บทที่ 3 ผมกับการเดินตลาด
หลังจากกินข้าวกินปลาเสร็จ ลู่เอินและพวกเด็กๆ ช่วยกันเก็บกวาดโต๊ะ ล้างถ้วยล้างจานทำความสะอาดห้องครัว เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงพากันแยกย้ายไปอาบน้ำเข้านอน
ขณะนี้ลู่เอินที่อาบน้ำเสร็จกำลังนั่งแหมะอยู่หน้าหีบใบใหญ่หลายใบในห้อง ซึ่งข้างในหีบแต่ละใบใส่ของล้ำค่าไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็เครื่องประดับ แก้วแหวนเงินทอง อาวุธหายาก หรือแม้แต่ชุดเสื้อผ้าเนื้อดี ลวดลายงดงามต่างๆ ยังไม่รวมกับเครื่องดนตรีแสนประณีตที่อยู่ในห้องนอนของลู่เอินอีก บอกเขาทีว่าสิ่งของพวกนี้ควรมาอยู่ในบ้านของชาวไร่ชาวนาอย่างนั้นหรือ
คิดไปคิดมาเขาก็ชักสงสัยบิดามารดาของตนเองไม่น้อย เริ่มจากมารดาก่อนเลย ประการแรกคือนางมีความรู้ความสามารถเหนือกว่าที่หญิงสาวชาวบ้านควรจะมี เื่การเขียนอ่านอาจจะไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่เพราะมีชาวบ้านไม่น้อยที่ส่งลูกเข้าเรียนสำนักศึกษาหลวงหรือไม่ก็ตามสำนักต่างๆ
แต่ที่น่าสงสัยคือจะมีชาวบ้านผู้ใดบ้างที่ร่ำเรียนแม้กระทั่งศิลปะทั้ง 4 แขนง ที่ส่วนมากจะใช้ในการประชันความสามารถในหมู่ชนชั้นสูงบ้าง แน่นอนว่าไม่มีความจำเป็เลยสักนิด ไหนจะใบหน้างามล้ำกิริยามารยาทที่ผู้เป็มารดาของลู่เอินมีอีก
ไหนจะบ้านหลังใหญ่เกินกว่าชาวนาธรรมดาจะมีได้ สิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างก็ยังถือว่าครบครั้นในสมัยนี้ แม้กระทั่งมีคอกม้ากับรถม้าที่ราคาไม่น่าธรรมดาอยู่ภายในบ้าน ช่างเป็ความธรรมดาที่ไม่ธรรมดาเสียจริง ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“พี่ใหญ่ขอรับ เปิดประตูให้ิเอ๋อร์ทีขอรับ” ลู่เอินกำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นโดยฮุ่ยิ น้องชายคนเล็กของลู่เอินที่เขาจำได้รางๆ ว่าเ้าตัวจะชอบมานอนกับเขาในบางครั้ง ลู่เอินปิดฝาหีบแล้วนำกลับเข้าไว้ในช่องเก็บของขนาดใหญ่ใต้เตียง ก่อนจะเดินไปเปิดประตูให้น้องชาย
“มีอะไรหรือิเอ๋อร์” ลู่เอินแกล้งถามไปอย่างนั้นทั้งๆ ที่รู้ว่าที่น้องมาหาตนเพราะอะไรอยู่แล้ว ก็เ้าตัวเล่นหอบผ้าห่มหมอนมุ้งมาครบซะขนาดนั้น หากเดาไม่ถูกก็คงแปลกมากแล้ว
