พรของอันผิง.

    บทที่ 35 เปิดร้านในเมือง

    บทที่35 เปิดร้านในเมือง


            วันนี้ท่านแม่เปิดร้านในเมืองวันแรกใจของอันผิงนั้นอยู่ที่ในเมืองแล้ว แต่โดนท่านพ่อขัดขวางทุกวิธีขนาดบอกว่าจำได้หมดแล้วที่ท่านพ่อสอน ท่านพ่อก็ยังให้เธอไปเรียน ยกเหตุผลมาให้ฟัง เด็กดีอย่างเธอจะทำอะไรได้นอกจากต้องเชื่อฟังพ่อแม่ใช่ไหมล่ะ

            ตอนเย็นท่านแม่กลับมาทำอาหารให้พวกเรา และจะกลับไปนอนที่ร้านในเมืองเพื่อที่จะง่ายต่อการเปิดร้าน อันผิงก็อยากตามไปด้วย แต่ท่านพ่อสุดเข้มอีกล่ะชอบขัดเสียจริง เธอนะอยากทำตามนิสัยเด็กเวลาถูกขัดใจ ร้องไห้และทิ้งตัวลงนอนกับพื้น เพื่อชักดิ้นชักงอซึ่งเป็นพฤติกรรมของเด็กเวลาโดนผู้ใหญ่ขัดใจ

            แต่บีบน้ำตาอย่างไรก็ไม่ออก ท่านพ่อก็เอาแต่จ้องไม่วางตาจะชักดิ้นชักงอ ก็เกิดละอายขึ้นมา มันต้องทำยังไงนะ ถึงจะสมจริง ตอนอยู่โลกเก่าก็จำไม่ได้ว่าเคยทำไหม ครั้นจะใช้พร ก็ช่างไร้สาระแท้

            สุดท้ายน้ำตาก็บีบไม่ออก ท่านพ่อก็ทำท่าทีรู้ทัน ก็เลยต้องเลิกรอพี่ชายสุดที่รักกลับมาก่อนเถอะ แต่ว่าอันหยางกลับมา ต่อให้เขาชักแม่น้ำทั้งห้าอย่างเช่น ถ้านอนที่ร้านก็จะตื่นไปสถานศึกษาของเขาง่ายขึ้น  แต่ว่าท่านพ่อก็ไม่อนุญาต  เพราะตอนนั้นท่านแม่ และครอบครัวโจว คงจะวุ่นวายอยู่เป็นแน่

            ท้ายสุด เธอกับพี่ชายจึงต้องออกมาส่งท่านแม่ขึ้นเกวียนบ้านโจวด้วยสายตาละห้อย 

            ตอนกลางคืน เลยลองขอพรให้ร้านท่านแม่ขายดี มีคนมาอุดหนุน พอขอเสร็จเสี่ยวหลงเป่าก็ปรากฏตัวขึ้นมา ลองนึกภาพน้องหมายิ้ม แต่แยกเขี้ยวใส่ดูนะ

            ‘ถ้าอย่างนั้น ท่านไม่ขอพรให้ชีวิตนี้สุขสบายไม่ต้องทำอะไร มีคนนำเงิน นำทองมาให้ ไม่ดีกว่าหรือขอรับ’

            นี่เรียกว่าการประชดใช่ไหม ระบบให้พรแบบนี้ไม่ได้ ก็บอกว่าไม่ได้สิทำไมต้องว่าแขวะเธอด้วย อยากจะโมโห แต่คิดได้ โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า

            พอคิดอย่างมีสติ ก็จริงอย่างเสี่ยวหลงเป่าว่าถ้าอย่างนั้นเธอจะมีพรให้ขอวันละข้อทำไมล่ะ ร้านค้าจะขายดีไม่ดี ก็อยู่ที่สินค้าเพราะถ้าอร่อย ต่อให้อยู่ในตรอกแคบๆ ก็มีคนดั้นด้นไปกิน

            เรื่องของการขอพรก็จบด้วยประการฉะนี้ ไม่มีแสงสีขาวสว่างวาบใดๆ 

            ตอนนี้นะเหรอ เธอก็นับเวลารอโรงเรียนท่านพ่อเลิกอยากไปเห็นกิจการในเมืองจะแย่แล้ว แต่ท่านพ่อก็ขยันแกล้ง เรียกให้เธอตอบโน่นท่องนี่ อยู่นั่นแหละ

