จางเฉินนั่งสมาธิหมุนเวียนลมปราณไร้ลักษณ์อยู่ในน้ำพุเซียนดูดซับหินวิญญาณ พลังสวรรค์และโลก อย่างต่อเนื่องเพื่อเติมเต็มและฝ่าฟันสู่นักรบปราณอากาศโดยรอบนั้นหมุนวนเหมือนจางเฉินเป็นศูนย์กลางของพายุ
“ในที่สุดก็ครบ 108ได้เวลาหลอมรวมธาราระทม”
จางเฉินรวบรวมสมาธิเพื่อหลอมรวมน้ำพุปราณในตันเถียนทั้งเก้า อยู่ๆก็เกิดความรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงและร่างกายของเขาก็เริ่มสั่นแล้วเปียกโชกไปด้วยเหงื่อบนหัวนั้นมีควันสีขาวปรากฏขึ้น ผิวก็เริ่มแดง คล้ายจะกลายเป็นลมปราณแตกซ่าน ไม่นานเส้นเลือดตามร่างกายก็เริ่มพองตัวมีบางส่วนปริแตกและมีรอยเลือดไหลออกมาตามผิวหนัง
แต่จางเฉินนั้นเข้าใจความยากลำบากนี้ดีจากการศึกษาจึงกัดฟันและอดทนต่อความเจ็บปวดนี้แล้วมุ้งเน้นไปที่การหลอมรวมน้ำพุปราณสู่ธาราปราณ
ไม่มีทางลัดไปสู่เส้นทางเพื่อความแข็งแกร่ง
จางเฉินดูดซับพลังจากภายนอกเพื่อเติมเต็มน้ำพุปราณในตันเถียนที่สั่นสะเทือนทำให้ภายในตันเถียนนั้นมีความวุ่นวายเกิดขึ้นคล้ายกับโลกที่กำลังเจอกับพายุทอนาโดครั้งใหญ่การไหลเวียนพลังจากทั่วร่างกายสู่ตันเถียน แล้ววิ่งกลับสู่เส้นลมปราณหมุนวนช้ำแล้วช้ำเล่ามันคล้ายจะฉีกขาดเส้นลมปราณของจางเฉินได้ตลอดเวลา
บูมมมม
จางเฉินก้าวสู่ระดับนักรบปราณ หลังจากพยายามอย่างหนักมีเสียงสั่นสะเทือนอยู่ในใจดังก้องราวกับมีการวางระเบิดอยู่ไม่ไกล เขาสำรวจตันเถียนอีกครั้งพบว่าได้รวมลำธารสายแรกสำเร็จแล้วเมื่อทดลองโคจรลมปราณอีกครั้งพบว่าความเจ็บปวดก่อนหน้านี้ค่อยๆ หายไปแล้ว ร่างกายที่ก่อนหน้านี้มีบาดแผลก็เริ่มได้รับการซ่อมแซมผิวกายนั้นเปร่งปรั่งขึ้น
จางเฉินดูดซับหินวิญญาณจำนวนมากเพื่อเติมเต็มพลังปราณให้เกิดความมั่นคง เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างจึงค่อยๆสงบลง เขาจึงลุกยืนขึ้นแล้วชกออกไปอย่างแรง
ตูมมมม
“ฮ่า ฮ่า ในที่สุดก็สำเร็จ”
จางเฉินรู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก เพราะสหายเขาต่างก็เป็นนักรบปราณกันหมดแล้วมีแต่ตัวเขาเองที่ยังล้าหลัง แต่จากการฝ่าฟันครั้งนี้จางเฉินพบว่าการฝึกของเขานั้นยากกว่าคนทั่วไปเป็นอย่างมากโดยไม่สามารถหาสาเหตุได้คิดเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจแต่สิ่งที่ชดเชยสำหรับความยากคือเขาแข็งแกร่งกว่าระดับที่มองเห็นหลายเท่า
หลังจากฝึกวิชาอย่างต่อเนื่องจางเฉินก็ออกจากมิติไปดูแลเรื่องราวต่างๆ ในนิกายผู้คนในนิกายนั้นเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ในช่วงเริ่มแรกนั้นมีเพียงห้าพันคนแต่ปัจจุบันนั้นเกินกว่าสองหมื่นคน มีอาคารต่างๆเกิดขึ้นทุกวันตามแผนการสร้างของจางเฉิน จนถึงตอนนี้ก็เรียกได้ว่าแล้วเสร็จเหลือแต่บ้านเรือนให้คนอาศัยเท่านั้น
“จางเฉิน” ต้วนเฉินเรียกจางเฉินและเดินมาหาทันทีจางเฉินนั้นกำลังจะไปที่หอตำราเพื่อนำตำราไปใส่ไว้ในหอตำรา
“มีอะไรหรือเปล่า”
“อีกสองวัน ฟู่เฉิงกับต้าไห่จะเดินทางแล้ว”
“ยังไม่ครบเดือนเลยหรือพวกนั้นพบอะไรจากการตรวจสอบเรื่องของปรากฏการณ์ฟ้าผ่า”
“ไม่พบอะไรเลยต่างหากข้าก็ไม่ทราบเรื่องพวกนั้นเช่นกัน เราจะมีจัดเลี้ยงไหม”
“ก็ดีแล้วทั้งสองคนไปไหนแล้ว”
“กำลังช่วยฝึกสอนเหล่าลูกศิษย์ แล้วก็อีกเรื่องเจ้าสังเกตไหมมันเหมือนมีพลังงานเป็นเส้นสีขาวแปลกๆวนเวียนอยู่รอบๆ ตัว เมื่อมองดูดีๆ ที่ตัวเจ้าก็มี”
จางเฉินสำรวจตัวเองอีกครั้ง “พลังศรัทธา!”