“พี่ใหญ่ขอรับิเอ๋อร์ขอนอนกับท่านได้หรือไม่ขอรับ” ฮุ่ยิออดอ้อนพี่ใหญ่ของตนด้วยกิริยาท่าทางที่คิดว่าน่าน่ารักน่าเอ็นดูที่สุด แต่พอเห็นพี่ชายไม่ตอบอะไรกลับมาก็เริ่มร้อนรน หรือพี่ใหญ่จะไม่อยากให้เขานอนด้วยอีกแล้วนะ
“ิเอ๋อร์นอนไม่หลับถ้าไม่ได้นอนกอดท่าน พี่ใหญ่ให้ิเอ๋อร์นอนด้วยเถิดนะขอรับ”
“พี่ก็ไม่ได้ว่าอันใดเ้านี่ รีบเข้ามาเถิดเ้าไม่หนักบ้างหรือไร” เขายิ้มบางส่งให้น้องชายด้วยความเอ็ยดูในท่าทางร้อนล้นนั่น หลังจากได้รับคำอนุญาตเ้าตัวแสบก็รีบวิ่งแจ้นเข้าไปในห้องกระโจนขึ้นเตียงพร้อมจัดสรรตำแหน่งในตนและพี่ชายอย่างเสร็จสรรพ
“พี่ใหญ่ ท่านรีบมานอนเร็วเข้าขอรับ” คนเอ่ยพร้อมกับตบที่นอนข้างกายตนเองปุๆ เหมือนกับจะบอกว่าให้รีบดับไฟแล้วมาให้ข้านอนกอดเสียดีๆ
ลู่เอินปิดประตูลง เดินไปดับไฟแล้วอาศัยแสงจันทร์เป็แสงสว่างในการนำทางไปที่เตียงโดยที่ไม่สะดุดอะไรไปซะก่อน พอถึงเตียงก็ล้มตัวลงนอนข้างน้องชายที่เข้ามากอดรัดเขาทันที
“ได้กอดพี่เช่นนี้ หวังว่าเ้าจะนอนหลับได้นะเด็กดื้อ”
“งือออนอนกอดกับพี่ใหญ่แล้วจะทำให้หลับฝันดีด้วยนะ ิเอ๋อร์ชอบ”
“ถ้าเช่นนั้นเ้าก็นอนเสียเถิด ฝันดีน้องพี่” ว่าพลางกับจูบหน้าผากของน้องเบาทีหนึ่ง
ฮุ่ยิชะงักไปชั่วครู่หลังจากที่โดนขโมยจูบที่หน้าผาก เมื่อหายชะงักแล้วก็ยืนหน้าเข้าไปหอมแก้มพี่ใหญ่ของตนเป็การเอาคืน
จุ๊บ
“ฝันดีขอรับพี่ใหญ่”
คืนนั้นสองพี่น้องนอนกอดกันกลม หลับฝันดีจนถึงรุ่งเช้า
ปังๆๆๆ
!
ลู่เอินสะดุ้งตื่นตามเสียงเคาะ (ทุบ) ประตูที่หน้าห้อง แว่วได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายสองเสียง มือขาวรั้งผ้าห่มออกจากกายก่อนจะเดินไปที่ประตูที่น่ากลัวว่าจะพังออกมาตามแรงเคาะ?
แกร่ก
“หยางเฉียง จิ๋นสือ เกิดอันใดขึ้นหรือ” พอเปิดประตูออกมาก็ต้องผงะกับสีหน้าท่าทางของน้องทั้งสองที่ดูเหมือนอยากจะฆ่าใครสักคน “พวกเ้าใจเย็นๆ ก่อนนะ ใครทำอะไรให้ขุ่นเคืองใจบอกพี่ใหญ่ได้หรือไม่"
“พี่ใหญ่ท่านพูดเื่อันใดอยู่ พวกข้าแค่มาตามหาฮุ่ยิ” หน้าดูเหมือนจะไปออกรบเสียขนาดนั้น คงไม่แปลกถ้าหากพี่จะคิดแบบนั้นนะจิ๋นสือ ก่อนจะมาตามหาใครพวกเ้าทั้งสองน่าจะไปจัดการกับตัวเองก่อนมั้ย ดูผมเผ้ายุ่งเหยิงกับเสื้อผ้าไม่เป็ระเบียบพวกนี้สิ
“ใช่ ข้าไปหาเขาที่ห้องก็ไม่เจอ ในบ้านนอกบ้านก็ไม่เจอ ข้าสงสัยว่าเขาจะอยู่ในห้องของท่าน” หยางเฉียงพูดเสริม