            คอยดูเถอะ ท่านแม่กลับมาที่บ้านเมื่อไหร่เธอจะอ้อนขอนอนกับท่านแม่สักเดือน ให้ท่านพ่อนอนเหี่ยวแห้งเลยเธอไม่ได้ผูกใจเจ็บนะ

            เมื่อถึงเวลาเลิกเรียนท่านพ่อก็พาไปขึ้นเกวียนที่บ้านเอ้อที่มีรอบเที่ยงด้วยแม้ในใจจะสงสัยทำไมท่านพ่อไม่ขับเกวียนไปเอง แต่งอนอยู่ ไม่ถามหรอก

            ท่านพ่อเหมือนจะรู้ หยิบหมั่นโถวออกมาให้เธอกินรองท้องนี่เห็นว่ากลัวจะเป็นโรคกระเพาะหรอกนะ ถึงยอมกินและก็แบมือขอชิ้นต่อไปเพิ่มขึ้นด้วย

            และคงเพราะมีเศษหมั่นโถวติดแถวๆ ปาก และหน้าท่านพ่อจึงใช้มือเช็ดออกให้ อ้า เห็นแก่ที่ท่านพ่อใส่ใจเธออันผิงยอมคืนดีด้วยก็ได้เจ้าค่ะ

            ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงตัวเมือง เกวียนบ้านเอ้อต้องจอดในที่ที่ถูกจัดไว้ให้ จากนั้นท่านพ่อจึงจูงมือเธอไปยังร้านของท่านแม่หรือบางทีคงกลัวไม่ทันใจ จึงอุ้มเธอเดินไปเสียเลยแน่นอนว่าไม่ต้องเดินเองให้เหนื่อย อันผิงย่อมชอบ

            เมื่อมาถึงร้านหลงเปาจึ ชื่อร้านยังเป็นชื่อเดิมก่อนซื้อสงสัยเถ้าแก่คงยกให้ยันป้ายร้าน ผู้คนในร้านมีเรื่อยๆ สินค้าที่ดูท่าจะขายดีนั้นเป็นหมั่นโถวกระต่าย อาจเพราะความน่ารัก พวกผู้ใหญ่คงซื้อไปให้ลูกหลาน

            ตอนนี้พี่เฟิงหยูจึงปั้นหมั่นโถวกระต่ายอยู่ในครัวมือเป็นระวิงเพราะคนที่รออยู่ส่วนมากมาเพราะหมั่นโถวกระต่าย

            จนตอนนี้ท่านแม่จึงประกาศเลิกรับคำสั่งซื้อหมั่นโถวกระต่ายสีต่างๆให้ลงชื่อจองไว้ พรุ่งนี้เช้าให้มารับ แต่ความเห่อนี้ยังต้องดูไปยาวๆ

            ส่วนซาลาเปานั้น คนที่ซื้อคือนั่งทานที่ร้านส่วนมากบอกว่าไส้เนื้ออร่อยดี แต่ด้วยราคาลูกล่ะ 10 อีแปะ จึงเป็นพวกบัณฑิตที่แวะมาซื้อกินตอนพักเรียนหรือไม่ก็คนงานร้านท่านหมอ และคนงานร้านหรูอี้ก็แวะมาเช่นกันท่านแม่ว่าจะรอดูสักวันสองวัน ถ้าราคานี้ยังขายไม่ค่อยดี จะลดปริมาณเนื้อหมูที่ใส่ไส้ลงเพื่อจะได้ลดราคาลงได้

            ส่วนน้ำเต้าหู้ได้ความว่า ท่านแม่ต้มแค่หม้อขนาดกลาง และหมดลงแล้วและไม่ได้ต้มเพิ่มแต่อย่างใด ลูกค้าก็ยังเป็นคนในสถานศึกษาจึงรอดูว่าลูกค้าจะถามไถ่อีกทีตอนที่พวกเขากลับบ้านหรือไม่

            ยามเซิน(15.00-17.00) เหล่าบัณฑิตก็โผล่หน้ามาโชคดีว่าพวกเขามาซื้อซาลาเปากลับไปที่บ้านกัน และถามหาน้ำถั่วเหลืองต้มท่านแม่จึงบอกว่าพรุ่งนี้จะเตรียมขายเพิ่ม สรุปซาลาเปาที่เตรียมไว้ราว 50ลูกจึงหมดลง

            อันผิงยิ้มกริ่มเก็บข้อมูล นี่แค่กำลังซื้อของพวกสถานศึกษานะเดี๋ยวรอให้คนในเมืองคุ้นชิน การผลิตซาลาเปาน่าจะมากกว่านี้