“มันคืออะไรดูเหมือนเจ้าจะรู้จัก ข้ากับต้าไห่ ฟู่เฉิงก็สงสัยกันอยู่”
“คิดว่าน่าจะเป็นเพราะรูปปั้นที่ท่านหลินเป่าเทียนทำให้ศรัทธาคือความเชื่อ ความรัก ความเคารพ มิอาจอธิบายได้ชัดเจนนัก แต่คิดว่าเกิดขึ้นด้วยการบูชารูปปั้นของเราทั้งสี่สำหรับความสำคัญนั้นจะเพิ่มโชคชะตา วาสนา ให้กับผู้ที่มีพลังศรัทธานี้โดยทั่วไปแล้วจะมีอยู่ในพวกองค์กษัตริย์ของอาณาจักรเหมือนเป็นชะตาบ้านเมืองที่รวมกันอยู่ที่บุคคลสำคัญ”
“ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์”ต้วนเฉินเกาหัวอย่างผิดหวัง
“คล้ายจะเป็นแบบนั้นเพราะมันไม่ชัดเจนเจ้าเข้าใจเรื่องโชคไหม โชคนั้นเราจับต้องไม่ได้ไม่สามารถสัมผัสได้แต่การมีพลังศรัทธานั้นจะเพิ่มโชคให้กับเจ้า ไม่ว่าไปที่ไหนก็อาจจะเจอแต่สิ่งดีๆหรือประสบแต่สิ่งดีๆ เช่นนี้ก็เป็นได้ แต่สำหรับข้าข้าว่าแค่ข้าออกเดินทางไม่นานก็คงเจอปัญหาอีกมาก”
“ฮา ฮาพวกที่มีปัญหากับเจ้าพวกนั้นมักโชคร้าย เจ้าไม่ได้น่าสงสารหรอกนะ”
จางเฉินและต้วนเฉินเดินพูดคุยกันจนถึงหอคัมภีร์หลังจากจัดการคัมภีร์มาวางทิ้งไว้กองโตแล้วก็เรียกให้คนมาดูแลและจัดระเบียบต้วนเฉินพาจางเฉินไปหาต้าไห่และฟู่เฉิงเพื่อนั่งพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องราวๆ ต่างๆกว่าสามชั่วยามจึงแยกย้ายกัน
“พรุ่งนี้มีงานเลี้ยงอำลาเรียกทุกคนรวมกันที่สนามหน้ารูปปั้นทั้งสี่ในตอนเย็น พวกเจ้าก็ช่วยกันแจ้งข่าวด้วยละ”
จางเฉินเดินมาแอบดูถังชิ่วอิงทำงานอีกครั้งดูเหมือนครั้งนี้นางจะไม่ได้ทำอะไรมากแล้ว เพราะสอนคนอื่นทำจนคล่องแคล่วกันหมดจางเฉินจึงเดินไปหานาง
“องค์หญิงอีกสักพักพวกข้าจะเดินทางกันแล้วเย็นพรุ่งนี้จะมีงานเลี้ยง”
“เจ้าเชิญองค์หญิงคนเดียวเหรอ”
“ฉินเป่าเอ๋อ เจ้าด้วยแหละ”
พูดเสร็จจางเฉินก็เดินจากมา เขาไม่ชอบความรู้สึกที่มันดูอึดอัดเขาไม่เข้าใจมากนักทำไมกับขิวเอ๋อ และชิงเอ๋อ เขาไม่ได้รู้สึกอึดอัดแบบนี้มันเหมือนอยากพูดคุยอะไรมากมายแต่พูดไม่ออก
วันต่อมาในงานเลี้ยงจางเฉินนำเอาไวน์สี่ฤดูออกมาจำนวนมากทำเอาโสมแดงด่ายาวเป็นชั่วยาม จางเฉินต้องแอบทำหูทวนลม หลังๆ นั้นเขาไม่ได้ทำไวน์แต่เหล่าโสมนั้นทำกินกันตลอดและมีอยู่จำนวนไม่น้อย