“เป็เช่นนั้น ิเอ๋อร์นอนอยู่กับพี่เมื่อคืน บอกว่าถ้าไม่นอนกอดพี่เขาจะนอนไม่หลับ” แว่วได้ยินเสียงกัดฟันกรอด พึมพำว่ามารยาหรืออะไรสักอย่างจากน้องทั้งสอง มองท่าทางอยากพุ่งเข้าไปลากคอน้องเล็กออกมาจากห้องอย่างอ่อนใจ
“อ๋อ ไม่ได้นอนกอดท่านแล้วจะนอนไม่หลับ น้องของพวกเราช่าง ‘เด็ก’ นัก ข้าขออนุญาตเข้าไปปลุกเขาได้หรือไม่พี่ใหญ่” หยางเฉียงเน้นคำว่า ‘เด็ก’ หนักๆ อย่างประชดประชัน
“ตามสบายเลยน้องพี่” ลู่เอินมองตามหลังน้องชายทั้งสองที่ย่างสามขุมเข้าไปหาร่างที่ยังคงนอนน้ำลายยืดอย่างเป็สุขบนเตียงของเขา จิ๋นสือกระชากผ้าห่มออกจากร่างบนเตียงทำให้ฮุ่ยิงัวเงียลืมตาตื่นขึ้นมา แต่ดูเหมือนหยาง เฉียงจะไม่รอให้น้องชายตื่นดีก็เอื้อมมือเข้าไปกระชากร่างฮุ่ยิจนตกจากเตียง แล้วลากร่างของน้องชายคนสุดท้องออกไปจากห้อง แว่วได้ยินเสียงโครมครามจากทิศทางที่ร่างทั้งสามเดินออกไป
เด็กๆ นี่ร่าเริงกันดีจังเลยนะ
ลู่เอินเลิกสนใจพวกเขาและจัดการทำธุระส่วนตัวของตัวเองให้เรียบร้อยแล้วลงไปชั้นล่างเพื่อทำอาหารเช้า ตอนนี้ยังถือว่าเช้าอยู่มากถ้าหากว่าหุงข้าวเพื่อทำข้าวผัดก็น่าจะทันอยู่ พอตัดสินใจได้ไม่รอช้าลู่เอินก็จัดการก่อไฟหุงข้าว แล้วผละออกไปเลือกกุ้งตัวสวยๆ ที่ขังไว้ในถังรอการนำไปปล่อยกุ้งพวกนี้เป็อย่างที่เขาคิดจริงๆ ด้วย ขนาดถูกขังอยู่ในถังแทบทั้งคืนแต่ยังคงแข็งแรงกระปรี้กระเปร่าไม่ตายเลยซักกะตัว
เขาเลือกกุ้งตัวใหญ่สวยๆ มาสองตัวเพื่อทำข้าวผัดกุ้ง หยิบต้นหอมกับกระเทียมติดมือมาด้วย ขาดก็แต่ไข่เพียงอย่างเดียว
เสียงฝีเท้าหลายคู่เดินลงมาจาก้าทำให้รู้ว่าน้องๆ คงจะทำธุระส่วนตัวกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว หยางเฉียงและจิ๋นสือมีสีหน้าดูดีขึ้นแตกต่างจากเมื่อเช้าลิบลับ แต่ฮุ่ยิที่เดินตามหลังเพื่อนกลับมีสีหน้าบอกบุญไม่รับ ใบหน้างอง้ำเหมือนขัดใจอะไรสักอย่าง
“พี่ใหญ่ท่านจะทำอะไรหรือขอรับ มีอะไรให้พวกเราช่วยหรือไม่” ถามเสร็จก็เดินเข้ามาช่วยเขาถือของเข้าไปในห้องครัว ขอบใจเ้ามากนะจิ๋นสือแต่กุ้งแค่สองตัวกับต้นหอมสี่ต้นไม่ได้ทำให้พี่หนักขนาดนั้น
“จริงสิ! พี่อยากได้ไข่ มื้อนี้พี่จะทำข้าวผัดกุ้ง แต่ที่บ้านของเราไม่มีไข่เลยสักฟอง” ลู่เอินเลิกสนใจจิ๋นสือหันมาบอกความ้ากับหยางเฉียงแทน ถ้าทำข้าวผัดโดยไม่ใส่ไข่มันจะสมบูรณ์แบบได้ยังไง!
