ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 135 แยกทาง

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 135  แยกทาง



            มาคัสขมวดคิ้ว ส่ายหน้าและพยักหน้าสลับกัน สุดท้ายก็พ่นลมหายใจออกมา


            “เรียนบรรพบุรุษ ตอนนี้พวกเราเดินทางมาถึงเมือง B-24 แล้ว ทางเจ้าเมืองให้การต้อนรับพวกเราอย่างดี พวกเรามีสมาชิกยี่สิบกว่าชีวิตซึ่งเป็นจำนวนที่ค่อนข้างมาก จนแม้แต่แคนซัสซึ่งดูแลธุรกิจอยู่ที่นี่ก็ยังหาที่พักรับรองสำหรับคนมากขนาดนั้นในระยะยาวไม่ได้ โชคยังดีที่เจ้าเมือง B-24 ให้ความสำคัญกับตระกูลเราไม่น้อยจึงมอบคฤหาสน์เล็กๆ ที่ร้างผู้คนให้อยู่อาศัยชั่วคราว” ชายชราผมสีดอกเลาที่สภาพภายนอกไม่ต่างไปจากชายวัยกลางคนเล่าสถานการณ์ปัจจุบันให้ชายหนุ่มตรงหน้าฟัง


            “แม้ทุกคนจะปลอดภัย มีที่พักรับรองชั่วคราว แต่คฤหาสน์ที่สร้างกันขึ้นมา ทรัพย์สิน ธุรกิจ ทุกอย่างมลายหายไปพร้อมกับยุคที่ข้ายังคงเป็นผู้นำ เหมือนย้อนกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่ต้น”


            “เรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนี้มันทำให้อดคิดไม่ได้ว่าตนเองทำหน้าที่ได้ดีพอหรือยัง? หรือจริงๆ เราแก่เกินไปแล้วสำหรับตำแหน่งนี้ ควรเปลี่ยนมือส่งมอบมันให้ลูกหลานดูแลต่อไปหรือไม่” ใบหน้าของมาคัสดูเหนื่อยอ่อนมากขึ้นเรื่อยๆ ความอ่อนแอที่ต้องปกปิดเอาไว้ภายในพรั่งพรูออกมา


            จินรับฟังสิ่งที่อีกฝ่ายระบายออกมา


            “สำหรับข้า เจ้านับเป็นผู้นำตระกูลที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง ดีกว่าผู้นำตระกูลหรือกองกำลังหลายๆ แห่งที่ข้าเคยพบ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันอยู่นอกเหนือความสามารถในการจัดการของเจ้า แม้จะเป็นข้าเองก็ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าหากอยู่ในเหตุการณ์เดียวกันจะแก้ไขสถานการณ์นั้นได้หรือไม่ เช่นนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องนำความล้มเหลวนี่มาแบกใส่หลังตนเองเอาไว้เลยมาคัส” ชายหนุ่มพูดด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง แววตาแน่วแน่ส่งตรงไปหาอีกฝ่าย คำพูดแต่ละคำที่เปล่งออกมาเต็มไปด้วยความมั่นคง


            ชายหนุ่มชุดขาวก้าวเดินประชิดตัวคนตรงหน้า เอื้อมมือข้างซ้ายไปสัมผัสไหล่อีกฝ่าย


            “เรื่องการส่งมอบตำแหน่ง ข้ารู้ดีว่าเจ้าเองก็เตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้มานานแล้ว แต่กลับเกิดเหตุการณ์น่าสลดนี้ขึ้นเสียก่อน…” ชายหนุ่มจ้องเข้าไปในดวงตาที่ดูสับสนในตนเองของชายชรา แล้วพูดต่อไป “จงจำไว้ว่านี่ไม่ใช่ความผิดของเจ้า การล่มสลายของคฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์ในครั้งนี้อาจไม่ใช่ความล้มเหลว หากแต่เป็นโอกาสใหม่ที่จะทำให้เราพัฒนาต่อไปได้อีกขั้น อะไรที่ฆ่าเราไม่ตายจะทำให้เราเติบโต ตอนนี้ตระกูลต้องการเจ้า หากไม่มีศูนย์รวมใจคอยควบคุมบังเหียน ลูกหลานในตระกูลเบื้องหลังจะตั้งตัวได้เช่นไร?”