“พี่โสมสุดหล่อ จอมขี้งกไว้ข้าจะหาอะไรให้ท่าน เอาเป็นโสมสาวสักต้นไหมเดี๋ยวข้าหาให้”
“มีของตัวเองไปเถอะ...(ร่ายยาว)” โสมแดงนั้นชอบแช่น้ำพุแล้วจิบไวน์ที่สุด แล้วไวน์นั้นยิ่งบ่มนานยิ่งอร่อยทำใหม่มันก็ต้องรอนานเดี๋ยวจะขาดตอนจึงโมโหจางเฉิน
“ท่านอยากได้อะไรเดี๋ยวข้าหาให้”
“เจ้าต้องไปที่ตระกูลของอาจารย์ข้าแล้วดูแลเรื่องของคนในตระกูลสักพักหนึ่งอาจารย์ข้าจากมานานไม่รู้พวกนั้นเป็นยังไงกันบ้าง อาจารย์ข้าบ่นคิดถึงตลอด จนกระทั้งเขาตายก็ฝากฝังข้าไว้”
“อ่อข้าบอกตอนงานเลี้ยงแล้วว่าข้าก็จะเดินทางเหมือนกัน เรื่องนี้ข้าเคยรับปากท่านแล้วข้าย่อมไม่คืนคำ ว่าแต่เรื่องการแก้แค้นของอาจารย์ท่านอยู่ที่เมืองนั้นหรือไม่”
“ไม่เจ้ายังแข็งแกร่งไม่เพียงพอ ลืมมันไปก่อน”
“งั้นของที่อยู่ในแหวนจัดเก็บ ข้าแข็งแกร่งเพียงพอจะได้รับหรือไม่”จางเฉินนั้นจำได้ว่าโสมแดงมีแหวนจัดเก็บอีกวงหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะมีของดีจำนวนมากแต่โสมแดงไม่เคยให้ดู บอกไว้ว่าเป็นของดูต่างหน้าอาจารย์ของมัน
“ไม่” โสมแดงเลิกคุยกับจางเฉินด้วยนึกได้ว่ามันโมโหอยู่โดยไม่รู้ตัวมันโดนเปลี่ยนเรื่องทำเอามันหมดอารมณ์ด่าต่อทันที
ผ่านไปอีกวันจางเฉินก็ส่งต้าไห่ และฟู่เฉิงแล้วก็ลาจากกันหลังจากนั้นก็ฝากฝังเรื่องราวๆ ต่างๆ กับต้วนเฉิน และผู้อาวุโสสำนักหลังจากนี้ทุกคนจะติดต่อกันด้วยพิราบหยกสื่อสารบนหอภารกิจเมื่อทิ้งเศษวิญญาณไว้แล้วนกพิราบหยกก็จะสามารถตามหาเพื่อส่งข่าวได้วันรุ่งขึ้นจางเฉินจึงเตรียมออกเดินทาง
“เดี่ยวก่อน จางเฉิน”
“องค์หญิง ฉินเป่าเอ๋อพวกเจ้าทำไมเหมือนจะเดินทางไปไหน มีสัมภาระมากมาย”จางเฉินมองดูคนกว่าสิบคนที่ตามองค์หญิงมา คล้ายเหมือนทุกคนจะเดินทาง
“พวกข้าจะไปด้วยเราจะไปดูเรื่องการตั้งสำนักงานสมาคมวิญญาณในอาณาจักรอื่นส่วนท่านหลี่จิ้งกับหลินเมิ่งนั้นจะไปสอบนักปรุงยา”
หลี่จิ้งกับหลินเมิ้งนั้นเป็นคนคุมสอบจางเฉินเมื่อตอนสอบที่สมาคมปรุงยาจางเฉินได้แต่เกาหัวเขาคิดว่าจะเดินทางคนเดียวแต่นี่มีถังชิ่วอิงอยู่ด้วยคงอึดอัดมากเขาตั้งใจด้วยส่วนหนึ่งว่าอยากจะหนีปัญหาหัวใจแต่ดูเหมือนจะไม่สามารถรอดพ้นมันได้