“ท่านอยากได้ไข่อะไรหรือขอรับ ข้าจะได้ไปหามาให้”
“จริงเหรอ งั้นเอาไข่อะไรก็ได้ แต่เ้าต้องกลับมาเร็วๆ นะพี่กลัวว่ามันจะสาย” จะไข่เป็ดไข่ไก่ก็ได้ทั้งนั้นแหละนาทีนี้
“ได้ขอรับ ไข่ไม่ได้หายากอะไรเลย บ้านของท่านป้าหลิวที่อยู่ไม่ไกลขายไข่เดี๋ยวข้าจะรีบไปซื้อแล้วกลับมาให้เร็วที่สุดขอรับ” หยางเฉียงพูดเสร็จก็เดินขึ้นไปหยิบถุงเงินบนห้องของตนเอง ดูเหมือนพวกน้องๆ ของเขาแต่ละคนก็คงมีสมบัติ ร่ำรวยไม่แพ้กันเลยทีเดียว
สุดท้ายเมื่อหยางเฉียงเดินออกไป ลู่เอินก็หันกลับมาสนใจกับข้าวสวยที่ส่งกลิ่นหอมขึ้นมาแล้ว จัดการยกออกจากเตาใช้ทัพพีคนข้าวให้ร่วนสักหน่อยเพื่อทำให้ข้าวหายร้อนเพื่อเวลาผัดจะได้ไม่แฉะ แต่ถ้าใช้เป็ข้าวที่เย็นแล้วผัดจะดีกว่ามาก
“พี่ใหญ่ิเอ๋อร์ช่วยนะขอรับ” ฮุ่ยิที่อารมณ์ที่ขึ้นมาแล้วอาสาช่วยลู่เอินนำผักไปล้าง คุยกันกะหนุงกะหนิงอยู่สองคนโดยไม่สนใจบุคคลที่สามอย่างจิ๋นสือ
“เหมือนพี่จะลืมอะไรไปสักอย่าง อ๋อ ลืมมะเขือเทศนี่เอง จิ๋นสือเ้าไปหยิบมาให้พี่ได้หรือไม่ มันมีลักษณะเป็ลูกกลมๆ สีแดงๆ” จิ๋นสือที่ลอบเบะปากให้กับคำแทนตัวเองที่น้องชายใช้กับพี่ใหญ่ ิเอ๋อร์ๆๆๆ อยู่นั่นแหละ น่ารำคาญ! ถึงจะทำตัวออดอ้อนแค่ไหนพี่ใหญ่ก็ไม่เอ็นดูเ้ามากกว่าพี่น้องคนอื่นๆ หรอกนะ!
แม้จะหงุดหงิดแค่ไหนแต่ก็ยังเดินออกไปเอาเ้ามะเขือเทศที่พี่ใหญ่บอกว่าให้เอาไปให้อยู่ดี
ลู่เอินจัดการเตรียมทุกอย่างจนเสร็จเรียบร้อยหยางเฉียงก็กลับมาถึงพอดี เขานำกระทะไปตั้งบนเตาจนกระทะ เริ่มร้อนแล้วใส่น้ำมันหมูลงไปเล็กน้อย ใส่กระเทียมสับหยาบลงไปผัดให้หอมจนได้กลิ่นคั่วกระทะแล้วนำเนื้อกุ้ง ลงไปผัดรวมกันจนกุ้งเปลี่ยนเป็สีสวย แล้วนำไข่ขึ้นมาหมายจะตอกลงไปในกระทะแต่ก็ต้องชะงักเมื่อไข่ที่อยู่ใน อุ้งมือเขามีขนาดใหญ่เกินไป มันใหญ่มากเกินกว่าจะเป็ไข่ไก่หรือไข่เป็ดด้วยซ้ำขนาดของมันเทียบเท่ากับการนำไข่ไก่เบอร์ศูนย์สามฟองมารวมกัน แต่ชะงักได้ไม่นานก็ตัดสินใจตอกไข่ลงไปผัดเพราะกลัวว่ากุ้งจะไหม้ไปเสียก่อนซึ่งไข่ฟองนี้ฟองเดียวก็เพียงพอสำหรับผัดข้าวผัดหม้อใหญ่กันเลยทีเดียว
หลังจากนั้นก็ใส่มะเขือเทศลงไปผัดให้พอสุกนิดหน่อย อันที่จริงจะใส่หรือไม่ใส่มันลงไปก็ได้ แต่พอดีว่าเขาชอบความเปรี้ยวและสีสันของมันจึงได้ใส่ลงไป จากนั้นก็ใส่ข้าวที่เริ่มเย็นลงในกระทะ ผัดส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำตาลเล็กน้อยและเกลือพอเหมาะอีกตามเคย นี้ถ้ามีพวกซอสปรุงรส หรือเครื่องปรุงต่างๆ ก็คงจะดี สงสัยเขาคงต้องออกไปหาซื้อวัตถุดิบมาทำพวกมันซะแล้ว ผัดอีกสักหน่อยให้เข้ากัน จัดใส่จานสุดท้ายจึงโรยต้นหอมลงไป ก็เป็อันเสร็จเรียบร้อยกับเมนูข้าวผัดกุ้ง!
