยู่ในพวกองค์กษัตริย์ของอาณาจักรเหมือนเป็นชะตาบ้านเมืองที่รวมกันอยู่ที่บุคคลสำคัญ”


         “ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์”ต้วนเฉินเกาหัวอย่างผิดหวัง


         “คล้ายจะเป็นแบบนั้นเพราะมันไม่ชัดเจนเจ้าเข้าใจเรื่องโชคไหม โชคนั้นเราจับต้องไม่ได้ไม่สามารถสัมผัสได้แต่การมีพลังศรัทธานั้นจะเพิ่มโชคให้กับเจ้า ไม่ว่าไปที่ไหนก็อาจจะเจอแต่สิ่งดีๆหรือประสบแต่สิ่งดีๆ เช่นนี้ก็เป็นได้ แต่สำหรับข้าข้าว่าแค่ข้าออกเดินทางไม่นานก็คงเจอปัญหาอีกมาก”


         “ฮา ฮาพวกที่มีปัญหากับเจ้าพวกนั้นมักโชคร้าย เจ้าไม่ได้น่าสงสารหรอกนะ”


        จางเฉินและต้วนเฉินเดินพูดคุยกันจนถึงหอคัมภีร์หลังจากจัดการคัมภีร์มาวางทิ้งไว้กองโตแล้วก็เรียกให้คนมาดูแลและจัดระเบียบต้วนเฉินพาจางเฉินไปหาต้าไห่และฟู่เฉิงเพื่อนั่งพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องราวๆ ต่างๆกว่าสามชั่วยามจึงแยกย้ายกัน


          “พรุ่งนี้มีงานเลี้ยงอำลาเรียกทุกคนรวมกันที่สนามหน้ารูปปั้นทั้งสี่ในตอนเย็น พวกเจ้าก็ช่วยกันแจ้งข่าวด้วยละ”


         จางเฉินเดินมาแอบดูถังชิ่วอิงทำงานอีกครั้งดูเหมือนครั้งนี้นางจะไม่ได้ทำอะไรมากแล้ว  เพราะสอนคนอื่นทำจนคล่องแคล่วกันหมดจางเฉินจึงเดินไปหานาง  


          “องค์หญิงอีกสักพักพวกข้าจะเดินทางกันแล้วเย็นพรุ่งนี้จะมีงานเลี้ยง”


        “เจ้าเชิญองค์หญิงคนเดียวเหรอ”


        “ฉินเป่าเอ๋อ เจ้าด้วยแหละ”


       พูดเสร็จจางเฉินก็เดินจากมา เขาไม่ชอบความรู้สึกที่มันดูอึดอัดเขาไม่เข้าใจมากนักทำไมกับขิวเอ๋อ และชิงเอ๋อ เขาไม่ได้รู้สึกอึดอัดแบบนี้มันเหมือนอยากพูดคุยอะไรมากมายแต่พูดไม่ออก


       วันต่อมาในงานเลี้ยงจางเฉินนำเอาไวน์สี่ฤดูออกมาจำนวนมากทำเอาโสมแดงด่ายาวเป็นชั่วยาม จางเฉินต้องแอบทำหูทวนลม หลังๆ นั้นเขาไม่ได้ทำไวน์แต่เหล่าโสมนั้นทำกินกันตลอดและมีอยู่จำนวนไม่น้อย


        “พี่โสมสุดหล่อ จอมขี้งกไว้ข้าจะหาอะไรให้ท่าน เอาเป็นโสมสาวสักต้นไหมเดี๋ยวข้าหาให้”


        “มีของตัวเองไปเถอะ...(ร่ายยาว)” โสมแดงนั้นชอบแช่น้ำพุแล้วจิบไวน์ที่สุด แล้วไวน์นั้นยิ่งบ่มนานยิ่งอร่อยทำใหม่มันก็ต้องรอนานเดี๋ยวจะขาดตอนจึงโมโหจางเฉิน


        “ท่านอยากได้อะไรเดี๋ยวข้าหาให้”


        “เจ้าต้องไปที่ตระกูลของอาจารย์ข้าแล้วดูแลเรื่องของคนในตระกูลสักพักหนึ่งอาจารย์ข้าจากมานานไม่รู้พวกนั้นเป็นยังไงกันบ้าง อาจารย์ข้าบ่นคิดถึงตลอด จนกระทั้งเขาตายก็ฝากฝังข้าไว้”


        “อ่อข้าบอกตอนงานเลี้ยงแล้วว่าข้าก็จะเดินทางเหมือนกัน เรื่องนี้ข้าเคยรับปากท่านแล้วข้าย่อมไม่คืนคำ ว่าแต่เรื่องการแก้แค้นของอาจารย์ท่านอยู่ที่เมืองนั้นหรือไม่”


        “ไม่เจ้ายังแข็งแกร่งไม่เพียงพอ ลืมมันไปก่อน”


        “งั้นของที่อยู่ในแหวนจัดเก็บ ข้าแข็งแกร่งเพียงพอจะได้รับหรือไม่”จางเฉินนั้นจำได้ว่าโสมแดงมีแหวนจัดเก็บอีกวงหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะมีของดีจำนวนมากแต่โสมแดงไม่เคยให้ดู บอกไว้ว่าเป็นของดูต่างหน้าอาจารย์ของมัน


        “ไม่” โสมแดงเลิกคุยกับจางเฉินด้วยนึกได้ว่ามันโมโหอยู่โดยไม่รู้ตัวมันโดนเปลี่ยนเรื่องทำเอามันหมดอารมณ์ด่าต่อทันที


       ผ่านไปอีกวันจางเฉินก็ส่งต้าไห่ และฟู่เฉิงแล้วก็ลาจากกันหลังจากนั้นก็ฝากฝังเรื่องราวๆ ต่างๆ กับต้วนเฉิน และผู้อาวุโสสำนักหลังจากนี้ทุกคนจะติดต่อกันด้วยพิราบหยกสื่อสารบนหอภารกิจเมื่อทิ้งเศษวิญญาณไว้แล้วนกพิราบหยกก็จะสามารถตามหาเพื่อส่งข่าวได้วันรุ่งขึ้นจางเฉินจึงเตรียมออกเดินทาง


         “เดี่ยวก่อน จางเฉิน”


         “องค์หญิง ฉินเป่าเอ๋อพวกเจ้าทำไมเหมือนจะเดินทางไปไหน มีสัมภาระมากมาย”จางเฉินมองดูคนกว่าสิบคนที่ตามองค์หญิงมา คล้ายเหมือนทุกคนจะเดินทาง


          “พวกข้าจะไปด้วยเราจะไปดูเรื่องการตั้งสำนักงานสมาคมวิญญาณในอาณาจักรอื่นส่วนท่านหลี่จิ้งกับหลินเมิ่งนั้นจะไปสอบนักปรุงยา”


          หลี่จิ้งกับหลินเมิ้งนั้นเป็นคนคุมสอบจางเฉินเมื่อตอนสอบที่สมาคมปรุงยาจางเฉินได้แต่เกาหัวเขาคิดว่าจะเดินทางคนเดียวแต่นี่มีถังชิ่วอิงอยู่ด้วยคงอึดอัดมากเขาตั้งใจด้วยส่วนหนึ่งว่าอยากจะหนีปัญหาหัวใจแต่ดูเหมือนจะไม่สามารถรอดพ้นมันได้   

    คล้ายกับเรื่องเส้นทางเทพยุทธ์​ (Trail of God) ที่คุณอ่าน