            “เช่นนั้นพยายามออกจากความรู้สึกผิด หรือเรื่องที่ติดค้างภายในใจเสีย ข้ารู้ว่ามันยากที่จะกระทำ แต่หากเจ้าทำได้ และพาตระกูลกลับมาผงาดอีกครั้ง รากฐานที่ดีย่อมส่งต่อไปยังลูกหลานเบื้องหลัง เมื่อถึงเวลานั้น...ถ้าเจ้าอยากสละตำแหน่งและมอบมันให้กับลูกหลานสักคน เจ้าจะไม่เหลือสิ่งที่ติดค้างภายในใจให้กลับมาคิดอีกเลย ว่าทำไมตอนนั้นเจ้าไม่เลือกทำให้ดีที่สุด” รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของบรรพบุรุษหนุ่ม 


            มันเป็นรอยยิ้มที่สดใสราวกับดวงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณในสายตาของมาคัส หัวหน้าตระกูลพีไรซ์ผู้ติดอยู่ในความเศร้าหมอง


            ดวงตาของชายชราค่อยๆ สว่างขึ้นเรื่อยๆ ยามที่ได้ฟังคำพูดปลอบประโลมและปลุกใจของจิน


            ความรู้สึกผิดในใจถูกปัดเป่าด้วยคำพูดของบรรพบุรุษ เหมือนกับการอภัยโทษให้กับชายชรา ย้ำเตือนว่าที่ผ่านมาเขาจัดการทุกอย่างได้ดีที่สุดเท่าที่ผู้นำตระกูลเล็กๆ คนหนึ่งควรจะทำได้แล้ว


            “ขอบคุณบรรพบุรุษที่ชี้ให้ข้าเห็น! เป็นผู้นำประสาอะไร มัวแต่คิดวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิมๆ ที่ไม่มีวันกลับไปแก้ไข แต่ไม่ยอมนึกถึงอนาคตของตระกูลเบื้องหน้า ให้ความรู้สึกผิดคอยกัดกินจิตใจอยู่ได้ตั้งนาน” มาคัสประสานมือ ก้มหัวคารวะให้ชายตรงหน้า


            “หยุดโทษตัวเองได้แล้ว เป็นผู้นำคน เมื่อล้มเหลวก็แค่เดินหน้า สิ่งที่ผ่านให้เป็นแค่บทเรียน แล้วก็ไม่ต้องกังวลเรื่องต่างๆ ให้มาก ตราบใดที่ข้ายังอยู่ ข้าจะช่วยเหลือเจ้าให้เต็มที่เท่าที่ข้าพอจะทำได้ ฉะนั้นไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะก่อร่างสร้างตระกูลขึ้นมาใหม่ไม่สำเร็จ” จินย่นหน้า กล่าวต่อชายชราตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูจริงจัง


            ชายชราหน้าหมองลงไปครู่หนึ่งก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมองจินอีกครั้งด้วยแววตาที่ดูมุ่งมั่นขึ้น


            “ขอรับบรรพบุรุษ เป็นผู้นำต้องเดินหน้า ไม่เก็บเรื่องในอดีตที่กลับไปแก้ไขไม่ได้มาใส่ใจ” มาคัสเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจมากขึ้น เมื่อบรรพบุรุษพร้อมสนับสนุนเขามากขนาดนี้ เขายังจะเป็นผู้นำไร้ความสามารถต่อหน้าท่านได้อีกหรือ?