“เสร็จเรียบร้อย”
กลิ่นหอมของอาหารตรงหน้าโชยเข้าจมูกได้กลิ่นเครื่องเทศจางๆ ตลบอบอวลไปทั่ว ข้าวที่ถึงแม้จะไม่เรียงเม็ดเนื่องจากการตำเพื่อแยกเปลือก แต่ก็ร่วนซุยไม่แฉะสักนิดเคลือบด้วยน้ำมันจนขึ้นเงา เนื้อกุ้งนุ่มเด้งสีสวยคละกันกับไข่สีเหลืองทองพร้อมด้วยมะเขือเทศสีสดแล้วตบท้าย ด้วยต้นหอมซอยสีเขียวยิ่งทำให้อาหารตรงหน้าดูน่ากินมากยิ่งขึ้น เด็กทั้งสามคนกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เดินเข้าไปถือจานข้าวผัดของตนเองคนละจานประคองไว้ในมืออย่างหวงแหนดั่งลูกในครรภ์
ลู่เอินมองภาพนั้นแล้วแอบขำในใจ เด็กวัยกำลังโตนี่เนาะกินมากหน่อยก็ไม่ใช่เื่แปลก ถึงจะอิจฉาน้องๆ ที่โตเอาๆ ก็เถอะ แต่จะให้ทำยังไงเมื่อเขาเห็นเ้าพวกนี้อยู่ดีกินดีและชอบอาหารของเขาขนาดนี้ใจมันก็ฟูไปหมด
“พี่ใหญ่วันนี้พวกเราคิดว่าจะขึ้นเขากัน เมื่อวานได้ของมาหลายอย่างนักข้าอยากไปเก็บพวกมันอีกครั้ง” หยางเฉียงเป็แกนนำพูดขึ้นมาในระหว่างทางเดินกลับบ้าน หลังจากทานข้าวกันเสร็จเรียบร้อยลู่เอินก็นำเมล็ดพืชผักกับเนื้อไก่ที่หมักไว้ไปตาก นำผักที่แช่น้ำไว้ไปปลูก สุดท้ายจึงพากันนำกุ้งไปปล่อยลงในสระขนาดใหญ่ในไร่ กว่าจะทำทุกอย่างเสร็จก็เป็เวลาสายพอควรแล้วนี่พวกน้องๆ ของเขายังมาขออนุญาตขึ้นเขาอีกแถมครั้งนี้ยังจะพาฮุ่ยิตามไปด้วย และที่น่าโมโหที่สุดคือไม่คิดจะชวนเขาบ้างเลย!
ลู่เอินเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจ
“นี้ก็สายมากพอแล้วพวกเ้ายังจะไปกันอีกหรือ”
“ไม่มีคำว่าสายไปหรอกท่านพี่ถ้าใจมันรัก” ลู่เอินยิ้มแห้งให้กับคำตอบที่ได้รับ
“แล้วิเอ๋อร์เ้าก็จะไปกับเขาด้วยหรือ มันอันตรายนะและเ้าก็ยังเด็กอยู่มากด้วย” เขาเลิกสนใจหยางเฉียงแล้วหันกลับมาถามน้องเล็กของบ้าน
“ไม่มีคำว่าอันตรายสำหรับลูกผู้ชายหรอกขอรับพี่ใหญ่” เอาเข้าไปน้องเขาแต่ละคน นั่นก็ใจรักนี่ก็ลูกผู้ชายสงสัย คงห้ามกันไม่ได้จริงๆ แต่ก็นั่นแหละทุกคนมีความชอบไม่เหมือนกัน เอาเป็ว่าเื่นี้พี่จะไม่ห้ามก็แล้วกัน
“เฮ้อ พี่คงห้ามพวกเ้าไม่ได้ พวกเ้าต้องดูแลกันดีๆ นะ แล้วก็อย่ากลับค่ำด้วยไม่งั้นพี่จะให้พวกเ้าอดอาหารเย็น”
“ขอรับ พวกเราไม่กลับค่ำแน่นอน!” ตอบเสียงดังฟังชัดอย่างพร้อมเพรียงกัน
“พี่ใหญ่ ท่านอยู่บ้านคนเดียวก็ไม่ต้องเหงานะขอรับ พวกเราจะรีบไปรีบกลับ”
“หือ ใครบอกว่าพี่จะอยู่บ้าน วันนี้พี่ตั้งใจจะเข้าเมืองต่างหากล่ะ พี่อยากไปตลาดอยากรู้ว่ามันจะมีสิ่งใดวางขายบ้าง”
“ห๊า!!!”