            ส่วนน้ำถั่วเหลือง ขายเป็นถ้วยเล็ก ถ้วยล่ะ 5อีแปะ แต่ถ้าซื้อกลับมีทั้งแบบกระบอกไม้ไผ่ คิดเพิ่มอีก 2อีแปะแต่ถ้าเตรียมที่ใส่มาเองก็คิดราคาตามถ้วยที่ใส่ลงในกระบอกที่คนซื้อเตรียมมาอันผิงดูหม้อขนาดกลางของท่านแม่ น่าจะอยู่ราวๆ 20 ถ้วย 

            เพราะฉะนั้น รายได้ที่ได้อยู่ราว 800 อีแปะหักค่าดำเนินการออก ก็คงเหลือราว 400 อีแปะเดินไปสำรวจแถวตรงของที่ใช้ทำ ยังมีเหลืออยู่อีกมากที่ต้องซื้อเพิ่มมีแค่เนื้อหมูเท่านั้น และอันผิงก็หวังว่าพรุ่งนี้รายได้น่าจะเยอะกว่านี้

            ยามโหย่ว(17.00-19.00) ร้านจึงปิดลงและท่านแม่ตัดสินใจจะอยู่นอนที่ร้านอีกคืน แต่ว่าจะลดปริมาณคนลงอย่างที่วางแผนไว้คือเหลือแค่แม่ลูกเฟิงกับท่านแม่ แต่ป้าโจวไม่ไว้วางใจขออยู่ต่อด้วยแต่ส่งลูกชายคนโตและลูกสะใภ้กลับบ้าน แม้พวกเขาจะขออยู่ช่วยอีกวัน

            ซึ่งความจริงเถ้าแก่คนก่อน ก็ทำอยู่คนเดียวก็สามารถทำได้แต่ตอนนี้อาจเพราะพวกเรายังมือใหม่ ยังไม่ชินมากกว่า

            ส่วนสามพ่อลูกอันก็ต้องกลับบ้านไปเหมือนกัน อันผิงจึงรอคอยช่วงเที่ยงวันของพรุ่งนี้อีกรอบเพื่อจะได้มาหาท่านแม่ที่ร้านในวันพรุ่งนี้อันผิงรู้สึกอิจฉาอันหยางจัง เพราะพรุ่งนี้ตอนเช้าเขาก็แวะมาหาท่านแม่ได้

            ในวันต่อมา ท่านพ่อกลับเข้ามาในเมืองช้าเพราะว่าสวนพริกด้านนอกนั้นเก็บเกี่ยวได้แล้ว หลังจากสอนที่โรงเรียนเสร็จก็กลับไปเคลียร์รายรับรายจ่ายกับสามีสะใภ้หลิวที่คุมคนงานและรับเงินค่าพริกจากเหลาอาหารจู อันผิงจึงเนียนมานั่งฟังสามีสะใภ้หลิวแจกแจงการขายพริก

            ซึ่งเธอได้ความว่า พริกเก็บได้ตะกร้าขนาดกลาง ได้ถึง 5ตะกร้า และหนึ่งตะกร้าหนักที่ 50 ชั่งคิดจำนวนรายได้เล่นๆ ได้เงินราวๆ 10 ตำลึงเงินต่อครั้งนี่หักค่าจ้างแบบเกินไปบ้างสัก 5 ตำลึงเงิน เก็บหนึ่งครั้ง ได้เงินจำนวนเท่านี้ แล้วรออีก 2-3 วัน เพื่อเก็บผลพริกอีกรอบ เท่ากับเดือนหนึ่งได้ราวๆ 9 ครั้ง เดือนหนึ่งรายได้น่าจะราวๆ 90 ตำลึงเงินเลยนะเกือบ 1 ตำลึงทองเชียวนะ

            ถ้าเธอคิดเลขไม่ผิดถึงแม้จะห่างไกลกับราคาที่เสียไปเพื่อซื้อร้านค้าในเมือง แต่พริกนั้นมีอายุราว 3เดือน ก็น่าจะได้อีก 2-3 ตำลึงทองก็ยังถือว่ารายได้ดีอย่างมาก ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับธุรกิจครอบครัว

            ส่วนท่านพ่อฟังสามีสะใภ้หลิว และจดรายการทั้งหมดลงในสมุดเหมือนทำบัญชีไว้ เพราะอันผิงเห็นหน้าปกเล่มนี้เขียนไว้ว่า ค้าพริก 