            จินพึงพอใจกับท่าทีของมาคัส ตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ ก่อนจะรั้งมือกลับไป


            ร่างชายหนุ่มชุดขาวหันหลัง ค่อยๆ ก้าวย่างไปที่บานหน้าต่างภายในอาคาร จ้องมองต้นไม้ใบหญ้าที่กลับมาดูมีชีวิตชีวามากขึ้น แม้จะไม่มากเท่าเดิมก็ตาม แต่อย่างน้อยความภาคภูมิใจในตนเองของมาคัสก็กลับคืนมาบางส่วน ชายหนุ่มพยักหน้าให้กับสิ่งที่เห็น


            “แล้วสถานการณ์ทางฝั่งของท่านเป็นเช่นไรบ้าง คาลอสและท่านบรรพบุรุษยังปลอดภัยดีหรือไม่” มาคัสหันหน้ามองตามจินที่เดินไปหยุดอยู่หน้าบานหน้าต่าง เป็นฝ่ายเอ่ยถามบ้าง


            ชายชุดขาวยืนนิ่งครู่หนึ่งก่อนจะพูดตอบรับกลับไป “ข้าและคาลอสยังมีชีวิตอยู่ดี ตอนนี้ตระกูลหวงหลงถูกทำลายลงแล้ว เพียงแต่สถานการณ์ในอาณาเขต C ไม่สงบอย่างยิ่ง ดีแล้วที่พวกเจ้าหลบหนีไปยังเขต B ไม่เช่นนั้นอาจจะต้องเข้าไปวุ่นวายกับสงครามภายใน ไหนจะฝูงสัตว์อสูรที่ฉวยจังหวะนี้เคลื่อนกำลังเข้ามาเสริมความวุ่นวายให้โหมกระหน่ำ”


            “ตอนนี้พวกเราเจอการลอบสังหารเชื้อพระวงศ์ระหว่างทาง และบัดนี้กำลังเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมือง B-24 พร้อมขบวนคุ้มกันเชื้อพระวงศ์เล็กๆ ขบวนหนึ่ง โปรดเตรียมการรับรองเอาไว้ด้วย ตัวตนของกลุ่มคนเหล่านี้ค่อนข้างพิเศษและมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลพีไรซ์ของเราอย่างที่เจ้าเองก็น่าจะคาดไม่ถึง” จินที่ยืนหันหลังอยู่ ก็ค่อยๆ หันหน้ามาเผยรอยยิ้มจางๆ ให้กับอีกฝ่าย


            มาคัสรับฟังอย่างตั้งใจจนมาถึงช่วงสุดท้ายที่ทำให้เขาสงสัยเล็กน้อย เชื้อพระวงศ์? มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลพีไรซ์? ตระกูลเขาเคยเป็นตระกูลทรงอิทธิพลในเขต B ไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงไปข้องเกี่ยวกับเชื้อพระวงศ์จากเขต C ได้?


            “ฮาล์ฟ ฮาวีรอน... ผู้มาจากดินแดนอันแสนไกล พบรักกับญาติผู้น้องของเจ้า ก่อนจะมีลูกด้วยกันสองคน สุดท้ายก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลพีไรซ์ เจ้าเคยสงสัยหรือไม่เล่าว่าที่มาของคนผู้นี้เป็นเช่นไร” ชายในชุดขาวแอบบอกใบ้เล็กน้อยให้กับอีกฝ่าย


            “ฮาล์ฟ...” มาคัสยืนนิ่ง ย้อนคิดไปถึงสมัยก่อนตอนที่มิซซี่ ลูกพี่ลูกน้องของเข้ายังคงมีชีวิตอยู่ มิซซี่เป็นนักล่าในสังกัดของสมาคมนักล่าเมืองปากัส ตอนนั้นบังเอิญพบชายหนุ่มรูปงามนอนบาดเจ็บอยู่กลางทาง จึงเร่งช่วยเหลือ อีกฝ่ายซาบซึ้งในบุญคุณครั้งนั้นจึงเข้าร่วมกับตระกูลพีไรซ์ในฐานะทหารยาม สุดท้ายทั้งคู่ก็ตกหลุมรักกัน และฮาล์ฟก็ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในตระกูล


            ไม่แน่ใจว่าหัวหน้าตระกูลในอดีตได้ซักไซ้ไต่ถามถึงอดีตความเป็นมาของฮาล์ฟหรือไม่ แต่แน่นอนว่าตอนที่มาคัสขึ้นมาเป็นหัวหน้าตระกูล เขาไม่เคยถามซอกแซกให้อีกฝ่ายไม่สบายใจ เพราะอย่างไรก็เป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นทองแผ่นเดียวกันแล้ว


            “จากข้อมูลที่พอจะรู้มา ข้าคิดว่าฮาล์ฟคือสมาชิกราชวงศ์ฮาวีรอนจากอาณาจักรอันห่างไกลที่มีชื่อว่าฮาฟแลนดิส และองค์ชายองค์หญิงที่ข้าพบระหว่างทางก็เป็นสายเลือดของราชวงศ์ฮาวีรอนและราชวงศ์ฮอริสเขต C ในกลุ่มอาณาจักรเครือสหพันธ์ซึ่งครอบครองดินแดนแถบนี้ทั้งหมด” จินเล่าสิ่งที่ตนได้ฟังมาออกไป


            โลกนี้ช่างกว้างใหญ่นัก แม้จะถูกรุกรานจากสัตว์อสูรต่างมิติจนพื้นที่ที่มนุษย์อยู่อาศัยได้ลดลงไปมาก แต่มนุษย์ก็ยังเกาะกลุ่มและสร้างอาณาจักรขึ้นมาจนได้ จากพื้นที่เล็กๆ กลายเป็นอาณาจักรใหญ่ ซึ่งพื้นที่ที่ตระกูลพีไรซ์อยู่ก็พัฒนามาจากค่ายลี้ภัยเมื่อสมัยก่อน พัฒนาความร่วมมือกันระหว่างแต่ละค่ายจนกลายเป็นอาณาจักรเครือสหพันธ์ที่แบ่งการปกครองออกเป็นหลายเขต นับเป็นดินแดนที่กว้างใหญ่อย่างยิ่ง


            แต่นอกเหนืออาณาจักรในเครือสหพันธ์ที่พวกจินอยู่อาศัยแล้ว ก็ยังมีดินแดนอื่นๆ มากมายที่อยู่รอบนอก และไม่ได้เข้าร่วมกับอาณาจักรเครือสหพันธ์เพราะระยะทางที่ห่างไกลจนเกินไป มนุษย์ในสมัยก่อนที่ต้องรับการโจมตีอันหนักหน่วงของสัตว์อสูรไม่สามารถเชื่อมต่อถึงกันได้มากนัก


            “เรื่องนี้...เฮ้อ” มาคัสคิดตามก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ดูเหมือนว่าตระกูลของเขาจะเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ซุกซ่อนเอาไว้ แม้แต่เขยที่แต่งเข้าตระกูลก็ยังกลายเป็นสมาชิกราชวงศ์จากอาณาจักรอันห่างไกล


            “เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวล และก็ไม่ต้องไปทำให้ฮาล์ฟลำบากใจ เพียงบอกอ้อมๆ ว่าจะมีคนมาเยี่ยมเยียนก็เพียงพอแล้ว ที่เหลือเป็นการตัดสินใจของเขาว่าอยากจะพบหรือไม่...แล้วก็ไม่ต้องกังวล เพราะอย่างไรยามนี้พวกเราก็มีอีโวลคอยปกป้องดูแลอยู่” จินนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “หากมีโอกาสข้าก็อยากจะมอบของขวัญขอบคุณนางเหมือนกันที่ช่วยเหลือสมาชิกของเราเอาไว้ ไม่เช่นนั้นข้าก็ไม่รู้จะมีหน้าไปพบลูกหลานหรือไม่”


            จินคิดไปถึงสิ่งของที่มีอยู่ในระบบ พยายามนึกว่ามีสิ่งใดบ้างที่พอจะสร้างความพึงพอใจให้กับอีกฝ่ายได้


            เวลาที่เหลือทั้งมาคัสและจินก็พูดคุยเรื่องราวหลายๆ อย่างต่อไปอีกนิดหน่อย ทั้งเรื่องของผู้อาวุโสเหลียนจง สภาพความเป็นไปในปัจจุบันของตระกูลโดยละเอียด และแผนการในอนาคต


            ...