“พวกเ้าเสียงดังหนวกหูจริง ถึงบ้านแล้วพวกเ้าก็ไปเตรียมตัวเถิด ส่วนพี่ก็จะขึ้นห้องไปเปลี่ยนชุดแล้วเช่นกัน” ว่าเสร็จก็เดินขึ้นไปบนห้องเลือกชุดที่คิดว่าเหมาะในการเดินตลาดที่สุดออกมาจากหีบหนึ่งชุด
ลู่เอินเลือกใส่ชุดสีน้ำเงินเข้มตัวสวย ตัดกับผิวขาวเนียนอย่างลงตัว รวบผมยาวสลวยขึ้นเป็หางมาผูกด้วยผ้าสีขาวลายเมฆเผยใบหน้าเรียวสวยเครื่องหน้างดงามดวงตากลมโตปากนิดจมูกหน่อยของเ้าตัวให้ดูโดดเด่นขึ้นไม่รู้กี่เท่า เลือกรองเท้างดงามเรียบหรูออกมาสวมใส่หนึ่งคู่ เพียงเท่านี้เ้าตัวก็ดูเหมือนเซียนน้อยตัวเล็กๆ แสนซุกซนที่หนีมาเที่ยวเมืองมนุษย์งดงามสูงส่งเกินผู้ใด
เขาหยิบลู่เอินหยิบถุงเงินหนึ่งถุงออกมาจากหีบแล้วเดินออกจากห้องไป ก่อนจะเห็นน้องชายทั้งสามคนนั่งอยู่ในห้องโถง อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา แต่จะไม่แปลกใจสักนิดเลยถ้าน้องชายของเขาไม่ได้สวมใส่ชุดเรียบหรูที่ไม่น่าจะเหมาะกับการเดินป่าสักเท่าไหร่
“นี่พวกเ้าจะใส่ชุดแบบนี้เข้าป่างั้นหรือ พี่ว่ามันไม่เหมาะสักเท่าไหร่หรอกนะ”
คนทั้งสามไม่ได้ฟังสิ่งที่พี่ใหญ่ของตนพูดขึ้นเลย สายตาเอาแต่จับจ้องไปยังร่างตรงหน้า ถึงจะรู้ซึ้งอยู่แก่ใจดีว่าพี่ชายของตนงดงามมากเพียงใดแต่ก็ไม่เคยเห็นพี่ใหญ่แต่งตัวเช่นนี้เลยสักครั้ง เพราะตัวคนไม่ชอบออกจากบ้านหรือไปเที่ยวที่ไหนจึงสวมใส่แต่เสื้อผ้าธรรมดาๆ อยู่บ้าน แต่ตอนนี้ร่างตรงหน้ากลับสวมชุดเรียบหรูสวยงามเนื้อผ้าบางเบาเผยให้เห็นรูปร่างเล็กบางเอวคอดกิ่วและสะโพกงอนงาม ชุดสีเข้มที่ขับผิวที่ขาวอยู่แล้วให้โดดเด่นมากขึ้นไปอีกทำให้พวกเขาตกตะลึงและรู้สึกร้อนรนไปตามๆ กัน
“พวกเราไม่ไปแล้ว แต่พวกเราจะไปเดินตลาดกับพี่ใหญ่ด้วย” หลังจากตั้งสติได้หยางเฉียงที่รู้สึกตัวก่อนเพื่อนรีบตอบคำถามของพี่ใหญ่ออกไป
“แล้วพวกเ้าไม่ไปทำตามวิถีลูกผู้ชายของพวกเ้าแล้วหรืออย่างไร” อะไรกันเ้าเด็กพวกนี้นี่ พอห้ามไม่ให้ไปกลับอยากไป แต่พอให้ไปแล้วกลับไม่ไป วัยรุ่นนี่เข้าใจยากจริงๆ เลย
“พวกเราจะไปกันวันหลังก็ได้ แต่วันนี้พวกเราจะไปกับท่านด้วย ท่านคงลืมไปแล้วสินะว่าตัวเองเป็จอมหลงทางมากขนาดไหน แถมท่านยังไม่เคยเข้าไปในเมืองเลยสักครั้งแล้วท่านจะไปถูกได้อย่างไร” จิ๋นสือพอตั้งสติได้ก็ร่ายออกมายาวเหยียดกับพฤติกรรมการหลงทางของพี่ชาย ตนเองเป็จอมหลงทางขนาดนั้นถ้าหากพวกเขาไม่ไปด้วยคงหาทางกลับบ้านไม่ถูกเป็แน่