            สามีสะใภ้หลิวมีแนะนำเพิ่มว่าควรจะซื้อที่เพิ่มเพื่อปลูกผักชดเชยส่วนที่มาทำเป็นคอกวัวเพื่อส่งผักสวนครัวให้เถ้าแก่อู๋ เพราะพื้นที่เดิมโดนกินเนื้อที่ไปแล้วและยังกล่าวว่า เขาเองถ้ามีเงินจะซื้อที่หลังบ้านเพิ่มเขารู้สึกว่าที่ดินแถวนี้อุดมสมบูรณ์ ปลูกอะไรก็งามดี

            ท่านพ่อพยักหน้าอย่างเห็นด้วยพรุ่งนี้จะไปคุยกับผู้ใหญ่บ้านเรื่องซื้อที่ดินด้านข้างเพิ่ม ส่วนเรื่องพริกนั้นยังไม่คิดจะขยายเพิ่มต้องดูปริมาณผลผลิตของชาวบ้านที่ออกมาอีกที 

            อันผิงเดาว่า ท่านพ่อคงหวังว่าถ้าชาวบ้านปลูกเพิ่มเรื่อยๆก็จะมีพริกเยอะพอที่จะทำพริกทอดได้เป็นแน่ แต่ถ้าชาวบ้านถอดใจไปก็อาจจะขยายการปลูกเสียเอง

            สรุปวันนี้อันผิงก็เลยไม่ได้ไปหาท่านแม่ที่ร้านในเมือง แม้จะเสียดายแต่รายได้จากพริกนั้นพอปลอบใจเธอได้บ้าง เดี๋ยวตอนเย็นรออันหยางกลับมาค่อยรอเขาเล่าให้ฟังเอาก็ได้ รับรองว่าทุกฉากไม่ตกหล่น

            กลางยามโหย่ว(17.00-19.00) อันหยางกับป้าโจวก็นั่งเกวียนกลับมากับบ้านเอ้อที่ใจดีรอจนร้านในเมืองปิด ถึงขับเกวียนมาส่ง

            ในมืออันหยางมีขาหมูตุ๋นที่ซื้อมาจากในเมืองด้วยกินพร้อมกับหมั่นโถวที่ท่านแม่ทำทิ้งไว้ให้ ก็เป็นอะไรที่ดี ไม่ต้องหุงข้าวที่จริงก็กินแบบนี้กันมาสองสามวันแล้ว

            หลังกินเสร็จอันหยางก็รายงานความคืบหน้าของร้านหลงเปาจึเพราะเมื่อวานเห็นว่า เหล่าคนในสถานศึกษาซื้อซาลาเปากลับบ้านไปในตอนเย็นและคนเมืองบางคนที่มากินที่ร้านบางกลุ่ม ก็ยังกลับมาซื้อซาลาเปาอีกวันนี้จึงขายได้เพิ่มอีก 80 ลูก และน้ำถั่วเหลืองด้วยสีที่ขาวขุ่นราวน้ำนม วันนี้จึงต้มสองหม้อขนาดกลาง ก็ยังไม่พอขายให้กับเหล่าบัณฑิตที่จะซื้อกลับไปที่บ้านเพราะคนที่มาซื้อซาลาเปาเริ่มให้ความสนใจ หลังจากลองกินถ้วยนึงก็ซื้อใส่กระบอกไม้ไผ่กลับไปด้วย 

            พรุ่งนี้ต้องให้ลุงโจวหรือลูกชายลูกโจวตัดไม้ไผ่ไปส่งในเมืองและหมั่นโถวกระต่ายนั้นขายดีที่สุด เพราะความน่ารักและหลากสีสันของมันทำให้คนชอบจะซื้อกลับไปให้ลูกหลาน โดยเฉพาะบ้านคนมีเงิน หรือเศรษฐีในเมืองคุณชายจูที่แวะมายังสั่งอีก 20 ตัวเพื่อเอากลับบ้านไปให้หลานๆ

            เท่ากับว่าวันนี้ขายแค่หมั่นโถวกระต่ายได้ถึง 200ตัว ยังดีว่าน้าเฟิงก็ทำหมั่นโถวกระต่ายเป็น พี่สาวเฟิงเลยไม่ต้องวุ่นอยู่คนเดียวและเมื่อถึงเวลานับเงินถึงกลับหายเหนื่อยกันเลยทีเดียว

            แม้วันนี้มีแต่เรื่องรายได้ๆ ดี แต่ก็ต้องดูกันไปยาวๆ ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีล่ะนะ 

     

    คล้ายกับเรื่องพรของอันผิง. ที่คุณอ่าน