            รุ่งเช้ามาถึง คณะเดินทางที่ประกอบไปด้วยกลุ่มคุ้มกันราชวงศ์และกลุ่มของจินเตรียมพร้อมออกเดินทางในวันใหม่ 


            หลังจากพูดคุยกับมาคัสมาเมื่อคืน จินก็คิดว่าตนเองควรจะรีบไปทำตามเป้าหมายของตนเองก่อน ส่วนคาลอสจะเป็นผู้นำทางทั้งคณะไปที่เมือง B-24


            ทั้งกลุ่มเดินทางต่อไปอีกสองสามวันจนถึงบริเวณที่จินคิดว่าสมควรแก่การบอกลา เขายังมีอีกภารกิจที่ต้องทำ จึงตั้งใจจะส่งคาลอสกลับไปหาคนในตระกูลก่อน


            “ข้าคงต้องแยกตัวไปก่อน ไม่ต้องเป็นห่วง ร่างกายนี้ไม่จำเป็นต้องกินดื่ม การเดินทางคนเดียวกลางพื้นที่รกร้างไม่ใช่ปัญหา” ร่างขมุกขมัวบอกกล่าวแก่คาลอสที่มายืนรอส่ง


            เส้นทางที่ขบวนเดินทางมุ่งหน้าไปเป็นเมือง B-24 อยู่ทางตอนใต้ของอาณาเขต ขณะที่เป้าหมายของจินคือทิศตะวันออกของมหานครเขต B นับเป็นตอนกลางอาณาเขต ซึ่งทั้งสองแห่งอยู่คนคนละทิศทางกัน หากต้องให้จินลงใต้ก่อนค่อยย้อนขึ้นไปด้านบนคงจะใช้เวลานานเกินไป


            “รักษาตัวด้วยท่านบรรพบุรุษ” คาลอสโค้งคารวะจินไปหนึ่งครั้ง


            “เจ้าก็รักษาตัวด้วย รีบเดินทางให้ถึงเมือง B-24 โดยไว ที่นั่นมีผู้อาวุโสเหลียนจงจากสำนักจันทรานิรันดร์คอยดูแลอยู่ มันจะทำให้เจ้าปลอดภัย” จินตอบรับกลับไปก่อนจะหยุดคิดไปชั่วครู่หนึ่ง ใช้จิตสั่งเปิดหน้าต่างระบบและหยิบของบางอย่างออกมา “นี่คือยันต์รื่นรมย์ ช่วยมอบมันเป็นของขวัญขอบคุณสำหรับการช่วยเหลือของอีกฝ่ายด้วย เมื่อได้รับความเมตตามา ก็จำเป็นต้องตอบแทน”


            สิ่งที่จินล้วงหยิบออกมาจากคลังของระบบเป็นยันต์ที่เขาไม่คิดว่าจะต้องได้ใช้เร็วๆ นี้ แต่หากเป็นผู้อาวุโสเหลียนจงแล้วล่ะก็...ไม่แน่มันอาจจะสร้างผลดีให้กับอีกฝ่ายได้บ้าง


            เพราะเมื่อคืนก่อนเขาได้คุยกับมาคัสหลายเรื่อง รวมถึงความเป็นอยู่ของเหลียนจงด้วย จินคะเนในใจว่าอีกฝ่ายมีความเคร่งเครียดกับระดับพลังของตนเองมากเกินไป การส่งยันต์รื่นรมย์ไปคงเป็นอะไรที่เหมาะสม หวังว่ามันจะพอช่วยอะไรอีกฝ่ายได้บ้าง


            คาลอสเอื้อมมือไปรับแผ่นยันต์มาจากมือของร่างกึ่งวิญญาณขมุกขมัว พินิจมันอยู่สองสามทีแล้วจึงเก็บใส่อกเสื้อเอาไว้