“จิ๋นสือเ้าเอาอีกแล้วนะ เฮอะ ถ้าอยากจะไปกับพี่ก็บอกไม่เห็นต้องปากแข็งเช่นนี้เลย” ลู่เอินมองหน้าคนปากดีแต่ติดพี่หน้าแดงก่ำไปหมดแล้วด้วยความหมั่นไส้ พอพูดเื่จริงขึ้นมาก็เถียงไม่ออกเลยนะคุณน้องชาย และอีกอย่างเขาก็ไม่ได้ขี้หลงขี้ลืมอะไรขนาดนั้นเด็กน้อยพวกนี้ห่วงพี่ชายอย่างเขาจนเกินเหตุเสียจริง
“พวกเราไปกันเถิดพี่ใหญ่ ิเอ๋อร์อยากไปกับท่านนะขอรับถ้าใครไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป เดี๋ยวิเอ๋อร์จะนำทางให้พี่ใหญ่เองขอรับ”
“ดีมากน้องพี่ ถ้าเช่นนั้นพวกเราไปกันเถิด”
ลู่เอินเดินลงจากรถม้าด้วยสภาพหมดสิ้นเรี่ยวแรง อย่างที่บอกไปว่าบ้านของเขาค่อนข้างร่ำรวยที่บ้านเลยมีม้าหลายตัวพร้อมด้วยรถม้าอีกหนึ่งคันใหญ่ไว้ขับเล่น แต่ใครจะไปคิดว่าการนั่งรถม้ามันจะชวนอ้วกขนาดนี้ ถ้าไม่เป็เพราะเ้าจิ๋นสือคิดแก้แค้นเขาด้วยการขับรถม้าด้วยความเร็วสูงเจอหลุมก็ไม่หลบจนเครื่องในเขาเคลื่อนที่ เข้าหากันอยู่เขาก็คงไม่มีสภาพแบบนี้
“ฮึ พี่ใหญ่ท่านไหวหรือไม่ขอรับ จะนั่งพักสักหน่อยก็ได้นะขอรับเดี๋ยวข้าหาร้านน้ำชาให้” จิ่นสือที่ถึงแม้จะสะใจเล็กๆ ที่ทำพี่ใหญ่สิ้นฤทธิ์ ได้แต่ในใจก็แอบเป็ห่วงคนที่ยืนหน้าซีดอยู่เบื้องหน้าตนไม่ได้
“พี่ไม่เป็ไรอยู่แล้ว เื่แค่นี้เองสบายมาก” ลู่เอินบอกปัดเพราะตนไม่อยากเสียเวลาในการหาวัตถุดิบใหม่ๆ
หลังจากพวกเราเช่าที่จอดรถม้ากันเสร็จเรียบร้อยก็ได้เวลาเดินตลาดกันแล้ว ในเมืองดูเจริญรุ่งเรืองกว่าที่เขา คิดมากนักบ้านเรือนดูสวยงามใหญ่โต ตลาดเองก็มีคนเดินเยอะแยะเต็มไปหมดทำให้รู้ว่าเศรษฐกิจของเมืองนี้ดีมากขนาดไหน เครื่องประดับตามร้านรวงต่างๆ สวยงามแปลกใหม่ เสื้อผ้าเองก็ไม่น้อยหน้ามีทั้งแบบเรียบง่าย ไปจนถึงระดับหรูหราดูเยอะสิ่ง
แต่สิ่งที่ลู่เอินสนใจกับเป็ร้านขายอาหารร้านเล็กๆ หลายร้านที่มีคนไม่น้อยเหมือนกันต่อแถวรอซื้อ พบว่าน่าจะเป็แป้งนึ่งหรืออะไรสักอย่างที่ด้านในใส่ถั่วเอาไว้ทำเป็ไส้ ดูเหมือนว่าคนในโลกแห่งนี้ก็รู้จักวัตถุดิบเป็บางชนิดเหมือนกัน และยังรู้จักวิธีแปรรูปอาหารพอสมควรดูได้จากแป้งหลากหลายชนิดที่มีอยู่ในครัวก็พอจะรู้ได้
“พวกเ้าเดินไปก่อนพี่ก็ได้นะ พี่จะไปซื้อเ้านั่น”
หยางเฉียงที่กำลังหงุดหงิดได้ที่จากสตรีมากมายที่วันนี้ดูจะมือเปลี้ยเป็พิเศษ ผ้าเช็ดหน้าพวกเ้าจะตกอะไรกัน นักหนาถึงจะตกลงตรงหน้าข้า ข้าก็ไม่เก็บให้พวกเ้าหรอกนะบอกไว้เลย
“ข้ารอท่านดีกว่า เดี๋ยวจะหลงเอาหาทางกลับไม่เจอกันพอดี” มองมายังพี่ชายก็ยิ่งหงุดหงิดคูณสอง เมื่อเห็นพวกเหลือบไรเอาแต่จ้องพี่ชายของเขาไม่วางตา พวกตัวผู้พวกนี้ไม่กลัวเขาเลยสินะทั้งๆ ที่ข้าข่มขู่เ้าไปทางสายตาขนาดนั้นแล้วยังไม่รู้ความอีก คงเห็นว่าข้าเป็แค่เด็กล่ะสิ รอเขาโตกว่านี้ซะก่อนเถอะ รับรองถ้าเผลอจ้องพี่ชายเขาแม้แต่แวบเดียวเขาจะกระทืบจนน่วมแน่ ถึงจะคิดไปมากมายขนาดนั้นแต่สิ่งที่พูดออกมากลับอ่อนโยนผิดกับความคิด
“พวกเ้าไปเถอะ พี่จะรอพวกเ้าอยู่แถวนี้แหละรับรองว่าจะไม่ไปไหน”
คนทั้งสามคิดหนัก เพราะพวกเขาก็มีของที่อยากได้เช่นกัน แต่จะปล่อยให้พี่ใหญ่อยู่คนเดียวมันก็ยังไงอยู่ แต่คงจะไม่เป็ไรหรอกมั้งถ้าพี่ใหญ่บอกว่าจะอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน
“ถ้าอย่างนั้นข้ากับฮุ่ยิจะไปซื้อของก่อน ส่วนเ้าจิ๋นสือเ้าอยู่กับพี่ใหญ่แล้วข้าจะรีบกลับมาผลัดกันออกไป” ว่าแล้วหยางเฉียงกับฮุ่ยิก็เดินออกไปอย่างเร่งรีบทันทีเพื่อกลับมาหาพี่ใหญ่โดยเร็วที่สุด
ลู่เอินต่อแถวรอสักพักก็ได้ก้อนแป้งมาอยู่ในมือสี่ก้อน เขาแบ่งให้จิ๋นสือก้อนหนึ่งและเหลืออีกสองก้อนไว้ให้หยางเฉียงและฮุ่ยิ
“อร่อยหรือไม่” ลู่เอินถามน้องชายหลังจากเ้าตัวกัดก้อนแป้งที่มีชื่อว่า ‘จันทร์เต็มดวง’ เข้าไปคำโต เพราะตัวเองยังไม่ค่อยกล้ากินนักจึงให้น้องลองก่อน
“มันมีรสหวานของไส้ถั่ว กินกับแป้งด้านนอกก็เข้ากันได้ดี”
หลังจากได้ยินน้องชายพูดอย่างนั้นลู่เอินก็ลองกัดดูบ้าง พบว่าเนื้อแป้งด้านนอกแข็งกระด้างเป็อย่างมาก ทั้งสากแล้วยังทำให้ติดคอ ไส้ด้านในที่เป็ถั่วก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่สุกดีแถมยังมีรสหวานจัดจนกลัวว่ากินเข้าไป มากๆ จะเป็เบาหวานเข้าสักวัน พูดเลยว่าพ่อครัวระดับตำนานอย่างเขากินต่อไม่ลงแต่ก็ไม่กล้าพอที่จะทิ้งเลยฝืนกินเข้าไปจนหมด
“แค่กๆๆ อึก น้ำ เ้าไปหาน้ำให้พี่ที แค่กๆๆ ขนมมันติดคอพี่”
“พี่ใหญ่รอเดี๋ยว ข้าจะไปหาน้ำมาให้ท่านเดี๋ยวนี้!” จิ๋นสือตื่นตระหนกลนลานรีบวิ่งไปหาน้ำจนไกลแสนไกลทั้งที่ร้านใกล้ๆ ก็มีถังน้ำดื่มตั้งไว้ให้กิน
“แค่กๆๆ”
ขณะที่ลู่เอินกำลังไอค่อกแค่กจนน้ำตาไหลก็มีมือใหญ่กรำแดดยื่นแก้วน้ำมาให้ ลู่เอินรับมาดื่มอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเพื่อขอบคุณผู้ช่วยชีวิต
“ขอบคุณท่านมากขอรับ” ก่อนจะเห็นผู้ชายตัวใหญ่ั์ผิวคล้ำสองคนยืนอยู่ตรงหน้า ทั้งสองคนมีใบหน้าเหี้ยมโหดเหมือนกับโจรป่าในทีวีที่เขาเคยดูและยิ่งสยองมากขึ้นเมื่อทั้งสองคนพยายามฉีกยิ้มมาให้เขา ในตอนนั้นเองเป็ครั้งแรกที่ลู่เอินอยากให้น้องชายกลับมาเร็วๆ ขนาดนี้
“ไม่เป็ไรคุณชายน้อย พวกเรายินดีปกป้องท่านด้วยหัวใจ”
คำพูดหรือก็เหมือนโจรลักพาตัว ออกจากบ้านวันแรกก็ดันซวยเสียแล้ว
ใครก็ได้ช่วยเขาที!!!!!
tbc
เป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยการกดไลก์และคอมเมนต์กันด้วยนะคะะะ